Author Archives: admin

กฎหมายเช่าซื้อรถฉบับใหม่

เนื่องด้วยธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์นั้นเป็นธุรกิจที่ใกล้ชิดประชาชนเป็นอย่างมาและเนื่องด้วยสภาวะที่เปลี่ยนไปของสภาพเศรษฐกิจและสังคมจึงทำให้กฎหมายฉบับนี้มีกาลต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจึงได้มี ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา เพื่อให้สอดรับกับสภาวะสังคมที่เปลี่ยนไปโดยเจตนาหลักเพื่อคุ้มครองให้ประชนได้รับความเท่าเทียมกันและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากสัญญาเช่าซื้อจนเกินควรคณะกรรมการจึงได้มีประกาศดังนี้

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกอบกับมาตรา ๓ มาตรา ๔ และมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกากําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกําหนดธุรกิจที่ควบคุมสัญญาและลักษณะสัญญา พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕

(๒) ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘

ข้อ ๒ ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

ข้อ ๓ ในประกาศนี้
“ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์” หมายความว่า การประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนําเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ของตนออกให้บุคคลธรรมดาเช่า และให้คํามั่นว่าจะขายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คราว

“รถยนต์” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลหรือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“รถจักรยานยนต์” หมายความว่า รถที่เดินด้วยกําลังเครื่องยนต์หรือกําลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพ่ิมอีกไม่เกินหนึ่งล้อ และให้หมายความรวมถึงรถจักรยานที่ติดเครื่องยนต์ด้วย เพื่อใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น โดยไม่นําไปใช้ทําการขนส่ง เพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเอง หรือเพื่อสินจ้าง

“ค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้” หมายความว่า ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าภาษีรถประจําปีเงินเพิ่มเนื่องจากการต่อภาษีล่าช้า ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถ ชนิดเชื้อเพลิง (ต่อรายการ) ค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายทะเบียนรถ ค่าธรรมเนียมใบแทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถ ค่าปรับเนื่องจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์ สีรถชนิดเชื้อเพลิง และค่าเบี้ยประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

“ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ” หมายความว่า เงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อเพื่อเป็นค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เงินค่างวดเช่าซื้อรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าติดตามเอารถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์กลับคืนของผู้ให้เช่าซื้อ

“อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยสําหรับสินเชื่อเช่าซื้อในลักษณะของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด

ข้อ ๔ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร โดยมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสําคัญและเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(๑) รายละเอียดเกี่ยวกับ
ก. ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง สภาพของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ว่าเป็นรถใหม่หรือรถใช้แล้ว และระยะทางที่ได้ใช้แล้ว โดยให้มีหน่วยเป็นกิโลเมตรหรือไมล์ รวมทั้งภาระผูกพันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ (ถ้ามี)

ข. ราคาเงินสด จํานวนเงินจอง จํานวนเงินดาวน์ ราคาเงินสดส่วนที่เหลือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ในการคํานวณผลตอบแทนให้ระบุอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี(Effective Interest Rate) จํานวนงวดที่ผ่อนชําระ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้น จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนชําระในแต่ละงวด จํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด เริ่มชําระค่างวดแรกในวันที่และชําระค่างวดต่อ ๆ ไปภายในวันที่

ค. วิธีคํานวณจํานวนเงินค่าเช่าซื้อ จํานวนค่าเช่าซื้อ จํานวนดอกเบี้ยที่ชําระ และจํานวนค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชําระในแต่ละงวด

ง. ตารางแสดงภาระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสําหรับผู้เช่าซื้อแต่ละราย โดยให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับจํานวนงวดค่าเช่าซื้อที่ต้องชําระ วัน เดือน ปี ที่ชําระเงินค่างวดเช่าซื้อ จํานวนเงินค่าเช่าซื้อที่ชําระในแต่ละงวด โดยแยกเป็นเงินต้น ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และจํานวนเงินค่าเช่าซื้อคงค้าง โดยแยกเป็นเงินต้นคงค้าง ดอกเบี้ยค่าเช่าซื้อ รวมทั้งจํานวนส่วนลดที่ผู้เช่าซื้อจะได้รับตาม (๑๐) ตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ เพื่อส่งมอบให้ผู้เช่าซื้อพร้อมกับหนังสือสัญญาเช่าซื้อ

จ. อัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อที่คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประกาศกําหนดตามกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ โดยให้ระบุวิธีการคิดคํานวณค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อในแต่ละรายการไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาเช่าซื้อ

ในกรณีที่ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อได้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นในภายหลังได้ เว้นแต่กรณีที่มีกฎหมายกําหนดให้กระทําเช่นว่านั้นได้

