Category Archives:Article

กฎหมายเช่าซื้อรถฉบับใหม่

เนื่องด้วยธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์นั้นเป็นธุรกิจที่ใกล้ชิดประชาชนเป็นอย่างมาและเนื่องด้วยสภาวะที่เปลี่ยนไปของสภาพเศรษฐกิจและสังคมจึงทำให้กฎหมายฉบับนี้มีกาลต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มี ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อให้สอดรับกับสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไปโดยเจตนาหลักเพื่อคุ้มครองให้ประชนได้รับความเท่าเทียมกันและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสัญญาเช่าซื้อจนเกินควรคณะกรรมการจึงได้มีประกาศดังนี้

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกําหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะสัญญา พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๒ ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

ข้อ ๓ ในประกาศนี้
“ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์” หมายความว่า การประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนําเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ของตนออกให้บุคคลธรรมดาเช่า และให้คํามั่นว่าจะขายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คราว

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพ่ิมอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้” หมายความว่า ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าภาษีรถประจําปีเงินเพิ่มเนื่องจากการต่อภาษีล่าช้า ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ ชนิดเชื้อเพลิง (ต่อรายการ) ค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ ค่าธรรมเนียมใบแทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถ ค่าปรับเนื่องจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถชนิดเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

“ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ” หมายความว่า เงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อเพื่อเป็นค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เงินค่างวดเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าติดตามเอารถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์กลับคืนของผู้ให้เช่าซื้อ

“อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยสําหรับสินเชื่อเช่าซื้อในลักษณะของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด

ข้อ ๔ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร โดยมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสําคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับ
ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่หรือรถใช้แล้ว และระยะทางที่ได้ใช้แล้ว โดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมทั้งภาระผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี)

ข. ราคาเงินสด จํานวนเงินจอง จํานวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ในการคํานวณผลตอบแทนให้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี(Effective Interest Rate) จํานวนงวดที่ผ่อนชําระ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้น จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชําระในแต่ละงวด จํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด เริ่มชําระค่างวดแรกในวันที่และชําระค่างวดต่อ ๆ ไปภายในวันที่

ค. วิธีคํานวณจํานวนเงินค่าเช่าซื้อ จํานวนค่าเช่าซื้อ จํานวนดอกเบี้ยที่ชําระ และจํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด

ง. ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสําหรับผู้เช่าซื้อแต่ละราย โดยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจํานวนงวดค่าเช่าซื้อที่ต้องชําระ วัน เดือน ปี ที่ชําระเงินค่างวดเช่าซื้อ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ชําระในแต่ละงวด โดยแยกเป็นเงินต้น ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และจํานวนเงินค่าเช่าซื้อคงค้าง โดยแยกเป็นเงินต้นคงค้าง ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ รวมทั้งจํานวนส่วนลดที่ผู้เช่าซื้อจะได้รับตาม (๑๐) ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่าซื้อพร้อมกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ

จ. อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อที่คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประกาศกําหนดตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ โดยให้ระบุวิธีการคิดคํานวณค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อในแต่ละรายการไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อ

ในกรณีที่ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อได้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในภายหลังได้ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้กระทําเช่นว่านั้นได้

(๒) เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชําระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าซื้อต้องชําระค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกเรียกเก็บ และผู้ให้เช่าซื้อต้องดําเนินการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของผู้เช่าซื้อภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับเอกสารที่จําเป็นสําหรับการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถทําการจดทะเบียนโอนได้โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าซื้อ

หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมเสียเบี้ยปรับโดยคํานวณจากมูลค่าเช่าซื้อในอัตราเท่ากับอัตราเบี้ยปรับที่ผู้เช่าซื้อต้องชําระในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อ และถ้าผู้เช่าซื้อดําเนินคดีทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๓) กรณีผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะนําเงินค่างวดของผู้เช่าซื้อที่ได้ชําระแล้วในงวดต่อมาเพื่อหักชําระเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ซึ่งผู้เช่าซื้อต้องชําระในแต่ละงวด ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าเบี้ยปรับชําระค่างวดล่าช้า ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับแจ้ง แต่ถ้าผู้ให้เช่าซื้อไม่มีหนังสือดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธินําเงินค่างวดต่อมานั้นมาหักชําระค่าใช้จ่ายดังกล่าว และผู้ให้เช่าซื้อจะถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อที่นํามาชําระเต็มจํานวนในงวดนั้นไม่ได้

กรณีผู้ให้เช่าซื้อได้หักเงินค่างวดตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อนําเงินในส่วนที่ขาดของค่างวดเช่าซื้อนั้น มาชําระให้ครบถ้วนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้เช่าซื้อมิได้ชําระเงินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดเฉพาะเงินค่างวดเช่าซื้อบางส่วนที่ยังมิได้ชําระนั้น

(๔) ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติด ๆ กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชําระนั้นภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

(๕) เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ และผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ก่อนนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดที่เหมาะสม ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ดําเนินการตามลําดับ ดังต่อไปนี้

ก. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อก่อนได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐) แต่ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลานั้น ให้ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งผู้ค้ําประกันทราบเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่สิ้นระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้เช่าซื้อเพื่อให้ผู้ค้ําประกันใช้สิทธินั้น โดยให้ผู้ค้ําประกันได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุของการไม่ได้แจ้งแก่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกัน แล้วแต่กรณี

ข. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ําประกัน (ถ้ามี) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประมูลหรือวันขายทอดตลาด ทั้งนี้ ในหนังสือแจ้งนั้นอย่างน้อยต้องระบุชื่อผู้ทําการขายวันและสถานที่ที่ทําการขายในแต่ละครั้งไว้ในหนังสือฉบับเดียวกันก็ได้

กรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายตามวรรคหนึ่ง หากได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องคืนเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนที่ขาดนั้น

ค. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทําการขาย วัน สถานที่ที่ทําการขาย ราคาที่ขายได้และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจํานวนเงินส่วนเกินที่คืนให้แก่ผู้เช่าซื้อ หรือจํานวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ให้ผู้เช่าซื้อทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทําการขาย ทั้งนี้
ผู้เช่าซื้อจะไม่ได้รับส่วนลดตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)

มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อตาม ก. และ ข. ให้คํานวณจากเงินค่างวดที่ค้างชําระและเงินค่างวดที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชําระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และให้หมายความรวมถึงเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ผู้ให้เช่าซื้อต้องไม่เข้าสู้ราคาไม่ว่าโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

(๗) ผู้ให้เช่าซื้อได้จัดให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อจากผู้ขายหรือผู้ผลิตได้โดยตรง

(๘) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลหนี้ที่ยังคงค้างชําระตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)ในส่วนที่เกินจากมูลหนี้ค้างชําระ ให้บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เช่าซื้อ

(๙) ในกรณีที่กฎหมายหรือสัญญากําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งคําบอกกล่าวเป็นหนังสือ ผู้ให้เช่าซื้อ
จะส่งคําบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อและผู้คํ้าประกันตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญา
หรือที่อยู่ที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด เว้นแต่กรณีที่ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ําประกันมีความประสงค์จะขอรับคําบอกกล่าวเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ

(๑๐) กรณีที่ผู้เช่าซื้อมีความประสงค์จะขอชําระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว โดยไม่ผ่อนชําระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดตามสัญญาเช่าซื้อ เพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ โดยให้คิดคํานวณตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วย เรื่อง สัญญาเช่า ที่คณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีกําหนดและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทําบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายอื่น

(๑๑) กรณีสัญญาเช่าซื้อกําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องจัดหาผู้ค้ําประกันการเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องตกลงกับผู้เช่าซื้อว่าจะจัดให้มีการทําสัญญาค้ําประกันซึ่งมีคําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกันไว้หน้าสัญญาค้ําประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีหัวเรื่องว่า “คําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกัน” ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตร และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และกําหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ําประกันในสัญญาค้ําประกัน ซึ่งมีสาระสําคัญตรงกับคําเตือนดังกล่าว

(๑๒) การผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จะต้องเป็นข้อความที่ผู้ให้เช่าซื้อระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดําหรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทํานองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชําระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะเข้าทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

(๒) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อ
เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) บวกร้อยละสามต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน
อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

(๓) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงผู้ค้ําประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ําประกันถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทําลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๕) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระเงินใดๆ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อหรือรับภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มเติมจากสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อมิได้ยินยอมเป็นหนังสือ

(๗) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกเหนือจากที่ประกาศนี้กําหนด

ข้อ ๖ บรรดาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทํากับผู้บริโภคตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไป

ประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นตนไป 

อ้างอิง ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๑

ลุงวิศวะ จะติดคุกหรือไม่

ตามประเด็นกระแสน ข่าว ที่ว่าจากเหตุการณ์ที่รถตู้ของกลุ่มวัยรุ่นขับจอดขวางปิดหัวรถของ นายสุเทพ โภชน์สมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร และยังมีรถเก๋งของกลุ่มเดียวกันจอดปิดท้าย แล้วกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากทั้ง 2 คัน ต่างลงมาล้อมรถ มีท่าทีคล้ายกับต้องการทำร้ายคนในรถ ก่อนที่นายสุเทพจะใช้อาวุธปืนขนาด .380 มม. อยู่ในกระเป๋าสะพายในรถออกมายิงขู่ออกไป 1 นัด

ทำให้กลุ่มวัยรุ่นพากันวิ่งหนี หนึ่งในนั้นคือ นายนวพล ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนชื่อดังกรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้ล้มห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกลนัก ต่อมาทราบว่าถูกยิงด้วยปืนเข้าที่หน้าอกซ้าย โดยที่นายสุเทพยืนรอมอบตัวกับตำรวจ เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่สามแยกครกใหญ่ อ.เมือง จ.ชลบุรี นั้น การกระทำดังกล่าวเกินกว่าเหตุหรือไม่  มีเพื่อนๆ ถามผมมาหลายครั้ง ว่าลุงจะคิดคุกหรือไม่   รายละเอียดเหตุการณ์ ตามคลิป ครับ