(๒) เมื่อผู้เช่าซื้อได้ชําระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที โดยผู้เช่าซื้อต้องชําระค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ตามที่กรมการขนส่งทางบกเรียกเก็บ และผู้ให้เช่าซื้อต้องดําเนินการจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าวให้เป็นชื่อของผู้เช่าซื้อภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับเอกสารที่จําเป็นสําหรับการจดทะเบียนครบถ้วนจากผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถทําการจดทะเบียนโอนได้โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้ให้เช่าซื้อ

หากผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมเสียเบี้ยปรับโดยคํานวณจากมูลค่าเช่าซื้อในอัตราเท่ากับอัตราเบี้ยปรับที่ผู้เช่าซื้อต้องชําระในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อ และถ้าผู้เช่าซื้อดําเนินคดีทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินคดีดังกล่าว ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๓) กรณีผู้ให้เช่าซื้อประสงค์จะนําเงินค่างวดของผู้เช่าซื้อที่ได้ชําระแล้วในงวดต่อมาเพื่อหักชําระเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บได้ซึ่งผู้เช่าซื้อต้องชําระในแต่ละงวด ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ค่าเบี้ยปรับชําระค่างวดล่าช้า ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อทราบก่อนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับแจ้ง แต่ถ้าผู้ให้เช่าซื้อไม่มีหนังสือดังกล่าว ผู้ให้เช่าซื้อไม่มีสิทธินําเงินค่างวดต่อมานั้นมาหักชําระค่าใช้จ่ายดังกล่าว และผู้ให้เช่าซื้อจะถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อที่นํามาชําระเต็มจํานวนในงวดนั้นไม่ได้

กรณีผู้ให้เช่าซื้อได้หักเงินค่างวดตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อนําเงินในส่วนที่ขาดของค่างวดเช่าซื้อนั้น มาชําระให้ครบถ้วนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้เช่าซื้อมิได้ชําระเงินส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดเฉพาะเงินค่างวดเช่าซื้อบางส่วนที่ยังมิได้ชําระนั้น

(๔) ในกรณีผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่าเช่าซื้อรายงวดสามงวดติด ๆ กัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวผู้เช่าซื้อให้ใช้เงินรายงวดที่ค้างชําระนั้นภายในเวลาอย่างน้อยสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าซื้อได้รับหนังสือและผู้เช่าซื้อละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้

(๕) เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ๆ และผู้ให้เช่าซื้อได้กลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ก่อนนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดที่เหมาะสม ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ดําเนินการตามลําดับ ดังต่อไปนี้

ก. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อก่อนได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐) แต่ถ้าผู้เช่าซื้อไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในระยะเวลานั้น ให้ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือแจ้งผู้ค้ําประกันทราบเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่สิ้นระยะเวลาการใช้สิทธิของผู้เช่าซื้อเพื่อให้ผู้ค้ําประกันใช้สิทธินั้น โดยให้ผู้ค้ําประกันได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้เช่าซื้อ

กรณีผู้ให้เช่าซื้อไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้เช่าซื้อต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุของการไม่ได้แจ้งแก่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกัน แล้วแต่กรณี

ข. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ําประกัน (ถ้ามี) ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันประมูลหรือวันขายทอดตลาด ทั้งนี้ ในหนังสือแจ้งนั้นอย่างน้อยต้องระบุชื่อผู้ทําการขายวันและสถานที่ที่ทําการขายในแต่ละครั้งไว้ในหนังสือฉบับเดียวกันก็ได้

กรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อนํารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ออกขายตามวรรคหนึ่ง หากได้ราคาเกินกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องคืนเงินส่วนที่เกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ แต่ถ้าได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดส่วนที่ขาดนั้น

ค. ผู้ให้เช่าซื้อต้องมีหนังสือแจ้งชื่อผู้ทําการขาย วัน สถานที่ที่ทําการขาย ราคาที่ขายได้และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขาย ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร รวมทั้งจํานวนเงินส่วนเกินที่คืนให้แก่ผู้เช่าซื้อ หรือจํานวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ ให้ผู้เช่าซื้อทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทําการขาย ทั้งนี้
ผู้เช่าซื้อจะไม่ได้รับส่วนลดตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)

มูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อตาม ก. และ ข. ให้คํานวณจากเงินค่างวดที่ค้างชําระและเงินค่างวดที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชําระให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ และให้หมายความรวมถึงเบี้ยปรับหรือค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ผู้ให้เช่าซื้อต้องไม่เข้าสู้ราคาไม่ว่าโดยวิธีประมูลหรือวิธีขายทอดตลาดรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

(๗) ผู้ให้เช่าซื้อได้จัดให้ผู้เช่าซื้อสามารถใช้สิทธิในการเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับประกันของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อจากผู้ขายหรือผู้ผลิตได้โดยตรง

(๘) ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยในมูลหนี้ที่ยังคงค้างชําระตามสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อตามอัตราและการคิดคํานวณตาม (๑๐)ในส่วนที่เกินจากมูลหนี้ค้างชําระ ให้บริษัทประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เช่าซื้อ

(๙) ในกรณีที่กฎหมายหรือสัญญากําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งคําบอกกล่าวเป็นหนังสือ ผู้ให้เช่าซื้อ
จะส่งคําบอกกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้เช่าซื้อและผู้คํ้าประกันตามที่อยู่ที่ระบุในสัญญา
หรือที่อยู่ที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันแจ้งการเปลี่ยนแปลงเป็นหนังสือครั้งหลังสุด เว้นแต่กรณีที่ผู้เช่าซื้อ หรือผู้ค้ําประกันมีความประสงค์จะขอรับคําบอกกล่าวเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เช่าซื้อหรือผู้ค้ําประกันต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ

(๑๐) กรณีที่ผู้เช่าซื้อมีความประสงค์จะขอชําระเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมดในคราวเดียว โดยไม่ผ่อนชําระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดตามสัญญาเช่าซื้อ เพื่อปิดบัญชีค่าเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องให้ส่วนลดแก่ผู้เช่าซื้อในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบของดอกเบี้ยเช่าซื้อที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ โดยให้คิดคํานวณตามมาตรฐานการบัญชีว่าด้วย เรื่อง สัญญาเช่า ที่คณะกรรมการกําหนดมาตรฐานการบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชีกําหนดและปรับปรุงมาตรฐานการบัญชี เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการจัดทําบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและกฎหมายอื่น

(๑๑) กรณีสัญญาเช่าซื้อกําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องจัดหาผู้ค้ําประกันการเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อต้องตกลงกับผู้เช่าซื้อว่าจะจัดให้มีการทําสัญญาค้ําประกันซึ่งมีคําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกันไว้หน้าสัญญาค้ําประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีหัวเรื่องว่า “คําเตือนสําหรับผู้ค้ําประกัน” ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตร และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร และมีจํานวนไม่เกินสิบเอ็ดตัวอักษรในหนึ่งนิ้ว และกําหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ําประกันในสัญญาค้ําประกัน ซึ่งมีสาระสําคัญตรงกับคําเตือนดังกล่าว

(๑๒) การผิดสัญญาเช่าซื้อที่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จะต้องเป็นข้อความที่ผู้ให้เช่าซื้อระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษรสีแดง หรือตัวดําหรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไป

ข้อ ๕ ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทํากับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทํานองเดียวกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อสัญญาที่เป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้ชําระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ เกี่ยวกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ผู้เช่าซื้อจะเข้าทําสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

(๒) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อคิดเบี้ยปรับในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชําระค่างวดตามสัญญาเช่าซื้อ
เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) บวกร้อยละสามต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน
อัตราร้อยละสิบห้าต่อปี

(๓) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกให้ผู้เช่าซื้อเปลี่ยนแปลงผู้ค้ําประกัน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ค้ําประกันถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคําสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๔) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระค่าเช่าซื้อให้ครบถ้วนตามสัญญาในกรณีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทําลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๕) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดชําระเงินใดๆ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อ เว้นแต่เบี้ยปรับ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ หรือค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริงโดยประหยัด ตามความจําเป็น และมีเหตุผลอันสมควร

(๖) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้เช่าซื้อรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อหรือรับภาระผูกพันใด ๆ เพิ่มเติมจากสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้เช่าซื้อมิได้ยินยอมเป็นหนังสือ

(๗) ข้อสัญญาที่กําหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อเรียกเก็บเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ นอกเหนือจากที่ประกาศนี้กําหนด

ข้อ ๖ บรรดาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้ทํากับผู้บริโภคตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๕๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไป

ประกาศนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นตนไป 

อ้างอิง ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. ๒๕๖๑

ภาษีป้าย

 

นิยามความหมายของภาษีป้าย

ป้ายที่ต้องเสียภาษีได้แก่ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมาย ที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่น เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น ดังนั้นลักษณะของป้ายที่เสียภาษีนั้นก็คงเป็นป้ายที่เกี่ยวกับการค้าหรือกิจการหารายได้ต่างๆนั้นเอง หากเพื่อการค้าหรือธุรกิจ

ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

(1) ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพและบริเวณของโรงมหรสพนั้นเพื่อโฆษณามหรสพ

(2) ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้าหรือที่สิ่งหุ้มห่อหรือบรรจุสินค้า

(3) ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

(4) ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์

(5) ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐาน ทั้งนี้ เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตรที่กำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

(6) ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

(7) ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลหรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆและหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ

(8) ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทยธนาคารออมสินธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารเพื่อการสหกรณ์และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(9) ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่แสดงไว้ณอาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น

(10) ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน

(11) ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ

(12) ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ

(13) ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปัจจุบันมีฉบับที่ 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (..2535) ให้เจ้าของป้ายไม่ต้องเสียภาษีป้าย สำหรับ

() ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคลรถจักรยานยนต์รถบดถนนหรือรถแทรกเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

() ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน

() ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก () และ () โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

  ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (..1) สำหรับป้ายใดเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสถานที่หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว

กำหนดระยะเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการ

  ให้เจ้าของป้ายซึ่งจะต้องเสียภาษีป้าย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามแบบและวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ภายในเดือนมีนาคมของปี ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้ง หรือแสดงจนถึงวันสิ้นปี และให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตรต้องมีชื่อและที่อยู่ของเจ้าของป้าย เป็นตัวอักษรไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้ายและให้ข้อความดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีป้าย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่เจ้าของป้ายอยู่นอกประเทศไทย ให้ตัวแทน หรือผู้แทนในประเทศ มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายแทนเจ้าของป้าย ถ้าเจ้าของป้ายตาย เป็นผู้ไม่อยู่เป็นคนสาบสูญ เป็นคนไร้ความสามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถให้ผู้จัดการมรดก ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือผู้อื่น ผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ปฏิบัติการแทนเจ้าของป้าย เจ้าของป้ายผู้ใด

(1) ติดตั้งหรือแสดงป้ายอันต้องเสียภาษีภายหลังเดือนมีนาคม ให้เสียเป็นรายงวด

(2) ติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิมและมีพื้นที่ข้อความภาพและเครื่องหมายอย่างเดียวกับป้ายเดิมที่ได้เสียภาษีป้ายแล้วป้ายชำรุดไม่ต้องชำระเฉพาะปีที่ติดตั้ง

(3) เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีป้ายแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่ม ป้ายที่เพิ่มข้อความชำระตามประเภทป้ายเฉพาะส่วนที่เพิ่มป้ายที่ลดขนาดไม่ต้องคืนเงินภาษีในส่วนที่ลด ถ้าเปลี่ยนขนาดต้องชำระใหม่ ให้เจ้าของป้ายตาม (1) (2) หรือ (3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายหรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความภาพหรือเครื่องหมายป้ายเดิมแล้วแต่กรณี

ฐานภาษีและอัตรา คือเนื้อที่ของป้ายและประเภทของป้ายรวมกัน ถ้าเป็นป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้ การคำนวณพื้นที่ป้ายให้เอาส่วนกว้างที่สุดคูณด้วยส่วนยาวที่สุดเป็นขอบเขตของป้าย ถ้าเป็นป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้ ให้ถือเอาตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตสำหรับกำหนดส่วนที่กว้างที่สุดและยาวที่สุด แล้วคำนวณเป็นตารางเซนติเมตร เศษของ 500 ตารางเซนติเมตรถ้าเกินครึ่ง ให้นับเป็น 500 ตารางเซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าปัดทิ้ง ประกอบกับประเภทของป้าย คำนวณเป็นค่าภาษีป้ายที่ต้องชำระ โดยกำหนดอัตราภาษีป้ายดังนี้
(1)
ป้ายที่มีอักษรไทยล้วน คิดอัตรา 3 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร
(2)
ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพ และหรือเครื่องหมายอื่นให้คิดอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร
(3)
ป้ายดังต่อไปนี้ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร
(
) ป้ายที่ไม่มีอักษรไทย ไม่ว่าจะมีภาพหรือเครื่องหมายใด หรือไม่
(
) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วน หรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

(4) ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายที่ได้เสียภาษีแล้ว อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตราตาม (1) (2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี และให้เสียเฉพาะจำนวนเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น
(5)
ป้ายทุกประเภทเมื่อคำนวณพื้นที่ของป้ายแล้ว ถ้ามีอัตราที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่าป้ายละ 200 บาท ให้เสียภาษีป้ายละ 200 บาท

 

ขั้นตอนการยื่นเสียภาษีป้าย,เอกสารหลักฐานและบทลงโทษ 

 

 ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายสามารถขอรับแบบแสดงรายการภาษีป้าย (..1) ได้ที่สำนักงานเขตโดยไม่คิดมูลค่า กรอกรายการในแบบ ภ..1 ตามความเป็นจริงให้ครบถ้วน ลงลายมือชื่อของตนพร้อมวันเดือน ปี ส่งคืนพนักงานเจ้าหน้าที่แห่งท้องที่ที่ป้ายนั้นได้ติดตั้งหรือแสดงไว้ ทั้งนี้จะนำส่งด้วยตนเอง มอบหมายให้ผู้อื่นไปส่งแทน หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ให้เจ้าของป้ายหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่ สำหรับป้ายที่แสดงไว้ที่ยานพาหนะที่ต้องเสียภาษี ให้ยื่น ณ สำนักงานเขตซึ่งการจดทะเบียนยานพาหนะได้กระทำในท้องที่นั้น

 