เอาละ ทีนี้มาดูว่ามีฏีกาเกี่ยวกับการป้องกัน ตัวไว้อย่างไรบ้าง ผมขอยก ฏีกา เทียบเคียง ซึ่งผมได้เห็นพี่ปู รุ่นพี่ตอนเรียนปริญาโท ของผม ได้โพสไว้ เทียบเคียงได้อย่าง ใกล้เคียงที่สุด คำตอบน่าจะชัดเจนเมื่ออ่านฏีกานี้จบครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5215/2539

คำพิพากษาย่อสั้น

ผู้ตายมีนิสัยเป็นนักเลง อันธพาล ใจคอดุร้าย วันเกิดเหตุผู้ตายได้กล่าวคำอาฆาตจำเลยกับบุตรจำเลยแล้วดื่มสุราก่อนมาหาจำเลย เมื่อผู้ตายเข้ามาในบริเวณบ้านจำเลย จำเลยบอกให้ผู้ตายหยุด แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและเดินตรงเข้าหาจำเลยระยะห่างเพียง 5 วา พฤติการณ์ของผู้ตายส่อลักษณะอาการที่มุ่งร้ายต่อชีวิตของจำเลย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยมีความชอบธรรมที่จะป้องกันภยันตรายได้ตามสมควรจำเลยอายุ 68 ปี อยู่ในวัยชรา ส่วนผู้ตายอายุ 26 ปี เป็นชายฉกรรจ์ ในภาวะเช่นจำเลยต้องประสบในขณะนั้นย่อมต้องเข้าใจว่า ผู้ตายคงจะต้องมีอาวุธติดตัวมาและจะมาฆ่าจำเลย โอกาสไม่อำนวยให้จำเลยได้ตั้งสติไตร่ตรองได้ว่า ผู้ตายมีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน การที่จำเลยยิงปืนใส่ผู้ตายเพียง 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาย่อยาวโปรดเข้าสู่ระบบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

ผู้พิพากษา

จารุณี ตันตยาคม

สมปอง เสนเนียม

ผล อนุวัตรนิติการ

ทวงหนี้เพื่อนยืมเงิน ผิด พรบ. การ ทวงถามหนี้ ไหม

tongnee

ตอนแรกผมตั้งใจจะเขียน บทความที่มีความยาวซักหน่อย .. แต่เกรงว่าจะไม่มีคนอ่านเลยอยาก จะสรุปสั้นๆ ง่ายเพื่อที่จะได้ไม่ยาวจนเกินไปนัก … ช่วงนี้ผมได้รับคำถามว่า ถ้าให้เพื่อนยืมเงิน แล้ว ทวงหนี้ เราจะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติ การ ทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘ ( พรบ.ทวงหนี้) หรือเปล่า หลายๆ คนตีความไว้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก ผมเห็นมีหลายเว็บหรือการแชร์ จึงอยากเล่า… เอางี้ สิ่งที่สำคัญว่า เราต้องรับผิดตาม พรบ. การ ทวงถามหนี้ หรือไม่นั้นให้พิจารณาก่อนว่าเราเป็น ผู้ ทวงถามหนี้ ตาม พรบ. นี้หรือไม่…​ ดังนั้น ผมขอเริ่ม อย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน….

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

 

ดังนั้นก่อนจะไปดูเนื้อหาต่อไปว่า เรากระทำผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า เราเป็นบุคคลตาม พรบ. การทวงถามหนี้  นี้ได้นิยามไว้หรือไม่ …​เรื่องหนี้ประกอบการ หนี้อื่นๆ ผมไม่ขอยกถึง เอาแค่ คำว่า ผู้ให้สินเชื่อ ก่อนก็แล้วกันว่ามีคำนิยามอย่างไร

“ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า

(๑) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ

(๒) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด

ดังนั้น พิจารณาว่า ตัวเองเป็นผู้ให้สินเชื่อหรือไม่ เพราะตามมาตรา 3 ระบุว่า ผู้ทวงถามหนี้ ตาม พรบ.การ ทวงถามหนี้  นี้หมายถึงเฉพาะตามคำนิยามเท่านั้น นอกเหนือนี้ ไม่ถือว่าเป็นผู้ ทวงถามหนี้ ตาม พรบ. ทวงหนี้ ดังนั้น หากจะ ทวงถามหนี้ เพื่อนตัวเองที่เราช่วยเหลือยามเค้าเดือดร้อนก็ไม่มีความผิด ตาม พรบ.การ ทวงถามหนี้ แต่อย่างใด ทวงได้ …..เจ้าหนี้ก็อย่าให้ทวงเกินขอบเขตมากนัก เอาให้เหมาะสมก็แล้วกันนะครับ …. ส่วนคนเป็นหนี้ก็ควรจะคำนึงว่า ตอนลำบาก เค้าช่วยเหลือ ก็น่าจะคืนเค้าไป …

รถหาย ต้องผ่อนต่อไหม

 

DSC_0113x

เคยมีคำถามว่า ว่า รถหาย ต้องผ่อนต่อไหม มีคำถามกับผมบ่อยพอสมควร ผมจึงพอมีเวลาวันนี้จะอยากจะค้นหาข้อมูล มาเล่าสู่กัน ฟังโดยหากจะพิจารณาตามประมวลกฎหมายจริงๆ ก็ค่อนข้างจะชัดเจนว่า สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับสิ้นไป หมายความว่าสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นย่อม ยุติลงไปพร้อมกับรถที่หายด้วย (ในเรื่องประกันภัยเราจะไม่พูดถึงกันต่อนะครับ เพราะเป็นคนละกรณีให้เข้าใจง่ายๆ ก่อนว่ารถไม่มีประกันภัย) ดังนั้นเมื่อสัญญาเช่าซื้อระงับไปแล้วผู้เช่าย่อมไม่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อต่อแต่อย่างใด … แต่…ผู้เช่าจะหลุดพ้นจากความรับผิดในทรัพย์สินของผู้ให้เช่าสูญหายหรือไม่นั้น พิจารณากันอีกขั้นหนึ่ง โดยหลักการแล้วผู้เช่าจะต้องรับผิดในค่าเสียหายในรถที่สูญหาย แต่จะต้องรับผิดเพียงใดนั้น  ผมค้นหาคำพิพากษาศาลฏีกาที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายๆ ไม่ต้องตีความเยอะมาให้อ่านกันน่าจะ มีคำตอบว่าศาลท่านวินิจฉัยว่าอย่างไร รถหาย ต้องผ่อนต่อไหม ลองอ่านดูนะครับ

ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์

มาตรา 567 ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับไปด้วย

มาตรา 572 อันว่าเช่าซื้อนั้นคือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าโดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว

สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือท่านว่าเป็นโมฆะ

มาตรา573ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2533

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567

นอกจากนี้ ตามหนังสือบอกกล่าวของบริษัทถึงทั้งสองก็ระบุชัดว่า บริษัทเลิกสัญญากับผู้เช่าซื้อแล้ว จึงฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว คุณโผงจึงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระไว้อีกต่อไป

แม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 จะระบุให้ผู้เช่าซื้อชำระเงินค่าซื้อจนครบในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยก็ตาม แต่เมื่อคุณโผงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป ก็ถือได้ว่าคุณโผงได้ตกลงชำระค่าเสียหายเท่า กับค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่บริษัทในกรณีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดหย่อนลงไปหากเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินควร

ในกรณีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้เท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระนั้นเป็นจำนวนที่สูงเกินไปเพราะราคารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเป็นการคิดราคารถรวมกับค่าเช่าและการใช้รถต้องมีการเสื่อมราคา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้ 80,000 บาท

สำหรับดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ทั้งสองชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ศาลฎีกาก็ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วบริษัทไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาข้อ 7 ซึ่งกำหนดไว้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่ชำระเงินใดๆ ที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญา แต่ทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามมาตรา 224

พิพากษาให้คุณโผงและคุณผางร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท 80,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

 

 

 

ข้อมูล: มติชน

เงื่อนไขการ ลดหย่อนภาษี ประจำปี 57 ของบิดามารดา

 

P1080128x

 

หลังหลังอาหารมื้อค่ำยามอาทิตย์อัศดง ขณะที่ตาชูกับยายชั่งนั่งรับลมเย็นๆอยู่นอกชายคา ไอ้ต้นพนักงานบัญชีบริษัทขนส่งขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ได้เข้ามาพูดคุยถึงการยื่นภาษีประจำปี 2557

ไอ้ต้น: ตาชู ยายชั่งไม่รู้ว่าไอ้ชิดลูกของตากับยายมัน ยื่น ภาษีปี 57 หรือยัง

 ตาชู: ข้าฯว่ามันยังไม่ยื่นมั่ง  ใช่ไหมยายชั่ง

     ยายชั่ง :เอ่อ..ข้าฯก็ว่าอย่างงั้นล่ะ แล้วเอง ถามไปทำไมล่ะไอ้ต้น

       ไอ้ต้น:  โธ่..นี่ตากับยายรู้หรือเปล่าว่าไอ้ชิด ถ้ามันจะยื่น   ภาษี มันสามารถจะหัก ลดหย่อนภาษี ที่มัน ส่งเสียเลี้ยงดูตากับยายได้ด้วยน่ะ

 ตาชู: จริงเหรอว่ะ..แล้วมันมีขั้นตอนอย่างไรล่ะไอ้ต้นไหนเอ็งลองเล่าให้ข้าฯ ฟังหน่อยซิ

ไอ้ต้นฝ่ายกฎหมายที่บริษัทผม เขาบอกว่ามันมีเงื่อนไข อย่างนี้นะ

  1. พ่อหรือแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป
  2. พ่อหรือแม่นั้นจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท ในปีที่ผ่านมา
  3. ลูกสามารถนำไปหัก ลดหย่อนภาษี ได้คนละ 30,000 บาท
  4. พ่อหรือแม่นี้จะรวมถึงพ่อหรือแม่ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ด้วยนะ
  5. ลูกที่จะใช้สิทธิดังกล่าว หากมีหลายคน สามารถใช้สิทธิได้เพียงคนเดียว คือ ลูกคนใดใช้สิทธิแล้ว ลูกคนอื่นๆไม่สามารถนำสิทธิไปใช้ได้อีก

นอกจากนั้นฝ่ายกฎหมายเขายังบอกอีกว่ากรณีที่ลูกจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ ก็สามารถนำไปหัก ลดหย่อนภาษี ได้อีกเช่นกัน โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. พ่อ หรือแม่นั้นต้องเป็นพ่อหรือแม่ของผู้มีเงินได้ รวมถึงพ่อ หรือแม่ของคู่สมรสผู้มีเงินได้ด้วย
  2. พ่อหรือแม่จะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินเกิน 30,000 บาท ในปีที่ผ่านมา
  3. การยกเว้นจะยกเว้นเท่ากับค่าเบี้ยประกันที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 15,000 บาท

โดยกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุของพ่อหรือมาแม่เอาไว้

ตาชู: ว่ะ?..ยังงี้มันก็ดีซิไอ้ต้น..แล้วยายชั่งอย่าลืมบอกไอ้ชิดลูกเรามันด้วยนะ

  ยายชั่ง:เรื่องอย่างงี้ข้าฯ ไม่ลืมอยู่แล้วตาชู แล้วเองล่ะไอ้ต้นเองยื่นหรือยัง..