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบฯ

กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสำเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่
ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทำป้าย
สำเนาทะเบียนบ้าน
บัตรประจำตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ/บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท,ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของสรรพากร เช่น ภ..01, ..09, ..20
หนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่สามารถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)
หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำ
กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (.. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย
กรณีเจ้าของป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.. 1

 

การชำระภาษีป้าย

ผู้รับประเมินได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษี (..3) ให้ชำระเงินภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินโดยชำระภาษีได้ที่สำนักงานเขต ซึ่งป้ายนั้นตั้งอยู่หรือที่กองการเงิน สำนักการคลัง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) การชำระภาษีป้ายจะกระทำโดยส่งธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารที่สั่งจ่ายแก่กรุงเทพมหานครก็ได้ โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน และให้ถือว่าวันที่ได้ทำการส่งดังกล่าวเป็นวันชำระภาษีป้าย

 

การขอผ่อนผันชำระภาษี

ถ้าภาษีป้ายที่ต้องชำระมีจำนวนตั้งแต่สามพันบาทขึ้นไป ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะขอผ่อนชำระเป็นสามงวดงวดละเท่า ๆ กันก็ได้ โดยแจ้งความจำนงเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี และให้ชำระงวดที่หนึ่งก่อนครบกำหนดเวลาชำระภาษี งวดที่สองภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่งและงวดที่สามภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

 

การเสียเงินเพิ่ม

การเสียเงินเพิ่ม คือ ไม่ได้ชำระภาษีป้ายตามกำหนดที่ควรเสีย ทำให้ต้องเสียเงินเพิ่มด้วย
ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย เสียเงินเพิ่มนอกจากเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายในกรณีและอัตราดังนี้
(1)
ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย เว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย
(2)
ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีลดน้อยลง ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติมเว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่ พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน
(3)
ไม่ชำระภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม (1) และ (2) มาคำนวณเป็นเงินเพิ่ม

 

การอุทธรณ์

เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยยื่นอุทธรณ์ผ่านพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ฝ่ายรายได้สำนักงานเขตท้องที่ซึ่งยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันหรือไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมอบหมายมีอำนาจยกอุทธรณ์นั้นเสียได้
เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้วินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลเป็นหนังสือไปยังผู้อุทธรณ์ หากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เว้นแต่ในกรณีที่เป็นการยกอุทธรณ์ดังได้กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตามการอุทธรณ์นั้นไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีป้าย
เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครว่าให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาลเสียก่อน

 

การขอคืนเงินค่าภาษี

ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้มีการลดจำนวนเงินที่ได้ประเมินไว้ให้แจ้งผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบโดยเร็วเพื่อมาขอรับเงินคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ผู้ใดเสียภาษีป้ายโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือเสียเกินกว่าที่ควรต้องเสียมีสิทธิได้รับเงินคืนโดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้ชำระเงินค่าภาษี

 

บทลงโทษ

ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีป้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าหมื่นบาท ผู้ใดไม่ปฏิบัติดังนี้คือป้ายที่ติดตั้งบนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลอื่น และมีพื้นที่เกินสองตารางเมตรต้องมีชื่อและที่อยู่เจ้าของป้ายเป็นตัวอักษรไทยที่ชัดเจนที่มุมขวาด้านล่างของป้าย ต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งร้อยบาทเรียงรายวันตลอดระยะเวลาที่กระทำความผิด ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายคือให้ผู้รับโอนแจ้งการรับโอนเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับโอน หรือไม่แสดงการเสียภาษีป้าย (ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายแสดงหลักฐานการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการ) ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยไม่ให้เข้าไปในสถานที่ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย หรือบริเวณที่ต่อเนื่องกับสถานที่ดังกล่าว หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีป้ายในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการเพื่อตรวจสอบว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายได้ปฏิบัติการถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งออกคำสั่งเป็นหนังสือเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญชีหรือเอกสารเกี่ยวกับภาษีป้ายมาตรวจสอบ ภายในกำหนดเวลาอันสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น 


ที่มา
:
พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.. 2510
:
พระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) .. 2534
:
กฎหมายกระทรวง ฉบับที่ 2 (.. 2535) ฉบับที่ 4 (.. 2535) ฉบับที่ 5 (.. 2535) และฉบับที่ 8 (.. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.. 2510

อ้างอิงรวบรวมโดย : http://account.friend.co.th/124.html

ลุงวิศวะ จะติดคุกหรือไม่

ตามประเด็นกระแสน ข่าว ที่ว่าจากเหตุการณ์ที่รถตู้ของกลุ่มวัยรุ่นขับจอดขวางปิดหัวรถของ นายสุเทพ โภชน์สมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร และยังมีรถเก๋งของกลุ่มเดียวกันจอดปิดท้าย แล้วกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากทั้ง 2 คัน ต่างลงมาล้อมรถ มีท่าทีคล้ายกับต้องการทำร้ายคนในรถ ก่อนที่นายสุเทพจะใช้อาวุธปืนขนาด .380 มม. อยู่ในกระเป๋าสะพายในรถออกมายิงขู่ออกไป 1 นัด

ทำให้กลุ่มวัยรุ่นพากันวิ่งหนี หนึ่งในนั้นคือ นายนวพล ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนชื่อดังกรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้ล้มห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกลนัก ต่อมาทราบว่าถูกยิงด้วยปืนเข้าที่หน้าอกซ้าย โดยที่นายสุเทพยืนรอมอบตัวกับตำรวจ เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.20 น. วันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่สามแยกครกใหญ่ อ.เมือง จ.ชลบุรี นั้น การกระทำดังกล่าวเกินกว่าเหตุหรือไม่  มีเพื่อนๆ ถามผมมาหลายครั้ง ว่าลุงจะคิดคุกหรือไม่   รายละเอียดเหตุการณ์ ตามคลิป ครับ

เอาละ ทีนี้มาดูว่ามีฏีกาเกี่ยวกับการป้องกัน ตัวไว้อย่างไรบ้าง ผมขอยก ฏีกา เทียบเคียง ซึ่งผมได้เห็นพี่ปู รุ่นพี่ตอนเรียนปริญาโท ของผม ได้โพสไว้ เทียบเคียงได้อย่าง ใกล้เคียงที่สุด คำตอบน่าจะชัดเจนเมื่ออ่านฏีกานี้จบครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5215/2539

คำพิพากษาย่อสั้น

ผู้ตายมีนิสัยเป็นนักเลง อันธพาล ใจคอดุร้าย วันเกิดเหตุผู้ตายได้กล่าวคำอาฆาตจำเลยกับบุตรจำเลยแล้วดื่มสุราก่อนมาหาจำเลย เมื่อผู้ตายเข้ามาในบริเวณบ้านจำเลย จำเลยบอกให้ผู้ตายหยุด แต่ผู้ตายไม่ยอมหยุดและเดินตรงเข้าหาจำเลยระยะห่างเพียง 5 วา พฤติการณ์ของผู้ตายส่อลักษณะอาการที่มุ่งร้ายต่อชีวิตของจำเลย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยมีความชอบธรรมที่จะป้องกันภยันตรายได้ตามสมควรจำเลยอายุ 68 ปี อยู่ในวัยชรา ส่วนผู้ตายอายุ 26 ปี เป็นชายฉกรรจ์ ในภาวะเช่นจำเลยต้องประสบในขณะนั้นย่อมต้องเข้าใจว่า ผู้ตายคงจะต้องมีอาวุธติดตัวมาและจะมาฆ่าจำเลย โอกาสไม่อำนวยให้จำเลยได้ตั้งสติไตร่ตรองได้ว่า ผู้ตายมีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน การที่จำเลยยิงปืนใส่ผู้ตายเพียง 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายและผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาย่อยาวโปรดเข้าสู่ระบบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

ผู้พิพากษา

จารุณี ตันตยาคม

สมปอง เสนเนียม

ผล อนุวัตรนิติการ

คดีกราบรถ ...​เจ้าของมินิเหลือง อาจจะติดคุกถึง 10 ปี ..​ ช่วยแชร์ให้ถึง หนุ่มมอร์ไซร์ด้วย

ปกติผมไม่ค่อยเขียนเรื่องปัญหาทางด้านข่าวรายวันแบบนี้ แต่ครั้งนี้ขอแล้วกันนะครับ ขอเขียนบทความ จากเรื่องข่าวหน่อย ขออนุญาตินำคลิป มาโพสไว้ก่อน เผื่อใครยังไม่ทราบเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น .. ผมขอนำคำให้การของพนักงานสอบสวนที่พยานได้ให้ไว้ดังนี้ กราบรถกู03 นะครับ https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_86566 .. ผมนำข้อเท็จจริงมาวิเคราะห์แล้วกฎหมายว่าอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาความผิดเช่นนั้น