 ไอ้ต้น: ยังเลยตายาย..แต่ไม่ลืมอยู่แล้ว

 

เขียนโดย นิติกรบริการ

แผนกนิติการ

 

สปก เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่

“ส.ป.ก. ๔-๐๑” เป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่

 

รองศาสตราจารย์วรวุฒิ เทพทอง*

 

ประเด็นปัญหา

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ว่า เอกสาร “ส.ป.ก. ๔-๐๑” ดังกล่าวนั้นเป็นเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่ อย่างไร โดยมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า การที่ ส.ป.ก. ได้ที่ดินมาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามความหมายของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓ (๒) หรือไม่ และบุคคลซึ่งได้รับสิทธิในที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ มาแล้วนั้น เป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หรือไม่ อย่างไร

ประเด็นแรก การที่ ส.ป.ก. ได้ที่ดินมาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามความหมายของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓ (๒) หรือไม่

ในประเด็นปัญหานี้ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๐๒๒/๒๕๔๔ ว่า “ที่ดินที่ ส.ป.ก.  อนุญาตให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์อันเป็นที่ดินที่  ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘  ส.ป.ก.  จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา ๓๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘  นั้น เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓ (๒) จึงไม่ใช่ป่า ตามความหมายของมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เข้าทำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ป่าก็จะไม่เป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา ๔ (๕) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔”

เห็นได้ว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามมาตรา ๓๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘[๗] นั้น เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓ (๒)

จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว กรมป่าไม้ได้มีหนังสือขอหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา[๘]ให้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น เป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ อย่างไร คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๗) ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวไว้ว่า[๙] “การที่มาตรา ๓๖ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก. ได้มานั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ ส.ป.ก. ถือสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพื่อให้เอาที่ดินนั้นมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน มิได้มุ่งหมายจะให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณีทั่วไปซึ่งเจ้าของทรัพย์สินนั้นมีอำนาจใช้สอย จำหน่าย หรือดำเนินการใด ๆ ต่อทรัพย์สินนั้นตามที่มาตรา ๑๓๓๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ นอกจากนี้การถือกรรมสิทธิ์ตามนัยมาตรา ๓๖ ทวิ ข้างต้น ไม่อาจถือเป็นการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเช่นกัน เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่บุคคลได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการจัดที่ดินของรัฐ บุคคลในกรณีนี้จึงหมายถึงผู้ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐหรือผู้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยผลของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ และตามมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่บัญญัติว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย) ได้เคยวินิจฉัยความหมายของคำว่า “บุคคล” ตามมาตรา ๔ (๑) นี้เป็นบรรทัดฐานไว้แล้วในเรื่องเสร็จที่ ๒๙๔/๒๕๓๔ ว่าหมายถึง บุคคลที่เป็นเอกชน มิใช่หมายถึงหน่วยงานของรัฐ หรือถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐก็ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐในฐานะเอกชน กรณีหน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของที่ดินหรือได้มาซึ่งที่ดินในฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลก็ถือว่าเป็นเรื่องรัฐได้ที่ดินมา มิใช่เป็นเรื่องบุคคลได้มาตามนัยมาตรา ๔ (๑) การถือกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. จึงมิใช่เป็นกรณีที่บุคคลได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายที่ดินตามนัยมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ดังนั้น ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘  จึงมิใช่การได้มากรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามที่กำหนดในมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน”

ในประเด็นเดียวกันนี้ อัยการสูงสุดเคยวินิจฉัยไว้ในคำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๒๘๒/๒๕๔๙ สรุปสาระสำคัญได้ว่า “การที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมีการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้แก่ราษฎร ย่อมถือว่าที่ดินนั้นได้ถูกเพิกถอนจากสภาพการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๖ (๔) ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ป่าสงวนแห่งชาติอีกต่อไป ส่วนการที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๖ ทวิ บัญญัติให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือสิทธิในที่ดินนั้น กฎหมายมุ่งประสงค์เพียงให้ ส.ป.ก. เอาที่ดินนั้นมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณีทั่วไป การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวของ ส.ป.ก. จึงไม่ใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่น ตามมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินนั้นจึงเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑)

ต่อมามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๗๑/๒๕๕๑ วินิจฉัยว่า “พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๖ ทวิ วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ได้มาก็เพื่อนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิใช้สอย จำหน่าย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ดินของรัฐ แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเนื่องมาจากการดำเนินการตาม พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘  มาตรา ๒๖ (๔) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดิน วัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐผู้ดูแลจากกรมป่าไม้เป็น ส.ป.ก. โดยให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา ๓๖ ทวิ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินของรัฐตาม ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒ ไม่อาจถือได้ว่า ส.ป.ก. เป็นบุคคลผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอื่นตามความหมายของ ป. ที่ดิน มาตรา ๓ (๒) ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มิได้มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน การที่ ส.ป.ก. ออกเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก. จัดสรรในที่ดินของรัฐให้แก่เกษตรกร จึงเป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น ดังนั้น ที่ ส. ได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก. ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่บัญญัติในมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังมิได้มีบุคคลได้มาตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังคงเป็นป่าตามมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ การที่จำเลยที่ ๑ ตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก. ของ ส. โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔”

เห็นได้ว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุดในคำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ ๒๘๒/๒๕๔๙ และศาลฎีกาในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๓๗๑/๒๕๕๑ ข้างต้น เห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่ ส.ป.ก. ได้ที่ดินมาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ นั้น กฎหมายมุ่งประสงค์เพียงให้ ส.ป.ก. เอาที่ดินนั้นมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณีทั่วไป การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวของ ส.ป.ก. จึงไม่ใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งผู้เขียนเห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓ กำหนดให้บุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ[๑๐] เช่น ได้มาซึ่งโฉนดแผนที่ซึ่งออกตามประกาศพระบรมราชโองการให้ออกโฉนดที่ดินมณฑลกรุงเก่าและกรุงเทพ ร.ศ.๑๒๐ และพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ.๑๒๗ (พ.ศ.๒๔๕๑) ได้มาซึ่งโฉนดตราจองซึ่งออกตามพระราชบัญญัติออกตราจองชั่วคราว ร.ศ.๑๒๑ แล้วต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระราชบัญญัติออกโฉนดตราจอง ร.ศ.๑๒๔ มีเฉพาะในเขตมณฑลพิษณุโลก (ในขณะนั้น) ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดพิจิตร หรือได้มาซึ่งตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๔๗๙ รวมทั้งการได้มาซึ่งที่ดินอันเป็นที่บ้านที่สวน ตามบทที่ ๔๒ แห่งกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ[๑๑]

(๒) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือเป็นการได้มาซึ่งโฉนดที่ดิน

โดยมีบุคคลที่อาจได้มาซึ่งโฉนดที่ดินหลายประเภท เช่น ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑)  ผู้ที่มีใบจอง    ผู้ที่มีใบเหยียบย่ำ ผู้ที่มีโฉนดตราจอง ผู้ที่มีตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” หรือผู้ที่มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการที่ดินเพื่อการครองชีพ เป็นต้น[๑๒]

(๓) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ เช่น ได้มาซึ่งหนังสือแสดงการทำประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เมื่อบุคคลนั้นได้ครอบครองและทำประโยชน์ครบหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.๒๕๑๑[๑๓]

(๔) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอื่น เช่น ได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อาทิ โดยการซื้อ แลกเปลี่ยน รับให้ หรือครอบครองปรปักษ์  หรือได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการค้าเพื่อการส่งออกอาจได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตอุตสาหกรรมส่งออก แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบกิจการได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการนิคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒

ดังนี้แล้ว การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นทบวงการเมืองมีฐานะเทียบเท่ากรม[๑๔] เป็นหน่วยงานของรัฐอันเป็นนิติบุคคลมหาชนได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม[๑๕]นั้น จึงมิใช่เป็นการที่บุคคลได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่น ตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าว ซึ่งต้องถือว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของรัฐอยู่ ตามมาตรา ๒ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่บัญญัติว่า “ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ”

ส่วนประเด็นสืบเนื่องต่อไปมีว่า บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ มาแล้ว นั้น จะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ประเด็นที่สอง บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ มาแล้วนั้น เป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หรือไม่

คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยข้อหารือของกรมป่าไม้[๑๖]ในประเด็นที่ว่า ที่ดินที่ ส.ป.ก. รับไปดำเนินการจัดปฏิรูป และ ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ และมีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ แล้ว ที่ดินส่วนนั้นจะเป็น “ป่า” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ หรือไม่ อย่างไรนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาฯ เห็นว่า “มาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ บัญญัติว่า “ป่า” หมายความว่าที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีดังต่อไปนี้… ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น และตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘  นั้น เอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น การได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่กำหนดในมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็น“ป่า” ตามมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔

              เปรียบเทียบกับโฉนดที่ดินที่ออกสืบเนื่องจากใบจอง

ใบจองเป็นเอกสารที่รัฐออกให้แก่ราษฎรเพื่อแสดงว่าราษฏรนั้นมีสิทธิครอบครองที่ดินของรัฐชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้ราษฏรได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพ ซึ่งผู้ที่มีใบจองเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดแล้ว กล่าวคือ ต้องเริ่มทำประโยชน์ในที่ดินนั้นภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มาซึ่งใบจองและทำประโยชน์ในที่ดินนั้นให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาสามปี ก็จะได้โฉนดที่ดินต่อไป อย่างไรก็ตาม เมื่อราษฏรผู้ที่มีใบจองได้โฉนดที่ดินมาแล้ว โฉนดที่ดินนั้นอาจถูกห้ามโอนเป็นระยะเวลาตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๓๑ กำหนดไว้ คือห้าปีหรือสิบปีแล้วแต่กรณี ทั้งนี้โดยมีเจตนารมณ์ที่จะปกป้องราษฏรผู้ได้สิทธิในที่ดินนั้นได้มีที่ดินไว้ทำกินเป็นเวลาอย่างน้อยตามที่กฎหมายบัญญัติ[๑๗] ซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า บทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติขึ้นโดยมุ่งหมายที่จะให้ผู้ได้รับสิทธิในที่ดินได้มีที่ดินไว้ทำกินตลอดไปถึงลูกหลานหรือทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายและเพื่อป้องกันมิให้ผู้ได้มาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปให้บุคคลอื่นได้โดยง่าย (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๘๕๕/๒๕๔๑)  และภายในระยะเวลาดังกล่าวทางราชการยังควบคุมที่ดินนั้นอยู่ มิได้ปล่อยให้เป็นสิทธิเด็ดขาดแก่ผู้ครอบครองจนกว่าจะพ้นระยะเวลาที่อยู่ในบังคับห้ามโอน (นัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๕๓๒/๒๕๔๔)

 

ความเห็นของผู้เขียน

ผู้เขียนมีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๙ ซึ่งบัญญัติว่า “ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” เห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลที่ได้ที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แต่ก็ยังจำกัดสิทธิดังกล่าวโดยจำกัดการโอนที่ดินนั้น เว้นแต่เป็นการโอนโดยทางมรดกเฉพาะกรณีที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้นซึ่งไม่รวมถึงการโอนทางมรดกโดยทางพินัยกรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกรซึ่งหมายความถึง กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์[๑๘] หรือโอนให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อพิจารณามาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว พบว่ากฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กำหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและปฏิบัติตามแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม[๑๙] ตลอดจนกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการประกอบเกษตรกรรม หรือการทำประโยชน์ หรือกิจการอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินได้ [๒๐]ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่รัฐยังหวงกันที่ดินที่นำมาใช้ในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอยู่นั่นเอง ยังไม่ปล่อยให้เป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดแก่บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยตลอดแล้ว ก็ไม่พบว่ากฎหมายได้บัญญัติให้บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น แม้ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีความมุ่งหมายให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินและให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์มากที่สุดก็ตาม[๒๑] อีกทั้งเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ก็ระบุว่าเป็นหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้แล้ว บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยได้รับเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ มานั้น จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามความหมายของมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น ที่ดินที่บุคคลซึ่งได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมานั้นจึงยังคงเป็นของรัฐอยู่ โดย ส.ป.ก. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐเพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ฉะนั้น บุคคลที่ได้รับสิทธิในที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นไม่ว่าจะตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คงมีแต่เพียงสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนั้นเท่านั้น และไม่อาจโอนสิทธิให้แก่บุคคลใดได้ เว้นแต่เป็นการโอนโดยทางมรดกเฉพาะกรณีที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

 

สรุป

              ผู้เขียนมีความเห็นว่า เอกสาร “ส.ป.ก. ๔-๐๑” ดังกล่าว มิใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ประการใด.

 

 

ทำไมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศเป็นเอกภาพ?

ทำไมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้

กฎหมายการค้าระหว่างประเทศเป็นเอกภาพ?

 

พันธุ์ทิพย์  กาญจนะจิตรา  สายสุนทร*

 

ความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ

การเจริญเติบโตของการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ชัดเจนจนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนี้อีกต่อไป  ปัจจุบันหลายอย่างของโลกปัจจุบันล้วนแต่เอื้ออำนวยต่อความเจริญเติบโตของการค้าประเภทนี้  ปัจจัยที่สำคัญที่สุด  ก็น่าจะมาจากวิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น  วิธีการขนส่งที่มีความรวดเร็วและความปลอดภัยมากขึ้น  และการเพิ่มขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในทางการค้า  ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นในทุกระดับ  กล่าวคือ  ระหว่างองค์กรของรัฐ  ระหว่างกลุ่มพ่อค้าและแม้แต่ระหว่างพ่อค้าย่อยและผู้บริโภค

ความเคลื่อนไหวตัวทั้งของรัฐและของเอกชนเพื่อการค้าระหว่างประเทศทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพรมแดนระหว่างรัฐคลายลง  แม้ว่าในทางการเมือง  พรมแดนอาจยังมีอยู่  แต่ในทางจิตใจแล้วพรมแดนมิอาจจะขวางกั้นความเคลื่อนไหวของการค้าข้ามพรมแดนได้เลย  รัฐพร้อมเสมอที่จะยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดเกี่ยวกับพรมแดน  ถ้าการกระทำนั้นจะนำมาเพื่อผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ  ความสำเร็จของประชาคมยุโรป  (European Community)  เป็นตัวอย่างที่ดีของท่าทีของรัฐในเรื่องนี้ รัฐพร้อมเสมอที่จะยอมรับลักษณะระหว่างประเทศของการค้าการแลกเปลี่ยนข้ามชาติของเอกชน   รวมถึง ของนิติบุคคลที่มีบทบาทในการค้าคือ   หุ้นส่วนบริษัทหรือแม้แต่ลักษณะระหว่างประเทศของกิจกรรมของนิติบุคคลเหล่านี้ด้วย

ข้อเท็จจริงดังกล่าวมานี้  เป็นสิ่งที่นักนิติศาสตร์ในศตวรรษที่แล้วไม่ได้ให้ความสนใจที่เพียงพอ  ปัญหาหลายๆ  อย่างจึงเกิดจากการที่กฎหมายที่เป็นอยู่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ  จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะหาทางปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

การค้าระหว่างประเทศจึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ๆ  ขึ้นมากมายซึ่งต้องการความคุ้มครองของกฎหมายที่เหมาะสมต่อธรรมชาติของนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ  โดยเฉพาะสัญญาซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ที่ใช้กันมากในวงการค้าระหว่างประเทศ

 

สัญญาระหว่างประเทศคืออะไร

สัญญาที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศจะมีลักษณะแตกต่างจากสัญญาที่ทำกันระหว่างเอกชน  เพื่อกิจกรรมที่ไม่มีลักษณะข้ามชาติเพราสัญญาประเภทแรกมีลักษณะระหว่างประเทศซึ่งอาจจะโดยสาเหตุที่ว่าคู่สัญญามีลัญชาติแตกต่างกัน  หรือมีภูมิลำเนาอยู่กันคนละประเทศ  หรืออาจจะเป็นเพราะวัตถุแห่งสัญญา  คือ  การส่งสินค้าหรือบริการในลักษณะข้ามพรมแดน  การปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาจึงต้องทำในประเทศที่มิใช่ถิ่นที่สัญญาเกิดขึ้น  ดังนั้น  สัญญาหนึ่ง ๆ  จึงอาจมีความเกี่ยวข้องกับประเทศหลายๆ  ประเทศก็เป็นไปได้  นักนิติศาสตร์ปัจจุบันมักจะเรียกนิติสัมพันธ์ในทางเอกชนนี้ว่า   “สัญญาระหว่างประเทศ”  (International contract   ในภาษาอังกฤษ หรือ   contract international   ในภาษาฝรั่งเศส)

 

*  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สัญญาระหว่างประเทศจึงมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างจากสัญญาภายใน  เพราะลักษณะระหว่างประเทศจะทำให้สัญญาไม่อาจอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายภายในของรัฐใดรัฐหนึ่งแต่เพียงรัฐเดียว  โดยเหตุที่ว่า  สารัตถะของสัญญาระหว่างประเทศมีความเกาะเกี่ยวกับกฎหมายของหลายประเทศ  สัญญานี้จึงมีธรรมชาติที่แตกต่างจากสัญญาภายในที่อยู่ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐหนึ่งรัฐใดอย่างแน่นอน

 

การขัดกันแห่งกฎหมายที่อาจใช้บังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศ

เพื่อสัญญาระหว่างประเทศจัดเป็นประเภทหนึ่งของนิติสัมพันธ์ในทางเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ  สัญญานี้จึงมีความเกี่ยวพันกับกฎหมายของหลายประเทศซึ่งอาจมีผลใช้บังคับต่อสัญญานี้  สภาวการณ์ซึ่งผู้ใช้กฎหมายต้องประสบแบบนี้  นักนิติศาสตร์เรียกว่า  “ปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมาย”  (Conflicts of   Laws Problems)

เพื่อที่จะทราบว่ากฎหมายใดมีผลบังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศ  (Applicable Law)  ความเป็นไปได้มีอยู่   2 ทาง ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราพิจารณาสัญญาระหว่างประเทศ   ประเทศส่วนใหญ่กำหนดให้นำกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายมาใช้ต่อนิติสัมพันธ์ในทางเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ   แต่ในปัจจุบัน เนื่องด้วยมีความเชื่อว่าวิธีแรกไม่เป็นผลดีต่อการค้าประหว่างประเทศ   หลายประเทศจึงหันมาบัญญัติกฎหมายสารบัญญัติขึ้นมาใช้กับนิติสัมพันธ์นี้

 

กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย

ประเทศส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  ซึ่งเป็นกฎหมายภายในของประเทศของผู้ซึ่งจะต้องบังคับใช้กฎหมายต่อสัญญาระหว่างประเทศ  กฎหมายนี้จะไม่กล่าวถึงเนื้อหาของกฎหมาย  กล่าวคือ  สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของเอกชน  จึงไม่มีลักษณะของกฎหมายสารบัญญัติ  (Substantive Law)  บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายจะบอกแต่เพียงว่า   กฎหมายอะไรมีผลบังคับใช้ต่อปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายที่เกิดจากนิติสัมพันธ์ในทางเอกชนที่มีลักษณะระหว่างประเทศ  (Private legal relations with international elements)  อาทิเช่น  พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของไทย  กำหนดไว้ในมาตรา  13 วรรคแรก ว่า  “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี  ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้  ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน  กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา  ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน  ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”    จะเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้มุ่งจะกำหนดผลของสัญญาในรายละเอียด  เพียงแต่ตอบปัญหาที่ว่าตามกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของไทย  กฎหมายสารบัญญัติใดจะมีผลบังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศไทยโดยเหตุผลที่ว่า  กฎหมายสารบัญญัติซึ่งกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายชี้ให้มีผลต่อสัญญาระหว่างประเทศน่าจะมีความสัมพันธ์ต่อสัญญามากกว่ากฎหมายแพ่งไทยว่าด้วยสัญญา

 

ทำไมกลไกของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายจึงเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ?

แต่ในปัจจุบัน  หลายประเทศเลิกใช้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  โดยเฉพาะต่อนิติสัมพันธ์ในทางการค้าระหว่างประเทศเพราะเห็นว่า  กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายมีกลไกที่ไม่เอื้อต่อธรรมชาติของการค้าระหว่างประเทศ  การใช้กฎหมายนี้อาจเกิดความไม่แน่นอนของกฎหมายความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายและความซับซ้อนในทางกฎหมายแก่การค้าระหว่างประเทศ

ในประการแรก  กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายอาจจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนของกฎหมาย  เพราะเราจะไม่อาจทราบถึงผลในทางกฎหมายของนิติสัมพันธ์ในทางการค้าที่มีลักษณะระหว่างประเทศจนกระทั่งเราจะทราบว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของประเทศใดที่จะมีผลบังคับใช้ต่อนิติสัมพันธ์  แต่เราก็จะไม่อาจทราบได้อย่างแน่นอนว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายอันนี้จะเป็นกฎหมายของประเทศใดจนกระทั่งได้มีคดีขึ้นต่อศาลเสียก่อน  สมมติว่านายฮิโรชิชาวญี่ปุ่นทำสัญญาซื้อสินค้าจากนายเดนีชาวฝรั่งเศสในประเทศไทย  โดยสัญญากำหนดให้นายเดนีส่งมอบสินค้าที่โรงงานของนายฮิโรชิในเยอรมัน  ในเบื้องต้นเมื่อยังไม่มีคดีเกิดขึ้น  เราทราบแต่เพียงว่า  กฎหมายว่าด้วยซื้อขายระหว่างประเทศของ  4  ประเทศอาจจะถูกนำมาใช้ต่อคดี  กล่าวคือ  กฎหมายญี่ปุ่นในฐานะกฎหมายสัญชาติหรือภูมิลำเนาของผู้ซื้อ  กฎหมายฝรั่งเศสในฐานะกฎหมายสัญชาติหรือภูมิลำเนาของผู้ขาย  กฎหมายไทยในฐานะกฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเกิดขึ้น  และกฎหมายเยอรมันในฐานะกฎหมายแห่งถิ่นที่จะมีการปฏิบัติการตามสัญญา  ส่วนกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั้น  เป็นสิ่งที่ยากที่จะเดาความเป็นไปได้  ถ้าคดีพิพาทเกิดในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลสิทธิคือ  สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ  เราก็อาจคาดคะเนได้ว่า  ศาลที่อาจจะรับฟ้องได้จะต้องเป็นศาลของประเทศที่เกี่ยวข้องกับส่วนใดส่วนหนึ่งของสัญญากล่าวคือ  กฎหมายญี่ปุ่นหรือกฎหมายฝรั่งเศส  ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของคู่สัญญาและน่าจะเป็นกฎหมายภูมิลำเนาของคู่สัญญาหรือ  กฎหมายไทยหรือกฎหมายเยอรมันซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตัวสัญญาเอง  แต่ถ้าคดีเกิดจากคำฟ้องที่เกี่ยวกับทรัพย์ก็จะเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดคะเน  สินค้ามักจะเป็นสังหาริมทรัพย์จึงมีการเคลื่อนไหวได้ง่าย  การขนส่งสินค้าระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อก็มักจะทำให้สินค้าต้องเดินทางผ่านหลายประเทศซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน  ทั้งตัวสัญญาและคู่สัญญา  ความไม่แน่นอนในทางกฎหมาย  (Legal uncertainty)  จึงเป็นผลธรรมดาของสถานการณ์เช่นนี้

นอกจากนั้นคดีที่มีลักษณะระหว่างประเทศก็อาจจะต้องพบกับปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างกันของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของนานาชาติในเรื่องการย้อนส่ง  บางประเทศก็ยอมรับกลไก  การย้อนส่ง  บางประเทศก็ไม่ยอมรับกลไกนี้  ในหมู่ประเทศที่ยอมรับก็มีท่าทีในการยอมรับที่แตกต่างกัน  การย้อนส่งจึงอาจจะก่อให้เกิดการขัดกันของกฎหมายในแง่ลบ  (Negative Conflict of Laws)   คือ   กฎหมายที่ถูกชี้โดยกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของศาลที่พิจารณาย้อนส่งมายังกฎหมายของศาลนั้น   ซึ่งกฎหมายหลังนี้ปฏิเสธการย้อนส่ง   เราจึงไม่พบกฎหมายใดจะใช้ต่อคดี   สถานการณ์อย่างนี้จึงก่อให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายได้ (Legal unsecurity)

ดังนั้น  จะเห็นได้อีกว่า  กลไกการกำหนดนิติสัมพันธ์ในทางระหว่างประเทศโดยกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายจึงมีลักษณะซับซ้อน  สภาพความซับซ้อนในทางกฎหมาย  (Legal complexity)  เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวตัวของการค้าระหว่างประเทศอย่างยิ่ง   ในสายตาของนักนิติศาสตร์   ความเข้าใจในกลไกอันนี้ก็คือ   การเล่นกายกรรมทางปัญญา   แต่สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศ ความมีอยู่ของกลไกของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายก็คือความยุ่งยากที่กฎหมายก่อให้เกิดแก่วงการค้าเท่านั้นเอง

 

กฎหมายสารบัญญัติที่มุ่งจะใช้เฉพาะต่อนิติสัมพันธ์ในทางการค้าระหว่างประเทศ

รัฐเองนั้นโดยทั่วไปจะพยายามในทุกวิถีทางที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตของการค้าระหว่างประเทศเพราะการค้านี้มีผลอย่างมากมายต่อความเจริญในทางเศรษฐกิจของประเทศ

รัฐที่เชื่อว่ากฎหมายสารบัญญัติซึ่งบังคับใช้ต่อนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะภายในไม่มีความสอดคล้องกับการค้าที่มีลักษณะระหว่างประเทศก็จะบัญญัติกฎหมายสารบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อใช้กับการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะ  การบัญญัติกฎหมายนี้ก็จะทำขึ้นโดยคำนึงถึงลักษณะและความต้องการของการค้านี้  ตัวอย่างเช่น  ประมวลกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของเชคโกสโลวาเกีย  ค.ศ.1963  หรือ  กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการเลือกตระกูลเงินตราเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศของฝรั่งเศส

แต่ในการปรับใช้กฎหมายสารบัญญัติพิเศษนี้แก่นิติสัมพันธ์ในทางระหว่างประเทศ  นักนิติศาสตร์ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน

พวกหนึ่งต้องการให้กฎหมายนี้ถูกนำมาใช้แก่นิติสัมพันธ์โดยตรงไม่ผ่านกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  กล่าวคือ  มุ่งจะให้กฎหมายสารบัญญัติพิเศษถูกนำมาใช้แทนกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเลย

ในขณะที่อีกพวกหนึ่ง  เห็นในทางตรงกันข้ามว่า  กฎหมายสารบัญญัติพิเศษนี้ควรจะถูกนำมาใช้เมื่อกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดีชี้ให้กฎหมายของประเทศเจ้าของกฎหมายสารบัญญัติพิเศษมีผลใช้บังคับต่อการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น  กฎหมายนี้ไม่ควรที่จะถูกนำมาใช้ต่อคดีโดยตรงเพราะแค่ว่าเป็นกฎหมายของศาลที่พิจารณาคดีก็ไม่หมายความว่ากฎหมายนี้มีความสัมพันธ์อย่างแท้จริงกับสารัตถะของนิติสัมพันธ์  กฎหมายของศาลที่รับพิจารณาคดีอาจเป็นศาลที่อยู่นอกการคาดคะเนของคู่สัญญาก็เป็นได้  การนำกฎหมายสารบัญญัติพิเศษมาใช้โดยตรงต่อคดีระหว่างประเทศจึงเป็นการเพิ่มความไม่แน่นอนในทางกฎหมายให้แก่การค้าระหว่างประเทศ  สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรจะลืมก็คือ  วัตถุประสงค์ของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลก็คือ  การก่อให้เกิดเสถียรภาพในทางกฎหมายแก่ชีวิตของเอกชนในทางระหว่างประเทศ  มิใช่เฉพาะแต่ความยุติธรรมซึ่งเป็นวัตถุประสงค์พื้นฐานของกฎหมายทุกประเภท  กฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลควรจะสามารถให้ทั้งความยุติธรรมและความสอดคล้องต่อความต้องการของสังคม  และนอกจากนั้น  การใช้กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องอยู่ในความคาดหมายของคู่สัญญาด้วย

แต่เมื่อเราจะต้องเลือกระหว่างบทบัญญัติที่สอดคล้องกับความต้องการของการค้าระหว่างประเทศ  แต่อยู่นอกความอาจคาดคะเนได้ของคู่สัญญากับกลไกทางกฎหมายที่ซับซ้อนและอาจนำไปสู่กฎหมายที่ไม่ยอมรับรู้ต่อลักษณะระหว่างประเทศของการค้าระหว่างประเทศ  เราก็จำต้องเลือกสถานการณ์อย่างหลัง  เพราะความไม่แน่นอนของกฎหมายนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมาย  ก่อให้เกิดอันตรายต่อการค้าระหว่างประเทศมากกว่า  ความซับซ้อนและความล้าหลังในทางกฎหมาย

ดังนั้น  จึงเป็นผลดีมากกว่าที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติพิเศษมาเชื่อมต่อกลไกของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  เพราะผลลัพธ์ที่เราจะได้คือ  ในแง่ลบ  การค้าระหว่างประเทศจะยังคงต้องประสบกับปัญหาความซับซ้อนในทางกฎหมาย  แต่ในแง่บวก  การค้านี้อาจจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้กฎหมายสารบัญญัติพิเศษ  การเสี่ยงภัยที่เกิดจากปัญหาความไม่แน่นอนและความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายก็จะไม่รุนแรงเท่าการนำกฎหมายสารบัญญัติพิเศษมาใช้โดยตรงต่อคดี

 

การขัดกันแห่งกฎหมายสารบัญญัติพิเศษ

แม้ว่ากฎหมายสารบัญญัติพิเศษซึ่งถูกบัญญัติโดยคำนึงถึงลักษณะระหว่างประเทศของการค้าระหว่างประเทศ  จะมีความสอดคล้องต่อการค้าประเภทนี้มากกว่ากฎหมายสารบัญญัติซึ่งใช้ต่อนิติสัมพันธ์ที่มึลักษณะภายใน  แต่เมื่อกฎหมายสารบัญญัติพิเศษยังคงเป็นกฎหมายของรัฐ  ปัญหาก็ยังคงมีอยู่  เพราะรัฐไม่มีผลประโยชน์ที่เหมือนกันในทางการค้าระหว่างประเทศ  ทัศนคติของประเทศผู้ซื้อสินค้าอุตสาหกรรมก็ย่อมไม่เหมือนกับประเทศผู้ซื้อสินค้าเกษตรกรรม  หรือ  ทัศนคติของประเทศที่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีก็ย่อมไม่เหมือนกับทัศนคติของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดร่วม  หรือ  แบบสังคมนิยมเต็มรูป  ดังนั้น  แม้จะมีการร่างกฎหมายสารบัญญัติพิเศษมาใช้ต่อปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมาย  เราก็ยังต้องประสบกับปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายสารบัญญัติพิเศษนี้อยู่ดี  (Conflict  of  international  commercial  laws)  ผลของเรื่องก็คือ  เราก็อาจจะไม่สามารถให้ความเท่าเทียมกันในทางกฎหมายแก่คดีระหว่างประเทศที่มีธรรมชาติเหมือนกัน  ถ้าคดีนั้นตกอยู่ภายใต้กฎหมายสารบัญญัติพิเศษที่แตกต่างกัน

 

การทำกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ

เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายภายในทั้งโดยวิธีการใช้กฎหมายสารบัญญัติแก้ปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายโดยตรง  (material method)  และโดยวิธีการของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย  (conflictual method)  ก็ยังอาจพาไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายได้ดังที่เราได้ศึกษามานี้  จึงเกิดมีความพยายามทั้งในระดับรัฐและระดับเอกชนเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้  นักนิติศาสตร์ปัจจุบันเรียกความพยายามในลักษณะนี้ว่า  “การทำกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ”  (unification  of  international  commercial  laws)  ผลของความพยายามในลักษณะนี้ก็คือกฎหมายเอกภาพ  (uniform  law)  ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ  ที่มาของกฎหมายนี้อาจจะเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ  หรือ  เอกชนระหว่างประเทศก็ได้

เพื่อขจัดปัญหาความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายซึ่งเกิดจากความหลากหลายของกฎหมาย  รัฐมักจะมาร่วมมือกันร่างอนุสัญญาเพื่อยอมรับกฎเกณฑ์ในทางกฎหมายที่เป็นรูปเดียวกัน  เพื่อบังคับใช้กับการค้าระหว่างประเทศ  (Conventional unification of international Commercial laws)  กฎเกณฑ์ที่เป็นเอกภาพนี้อาจจะเป็นกฎเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยการขัดกัน   หรือของกฎหมายสารบัญญัติก็ได้

ตัวอย่างของอนุสัญญาที่มุ่งทำให้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเป็นเอกภาพก็คือ  อนุสัญญาแห่งกรุงโรม  ลงวันที่  19  มิถุนายน  1980  ว่าด้วยกฎหมายที่มีผลใช้ต่อหนี้ในทางสัญญา  (Rome Convention of 19 June 1980 on Law oppicable to contractual obligations)  อนุสัญญานี้เป็นของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปซึ่งมุ่งขจัดปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายสัญญาที่เกิดขึ้นในระหว่างภาคีสมาชิกของ   EEC   ความสำคัญของอนุสัญญานี้ก็คือความสำเร็จที่รัฐกลุ่มหนึ่งสามารถตกลงกันยอมรับกฎหมายเอกภาพว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนา  (Freedom of volonty) ของคู่สัญญาที่จะเลือกกฎหมายที่มีผลใช้ต่อสัญญาระหว่างประเทศ   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักนิติศาสตร์ของนานาชาติขัดแย้งกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว   โดยทั่วไป   ทุกระบบกฎหมายยอมรับเสรีภาพอันนี้ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะระหว่างประเทศ  ความขัดแย้งของรัฐในเรื่องนี้อยู่ที่ว่ารัฐไม่มีความคิดที่เป็นเอกภาพในส่วนที่เกี่ยวกับขอบเขต  เนื้อหา  และข้อจำกัดของเสรีภาพในการแสดงเจตนาเลือกกฎหมายที่มีผลบังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศ  เพื่อตอบปัญหาเหล่านี้  รัฐมีท่าทีที่แตกต่างกัน

 

–         อะไรคือพื้นฐานของกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาเพื่อเลือกกฎหมายที่มีผลบังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศ?

–         พื้นฐานของกฎหมายนี้น่าจะเป็นเสรีภาพของคู่สัญญาอย่างสมบูรณ์ที่สุดในการเลือกหรือน่าจะเป็นเพียงความสามารถที่จะเลือกกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างประเทศ?

–         คู่สัญญาอาจจะมีเสรีภาพถึงขนาดที่จะเลือกไม่ใช้กฎหมายของรัฐต่อสัญญาระห่างประเทศเลยได้หรือไม่?

–         ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาเลือกกฎหมายที่มีผลบังคับต่อสัญญาระหว่างประเทศไว้  ศาลจะนำกฎหมายใดมาใช้ต่อสัญญา?  น่าจะเป็นกฎหมายแห่งถิ่นซึ่งสัญญาได้ถูกทำขึ้นหรือ  น่าจะเป็นกฎหมายแห่งถิ่นซึ่งจะมีการปฏิบัติตามสัญญา  หรือ  ควรจะเป็นกฎหมายอื่น?

–         กฎหมายที่จะใช้ต่อสัญญาระหว่างประเทศทั้งฉบับน่าจะเป็นกฎหมายเดียวกันต่อทุกส่วนของสัญญาตั้งแต่การทำสัญญาจนกระทั่งถึงการปฏิบัติตามชำระหนี้ตามสัญญา?

–         หรือเราควรจะยอมรับหลักการใช้กฎหมายต่างกันต่อส่วนที่ต่างกันของสัญญา

 

ความแตกต่างของคำตอบที่รัฐให้ต่อคำถามเหล่านี้จึงก่อให้เกิดความไม่มีเสรีภาพในทางกฎหมาย  ความหลากหลายของกฎหมายว่าด้วยสัญญาเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการค้าระหว่างประเทศมากที่สุด  เพราะสัญญาเป็นกลไกทางกฎหมายที่พ่อค้าใช้ในการสร้างความผูกพันในทางการค้าระหว่างกันเพื่อส่งเสริมให้เกิดความมีเสถียรภาพในทางกฎหมายแก่การค้าระหว่างประเทศ  ปัญหาการขัดกันแห่งกฎหมายสัญญาจึงเป็นปัญหาแรกที่รัฐจะต้องขจัดออกไป

สัญญาระหว่างประเทศที่ได้รับความสนใจจากรัฐต่างๆ  ก็คือสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ  ซึ่งเป็นสัญญาแม่ของวงจรการค้าระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่  การทำให้กฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายซื้อขายระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพจึงเป็นวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฉบับแรกที่มุ่งจะบัญญัติกฎหมายเอกภาพว่าด้วยสัญญาระหว่างประเทศ  กล่าวคือ  อนุสัญญาแห่งกรุงเฮก  ลงวันที่  15  มิถุนายน  1955  ว่าด้วยกฎหมายที่มีผลบังคับต่อซื้อขายสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างที่มีลักษณะระหว่างประเทศ  จากปี  1955  จนถึงปัจจุบัน  มีอนุสัญญาที่ทำเพื่อวัตถุประสงค์นี้แล้วอีก  2  อนุสัญญาคือ  อนุสัญญาแห่งกรุงเฮก  ลงวันที่  15  เมษายน  1958  ว่าด้วยกฎหมายที่มีผลบังคับต่อการโอนกรรมสิทธิ์ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างที่มีลักษณะระหว่างประเทศและอนุสัญญาแห่งกรุงเฮก  ลงวันที่  22  ธันวาคม  1986  ว่าด้วยกฎหมายที่มีผลบังคับต่อสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ

นอกจากงานในระดับโลกแล้ว  เรายังพบว่ารัฐยังพยายามที่จะทำกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายให้เป็นเอกภาพในระดับภูมิภาคอีกด้วย  ความพยายามในระดับที่มีพลังอย่างมากก็คือ  ความพยายามของกลุ่มประเทศสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป  อนุสัญญาที่ก่อให้เปิดกฎหมายเอกภาพว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายการค้าระหว่างประเทศในประชาคมนี้ก็คือ  อนุสัญญาแห่งกรุงโรม  ลงวันที่  19  มิถุนายน  1980  ว่าด้วยกฎหมายที่มีผลบังคับต่อหนี้ในทางสัญญานั่นเอง  หรือความพยายามที่น่าสังเกตอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ  ความร่วมมือของรัฐลาตินอเมริกาในการทำกฎหมายให้เป็นเอกภาพภายใต้ความอุปถัมภ์ขององค์การแห่งรัฐอเมริกัน  (Organization of American States – OAS)  แต่กฎหมายเอกภาพว่าด้วยสัญญาระหว่างประเทศของกลุ่มนี้ได้ถูกบัญญัติออกมาในรูปกฎหมายตัวอย่าง

 

การทำกฎหมายสารบัญญัติว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ

นอกจากรัฐจะทำอนุสัญญาเพื่อทำกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ  รัฐก็ยังพยายามที่จะทำกฎหมายสารบัญญัติที่มีผลใช้ต่อการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ  เรื่องที่มักจะเป็นวัตถุแห่งความพยายามประเภทนี้ก็คือ  การซื้อขายระหว่างประเทศ  ทรัพย์สินในทางปัญญา  การชำระหนี้ระหว่างประเทศ  การระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ  และ  การขนส่งระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะการซื้อขายระหว่างประเทศ  หัวข้อนี้เป็นวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาถึง  4  ฉบับ  กล่าวคือ  อนุสัญญาแห่งกรุงเฮก  ลงวันที่  1  กรกฎาคม  1964  กำหนดกฎหมายเอกภาพว่าด้วยสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศสังหาริมทรัพย์มีรูปร่าง  อนุสัญญาแห่งกรุงเฮกลงวันเดียวกันกำหนดกฎหมายเอกภาพว่าด้วยการทำสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศสังหาริมทรัพย์มีรูปร่าง  อนุสัญญาแห่งกรุงนิวยอร์ค  ลงวันที่  12  มิถุนายน  1974  ว่าด้วยอายุความในกรณีของสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศและอนุสัญญาแห่งกรุงเวียนนา  ลงวันที่  11  เมษายน  1980  ว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ

เมื่อรัฐยอมผูกพันตามอนุสัญญาประเภทนี้  ผลที่ได้รับในทางกฎหมาย  ก็คือ  กฎหมายเอกภาพที่ได้จากอนุสัญญาจะกลายเป็นกฎหมายสารบัญญัติที่มีผลบังคับต่อนิติสัมพันธ์ในทางการค้าระหว่างประเทศ  นิติสัมพันธ์ประเภทนี้จึงอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่คำนึงถึงลักษณะพิเศษของการค้าระหว่างประเทศ  มิใช่อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งที่ใช้บังคับต่อนิติสัมพันธ์ที่มีลักษณะภายใน

 

ข้อบกพร่องของการทำให้กฎหมายเป็นเอกภาพโดยความร่วมมือระหว่างรัฐ

เพื่อที่จะทำให้กฎหมายเป็นเอกภาพ  รัฐมักจะใช้วิธีการอยู่  2  รูปแบบ  คือ  อนุสัญญาระหว่างประเทศ  (Convention   และ กฎหมายตัวอย่าง  (Model law) แต่วิธีการดังกล่าวก็มีความบกพร่องอย่างมาก

ในกรณีที่รัฐร่างกฎหมายเอกภาพออกมาในรูปอนุสัญญาระหว่างประเทศ  เราพบว่า  ข้อดีของวิธีนี้คือ  กฎหมายเอกภาพที่ได้รับเป็นกฎฆมายระหว่างประเทศในความหมายที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปคือกฎหมายระหว่างประเทศประเภทสนธิสัญญาตามมาตรา  38 (1)  (a) ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ   กฎหมายเอกภาพนี้จึงมีแรงบังคับในฐานะสัญญาอีกด้วย   รัฐมีพันธกรณีตามสัญญาที่จะต้องเคารพกฎหมายเอกภาพ   การละเมิดข้อกำหนดของกฎหมายเอกภาพถือว่าผิดสัญญาเป็นเหตุให้รัฐอื่นๆ   ซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญามีสิทธิเรียกร้องให้รัฐผู้ผิดสัญญามีความรับผิดชอบระหว่างประเทศ   แต่ข้อเสียของการใช้อนุสัญญาทำกฎหมายให้เป็นเอกภาพก็คือ   อนุสัญญาประเภทนี้มักจะมีความกระทบกระเทือนต่อกฎหมายภายในของรัฐ   การที่จะทำให้อนุสัญญามีผลภายในรัฐหนึ่งๆ   จึงต้องมีการนำอนุสัญญานี้ไปผ่านสภาของรัฐนั้น   เพื่อให้องค์กรนี้ออกกฎหมายมาอนุวรรคการตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ  ขั้นตอนดังกล่าวนี้มักจะใช้เวลามาก  และบางครั้งทำให้กฎหมายเอกภาพที่ร่างขึ้นอย่างสอดคล้องกับความต้องการของการค้าระหว่างประเทศในเวลาที่ร่าง  มามีผลในเวลาต่อมาซึ่งข้อกำหนดของกฎหมายล้ากว่าความต้องการของการค้าระหว่งประเทศเสียแล้ว  บ่อยครั้งความล่าช้าในการออกกฎหมายรองรับอนุสัญญามิได้เกิดจากความไม่เห็นด้วยต่อกฎหมายเอกภาพ  แต่เนื่องมาจากความล่าช้าของระบบราชการเท่านั้น  ข้อเท็จจริงในลักษณะนี้  เป็นเหตุให้อนุสัญญาทำกฎหมายให้เป็นเอกภาพมากมายยังไม่มีผลบังคับในทางกฎหมาย  แม้ว่าข้อกำหนดของอนุสัญญาจะให้กฎหมายเอกภาพที่สอดคล้องกับการค้าระหว่างประเทศอย่างดียิ่งและเป็นรูปแบบของข้อสัญญาที่เอกชนนำไปใช้ในทางปฏิบัติโดยอาศัยหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาแล้วก็ตาม

ในกรณีที่รัฐร่างกฎหมายเอกภาพออกมาในรูปกฎหมายตัวอย่างเราพบว่า  ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ  รัฐไม่มีความระแวดระวังมากเกินไปในการออกกฎหมายภายในในรูปเดียวกับกฎหมายตัวอย่าง  รัฐมีเสรีภาพที่จะเปลี่ยนใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายตัวอย่างเมื่อใดก็ได้  ข้อเสียของวิธีการแบบนี้ก็คือว่า  กฎหมายเอกภาพไม่มีผลเป็นกฎหมายเลยด้วยตัวเอง  และวิธีการนี้ก็ยังต้องพบกับปัญหาความล่าช้าของระบบราชการอยู่ดี  กฎหมายตัวอย่างที่ดีก็ยังเสี่ยงต่อการถูกแช่เย็นไว้ในตู้เอกสารของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอยู่ดี

เราเชื่อว่า  ความร่วมมือระหว่างรัฐอาจจะสร้างกฎหมายเอกภาพที่ทุกฝ่ายยอมรับได้  แต่ประสิทธิภาพของหน่วยงานของรัฐที่จะทำให้กฎหมายเอกภาพมีผลในความเป็นจริงดูจะเป็นตัวถ่วงความมีประสิทธิผลของกฎหมายเอกภาพที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐอยู่มาก

 

การเข้าร่วมของเอกชนเพื่อทำให้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศเป็นเอกภาพ

นอกจากรัฐจะมีบทบาทอย่างมากในการทำให้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศเป็นเอกภาพ  เอกชนเองก็ยังมีบทบาทที่สำคัญทั้งในฐานะผู้ผลักดันให้รัฐกระตือรือร้นในงานนี้  และในฐานะผู้ก่อให้เกิดกฎหมายเอกภาพประเภทนี้โดยตนเอง

เอกชนจำต้องมามีบทบาทในฐานะ  “ผู้บัญญัติกฎหมาย” เพราะการค้าระหว่างประเทศไม่สามารถทนต่อความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายที่เกิดจากความหลากหลายของกฎหมายของรัฐ   ทั้งยังไม่อาจจะรอคอยความสำเร็จของอนุสัญญาเมื่อการทำกฎหมายการค้าระหว่างประเทศให้เป็นเอกภาพ

เพื่อทำให้การค้าระหว่างประเทศสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  เอกชนจึงต้องพยายามเยียวยาความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายที่เกิดขึ้น  โดยวิธีของตนเอง

ในประการแรก  เราพบว่าเอกชนจะพยายามระบุไว้เลยในสัญญาอย่างชัดเจนว่า  ตนประสงค์ที่จะให้สัญญาระหว่างประเทศของตนอยู่ภายใต้กฎหมายอะไร  ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ  เจตนาของเอกชนในเรื่องนี้มีขอบเขตหรือไม่  เอกชนสามารถเลือกกฎหมายที่ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ  กับสัญญาได้หรือไม่  หรือเอกชนสามารถจะเลือกใช้กฎเกณฑ์ของสมาคมการค้าต่อสัญญาโดยแสดงเจตนาว่ามิให้สัญญาอยู่ภายใต้กฎหมายภายในของรัฐใดเลย  อย่างที่เราเรียกว่า  “สัญญาปราศจากกฎหมาย”  (Contract without law)  ได้หรือไม่  ความยุ่งยากอยู่ที่ว่านักกฎหมายและศาลของนานาประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องนี้  บ้างก็เชื่อว่าเอกชนควรมีเสรีภาพอย่างเต็มเปี่ยม  บ้างก็เห็นว่าเสรีภาพนั้นควรมีขอบเขต  อาทิเช่น  เอกชนมีเสรีภาพที่จะเลือกกฎหมายใดมาใช้ต่อสัญญาก็ได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากฎหมายนั้นจะต้องมีความเกาะเกี่ยวกับสารัตถะของสัญญา  ในแง่ของขอบเขตของเสรีภาพ  รัฐก็มีความเห็นที่แตกต่างกัน  บ้างก็เห็นว่า  ขอบเขตควรอยู่ที่ความสัมพันธ์กฎหมายที่ถูกเลือกและสารัตถะของสัญญา  บ้างก็เห็นว่า  เหตุอื่น ๆ  ก็ควรถือเป็นขอบเขตของเสรีภาพของเอกชนในเรื่องนี้  เช่น  กฎหมายเกี่ยวกับความสงบ  (Loi  de  police)

แต่อย่างไรก็ตาม  สัญญาปราศจากกฎหมายได้รับการยอมรับอย่างมากในวงการการค้าระหว่างประเทศ  กลุ่มหรือสมาคมการค้ามักจะร่างตัวอย่างของสัญญาที่เรียกว่า  “ข้อกำหนดทั่วไป”  (general conditions) หรือตัวอย่างของสัญญาที่เรียกว่า  “สัญญามาตรฐาน”  (standard form contract) มาเสนอให้เอกชนสมาชิกของกลุ่มหรือสมาคมใช้   ข้อกำหนดทั่วไปหรือสัญญามาตรฐานนี้มักจะทำขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงตามประเภทของการค้าและสินค้าที่เกี่ยวข้อง   หรือวิธีขนส่งสินค้าที่ใช้   อาทิ   สัญญามาตรฐานของสมาคมการค้าข้าวโพดแห่งกรุงลอนดอน  (London Corn Trade Corporation) หรือ   สมาคมการค้าอาหารและเมล็ดพันธุ์พืช  (Grain and Feed Trade Association)

การพัฒนาของข้อกำหนดทั่วไปและสัญญามาตรฐานนี้เองที่ก่อให้เกิดธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีความศักดิ์สิทธิไม่น้อยไปกว่าธรรมเนียมการค้าของพ่อค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในยุคปลายสมัยกลางซึ่งเราเรียกว่า  “Lex  Mercatoria”  ดังนั้น  จึงมีผู้ให้สมญาธรรมเนียมประเพณีของการค้าระหว่างประเทศของศตวรรษใหม่นี้ว่า  “กฎหมายพ่อค้าสมัยใหม่”  (New  Lex  Mercatoria)

เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด  ที่เราจะพบว่านักกฎหมายกลุ่มหนึ่งปฏิเสธ  “ความเป็นกฎหมาย”  ของ  Lex Mercatoria  แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าธรรมเนียมปฏิบัติของพ่อค้านี้จะมีลักษณะของสิ่งที่เราเรียกว่ากฎหมายหรือไม่  สิ่งนี้ก็มีผลในทางปฏิบัติกำหนดนิติสัมพันธ์ในทางการค้าระหว่างประเทศ  กล่าวคือสิ่งนี้ทำหน้าที่ของ  “กฎหมาย”  ต่อการค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นักกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งจึงไม่ได้รอข้าที่จะเรียกธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้านี้ว่า  “กฎหมาย”  สำหรับพวกเขาเหล่านี้กฎหมายนี้มีความสอดคล้องกับความต้องการของการค้าระหว่างประเทศอย่างแท้จริง  เป็นกฎหมายที่มีลักษณะพาณิชย์  (Commercial)  และสอดคล้องกับวิชาชีพนี้  (Professional)  สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัย  (modern)  และที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นเอกภาพ  (uniform)  กฎหมายประเภทนี้มีอันตรายต่อพ่อค้ารายเล็ก  หรือ  พ่อค้าย่อย  เพราะกฎเกณฑ์ที่บัญญัติขึ้นมักจะทำขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการของพ่อค้าที่อยู่ในสมาคมหรือกลุ่มการค้า  ซึ่งมักจะเป็นพ่อค้ารายใหญ่  บ่อยครั้ง  ที่เราพบว่ากฎเกณฑ์ไม่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของพ่อค้าเล็กๆ

รัฐจึงมักจะมีท่าทีระแวดระวังต่อความเจริญเติบโตของกฎหมายของพ่อค้านี้  และมักจะแสดงท่าทีว่ารัฐมีเจตนาจะจำกัดขอบเขตของกฎเกณฑ์ประเภทนี้  รัฐส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมรับความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาปราศจากกฎหมาย

เพื่อที่จะไม่เกี่ยวข้องกับกลไกของรัฐคือ  ศาลซึ่งอาจจะไม่ยอมรับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมเนียมปฏิบัติในทางการค้า  พ่อค้าก็มักจะระบุให้ข้อพิพาทในทางการค้าอยู่ภายใต้วิธีระงับข้อพิพาทแบบอนุญาโตตุลาการ  ด้วยวิธีนี้  รัฐจึงแทบจะแตะต้องความเอกเทศของกฎหมายของพ่อค้ามิได้เลย  ยกเว้นแต่เมื่อเกิดความไม่เคารพคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเท่านั้น  พ่อค้าจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอให้ศาลของรัฐรับรองและสั่งให้มีการบังคับตามคำตัดสินดังกล่าว  ข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่เราต้องยอมรับก็คือ  พ่อค้ามักจะไม่ผิดสัญญา  หรือ  เพิกเฉยต่อคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการโดยไม่มีเหตุผลพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะชื่อเสียงในทางการค้าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพในวงการค้าระหว่างประเทศ

กฎหมายของพ่อค้า  (Lex mercatoria)  จึงเป็นกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นจากเจตจำนงของประชาคมพ่อค้าระหว่างประเทศ   กล่าวคือ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศโดยกำเนิด

ในแง่ความเป็นเอกภาพ  กฎหมายของพ่อค้าย่อมมีความเป็นเอกภาพอย่างมาก  เพราะการเกิดขึ้นของกฎเกณฑ์ไม่เกาะติดกับผลประโยชน์ของชาติที่มีความแตกต่างกัน  ผลประโยชน์ของพ่อค้าไม่มีสัญชาติความต้องการของพ่อค้าทุกคนเหมือนกัน  คือ  ความเจริญเติบโตของการค้า  ความพยายามพิจารณาความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายและความไม่แน่นอนในทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคของการเคลื่อนไหวตัวของการค้าระหว่างประเทศ

กฎหมายของพ่อค้าซึ่งมีความเป็นระหว่างประกาศและความเป็นเอกภาพมาแต่กำเนิด  จึงเป็นทางออกที่เอกชนจะสามารถลดความเสี่ยงในทางกฎหมายอันเกิดจากความหลากหลายของกฎหมายของรัฐที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาแก่การค้าระหว่างประเทศ

 

บทสรุป

จึงเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า  ความเป็นเอกภาพของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากต่อเสถียรภาพในทางกฎหมายของการค้าประเภทนี้  เมื่อความพยายามที่จะทำให้กฎหมายเป็นเอกภาพเป็นความพยายามที่มีที่มาจากทั้งความร่วมมือระหว่างรัฐและความร่วมมือระหว่างเอกชนนานาชาติ  ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ  กฎหมายเอกภาพที่ถูกบัญญัติขึ้นมาจากหลายกลุ่ม  มีแนวโน้มที่จะขัดแย้งกันเพราะผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันโดยพื้นฐาน  ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือการขัดกันของกฎหมายเอกภาพ  ผลที่ตามมาก็คือ  ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพในทางกฎหมายของการค้าระหว่างประเทศจึงยังคงมีอยู่อย่างไรก็ตาม

ดังนั้น  คงจะถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพูดต่อไปถึงปัญหาความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของกฎหมายเอกภาพ  กล่าวคือ  ความเป็นรูปเดียวกัน  หรือ  ความสอดคล้องกันของกฎหมายเอกภาพที่เกิดขึ้น

 

เอกสารอ้างอิง

ก.  เอกสารที่เกี่ยวกับสัญญาระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศ

(1)     M. Fontaine,  La  nation  de  contrat  ‘economique  international.  dans  :  Le  contrat  ‘economique  international.  Bruxelles,  Bruylant,  1975,  p.17.

(2)     G.  Horsmans  et  M.  Verwilghen,  Conclusion  sur  le  contrat  ‘economique  international  ;  Stabilit’e  et  ‘evolution,  ibid,  p.452.

(3)     Ph.  Kahn.  La  vente  commerciale  internationale.  These  de  Dijon,  1961

(4)     Y.  Loussouarn  et  J.D.  Bredin.  Droit  du  Commerce  international,  Paris,  Sirey,  1969.

(5)     F.  Rigaux.  Droit  international  priv’e.  Tome  II,  Bruxelles,  Maison  F.  Larcier  S.A.,  1977.

(6)     J.  Thieffry  et  C.  Granier,  La  vente  international  Paris,  CFCE.

ข.  เอกสารที่เกี่ยวกับการทำกฎหมายให้เป็นเอกภาพ

(1)     J.W. Cairns,  Comparative  Paw,  unification  and  scholarly  Creation  of  a  new  jus  commune,  in  :  Northern  Ireland  Legal  Guarterly,  32  (1981),  272.

(2)     Rene  David,  Renaissance  de  I’id’ee  de  jus  gentium,  dans  :  L’Unification  du  droit,  Rome,  Unidroit,  (1970),  43

(3)     _____________.  Le  droit  de  commerce  international,  Paris,  Economical,  1987.

(4)     L.  Reczei,  Towards  Unification  of  international  trade  Law,  in  :  Acta  Juridica  Academiae  Scientiarum  Hungaricae,  (1971),  3.

(5)     Unidroit,  Le  developpement  progressif  du  droit  commercial  international,  Documents  officials  de  L’ Assemble  generale  des  Nations  Unies,  A/6396/Add. 1.

ค.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ  Lex  Mercatoria

(1)     C.  Del  Marmol,  Lex  mercatoria,  dans  :  Jour.  Tribunaux,  Belgique,  (1982),  164.

(2)     Ph.  Fouchard,  L’Etat  Face  aux  usages  du  commerce  international,  dans  :  Trav.  Com.  Dr.  int.  prive’.  (1977),  71.

(3)     B.  Goldman,  Le  contrat  dit  sans  loi,  dans  :  Trav.  Com.  Fr.dr.int.prive’.  (1964-1966),  209.

(4)     ____________.  Frontieres  de  droit  et  Lex  mercatoria,  dans  :  Arch.  phil.  Dr.,   (1964), 177.

(5)     ____________.  La  Lex  mercatoria  dans  Les  contrats  ett  L’ arbitrage  internationaux  :  realite  et  perspective,  dans  :  Clunet,  (1979)  475.

(6)     A.  Rieg,  Contrats  types  et  contrats  d’ adhesion,  dans  :  Etudes  de  droit  contemporam,  (1970),  105.