โอเคมาเริ่มกันเลยนะครับ แค่จากข้อเท็จจริงจากข่าว และในคลิปที่ปรากฏนะครับว่า

ขออนุญาติเริ่มเลยนะครับ ผมขอวิเคราะห์สั้น ไม่ยาว เพราะว่า เผื่อคนไม่ชอบอ่านยาวชอบสรุป ก่อนอื่นจากคำให้การของมอร์ไซร์ให้การว่า ถูกแท็กซี่ชนแล้วขับตามไป แต่แท็กซี่หายเลยวกรถกลับมาหารถที่เกิดเหตุ ..​โดยผมขับมอร์ไซร์ผมเข้าใจนะครับว่าจะเป็นจริง ตรวจสอบไม่ยาก ท้ายมอร์ไซร์เป็นรอย ไหม แต่ดูจากพฤติกรรมผมเชื่อมอร์ไซร์ว่าจริง เพราะถ้าหนี ในพื้นที่รถติดแบบนี้ ไม่น่าจะตามทัน ในส่วนข้อเท็จจริงนี้ต้องสืบพยานในชั้นศาลครับว่า หนีจริงหรือเปล่า โอเค ผมเชื่อว่าชนจริง แต่ผมไม่เชื่อว่าหนี ….​ เอาละ ประเด็นว่าหนีหรือไม่นั้น ว่ากันในชั้นศาล หากสมมุติว่าหนี  จะต้องตามมาตรา78 พรบ.จราจร ฯ แต่กรณีนี้ผู้ชนมาแสดงตัวนะครับ จึงน่าสนใจว่าหนีไหม (ตอนนี้ มอร์ไซร์รับสารภาพแล้วนะครับว่าหนี แล้วกลับใจ ประเด็นว่าหนีหรือไม่จึงจบไป 8/11/2016)…​หากหนี จริงประชาชนก็จับไม่ได้ เพราะ ความผิดตาม พรบ. จราจร ไม่ใช่ความผิด ที่ประชาชนสามารรถช่วยจับได้ตามมาตรา 80  แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งระบุว่าประชาชนช่วยจับได้เฉพาะความความผิดท้ายประมวล แต่กรณีนี้หากหนีเป็นความผิดตามพรบ.จราจร ….​เอาเหละ เรื่องชักจะเข้มข้นขึ้นแล้ว  ดังนั้น การจับของ คนขับรถสีเหลืองที่จับคนขับขี่มอร์ไซร์ ไว้ จึงมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ หน่วงเหนียวกักขัง ต่อมาตามคลิปได้ต่อย ไปสองถึงสามหมัดโดย มอร์ไซร์ ไม่ต่อ สู้ จึงมีความผิด มาตรา ๒๙๕ ทำร้ายร่างกาย แล้วบังคับให้ กราบรถ มีความผิดตาม มาตรา ๓๐๙ ข่มขืนใจ  ดังนั้น มี3 คดี ที่ เจ้าของรถมินิสีเหลืองต้องรับผิด ต่างกรรมต่างวาระ นะครับ   โทษย่อมเรียงกระทงกันไป …​ดังนั้น แค่ 3 คดีนี้ รถมินิสีเหลืองก็มีสิทธิ์ติดคุก 8 ปี แบบอัยการยิ้มแฉ่งสบายใจแล้วครับ… 

ต่อมา มีการแจ้งความกลับแก่ รถจักรยานยนต์ว่า กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในทรัพย์สิน .( https://www.thaich8.com/news_detail/17113 ) ………​ ข้อหานี้ ทนายจำเลยยิ้มแฉ่งเลย ครับ…​เพราะ ตามมาตรา 59 ประมวลอาญา นั้นความผิดอาญาต้องมีเจตนา เว้นแต่ กฎหมายกำหนดว่ามีโทษแม้ประมาท …. แต่การทำให้เสียทรัพย์ มาตรา ๓๕๘ นั้น ไม่ได้ระบุว่า การประมาทมีโทษอาญาในมาตรานี้ ดังนั้น ความผิดทำให้เสียทรัพย์โดยประมาท ไม่ได้ ตำรวจ ต้องมีคำสั่ง ไม่รับคดีครับ ผม…​คดีนี้ตกไป

เอ๊า….ไม่เห็นเหมือนที่คุยกันไว้นี่หนาาาา ผมแถม ให้ เจ้าของมินิอีก 2 ข้อหาละกันเดี๋ยวจะหาว่าผมใจร้ายไม่ให้ของแถมเลย…​ผมแถมให้ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรามาตรา ๓๒๖ ,มาตรา ๓๒๘ …..​เนื่องด้วยมีการกล่าวถ้อยคำให้มีคนอื่นเกลียดชังหนุ่มมอร์ไซร์ตามสื่อ อันนี้ก็ชัดเจน…​สรุปรวม แล้ว…….ทุกคีดความกัน เจ้าของรถมินิสีเหลืองอาจจะมีความผิดสูงสุดถึง 10 ปีครับ …​อันนี้ก็ฝากไว้หากใจจะใจร้อนบนท้องถนน ก็คิดดีๆ นะครับ ..​ติดคุก10 ปี นี้ไม่สนุกนะครับ

…………………………..

อ้างอิง ตามข้างล่างนี้นะครับ……………………….

พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 

มาตรา 78 ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ ในทางซึ่งก่อให้เกิดความ เสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุดรถ หรือสัตว์ และให้ความ ช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ใกล้เคียงทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลข ทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนี้ไป หรือไม่แสดงตัว ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำ ความผิดและให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของ หรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือนนับแต่ วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของรัฐ

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพุทธศักราช ๒๔๗๗

มาตรา ๗๘  พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่

(๑) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๐ ฯ

 

มาตรา ๗๙  ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา ๘๒ หรือเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย

มาตรา ๘๐ ที่เรียกว่าความผิดซึ่งหน้านั้น ได้แก่ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ อย่างไรก็ดี ความผิดอาญาดังระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ ให้ถือว่าความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้าในกรณีดังนี้

(๑) เมื่อบุคคลหนึ่งถูกไล่จับดังผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ

(๒) เมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่นอันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น

ความผิดในกฎหมายลักษณะอาญา ที่มาตรา ๗๙ อ้างถึง
ซึ่งราษฎรมีอำนาจจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย

————————-

ประทุษร้ายต่อพระบรมราชตระกูล มาตรา ๙๗ และ ๙๙
ขบถภายในพระราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๑ ถึง ๑๐๔
ขบถภายนอกพระราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๕ ถึง ๑๑๑
ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ มาตรา ๑๑๒
ทำอันตรายแก่ธง หรือเครื่องหมายของต่างประเทศ มาตรา ๑๑๕
ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มาตรา ๑๑๙ ถึง ๑๒๒ และ ๑๒๗
หลบหนีจากที่คุมขัง มาตรา ๑๖๓ ถึง ๑๖๖
ความผิดต่อศาสนา มาตรา ๑๗๒ และ ๑๗๓
ก่อการจลาจล มาตรา ๑๘๓ และ ๑๘๔
กระทำให้เกิดภยันตรายแก่สาธารณชน กระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวกในการไปมาและการส่งข่าวและของถึงกัน และกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสุขสบาย มาตรา ๑๘๕ ถึง ๑๙๔, ๑๙๖, ๑๙๗ และ ๑๙๙
ปลอมแปลงเงินตรา มาตรา ๒๐๒ ถึง ๒๐๕ และ ๒๑๐
ข่มขืนกระทำชำเรา มาตรา ๒๔๓ ถึง ๒๔๖
ประทุษร้ายแก่ชีวิต มาตรา ๒๔๙ ถึง ๒๕๑
ประทุษร้ายแก่ร่างกาย มาตรา ๒๕๔ ถึง ๒๕๗
ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ มาตรา ๒๖๘, ๒๗๐ และ ๒๗๖
ลักทรัพย์ มาตรา ๒๘๘ ถึง ๒๙๖
วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และโจรสลัด มาตรา ๒๙๗ ถึง ๓๐๒
กรรโชก มาตรา ๓๐๓

พระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙

มาตรา ๕๙  บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา ฯ

มาตรา ๒๙๕  ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๑๐  ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๐๙  ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๕๘  ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๒๖  ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๒๘ ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

 

 

ขายข้าวแก่ผู้บริโภคโดยตรง ผิดกฎหมายหรือไม่?

หลังจากที่ได้มีกระแสเรื่องการที่ราคาข้าวตกต่ำจนมีกระแสนว่าชาวนาควรจะขายข้าวเองถึงผู้บริโภคนั้น มีหลายกระแสว่า การขายตรงแก่ผู้บริโภค

ดังกล่าวนั้น ผิดกฎหมายหรือไม่ วันนี้ผมขอนำเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องเฉพาะ พรบ.การค้าข้าวนะครับ เพื่อให้พิจารณาดูนะครับว่า ผิดกฎหมายหรือไม่

193321_10150226059984008_2176447_o
พระราชบัญญัติ การค้าข้าว พุทธศักราช 2489

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ “ข้าว”* หมายความว่า ข้าวเปลือก, ข้าวก ล้อง, ข้าวสาร, ข้าวเหนียวและรวมตลอดถึงปลายข้าว, รำ และสิ่งใด ๆ ที่แปรสภาพมา จากข้าว *[นิยาม “ข้าว” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2489]

“การค้าข้าว”* หมายความว่า การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือ โอนกรรมสิทธิ์ข้าว รวมตลอดถึงการสีข้าว ทั้งนี้นอกจากสำหรับบริโภคในครอบครัว *[นิยาม “การค้าข้าว” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2489]

“ผู้ค้าข้าว” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการ ค้าข้าวตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 8* ในเขตควบคุมการค้าข้าว ให้คณะกรรมการมีอำนาจ

(1) แบ่งแยกประเภทผู้ประกอบการค้าข้าว และสั่งผู้ประกอบการ ค้าข้าว ประเภทหนึ่งประเภทใด หรือทุกประเภท ให้ขออนุญาตประกอบการ ค้าข้าว

(2) กำหนดราคาข้าว และสั่งห้ามมิให้ขายเกินกว่าราคาที่กำหนด ไว้นั้น

(3) กำหนดราคาข้าว และสั่งห้ามมิให้ซื้อจากกสิกรต่ำกว่าราคา ที่กำหนดไว้นั้น

(4) สั่งห้ามซื้อหรือขายหรือแลกเปลี่ยนหรือโอนกรรมสิทธิ์ข้าว เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุ ญาตจากคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการจะอนุญาต ภายใต้บังคับเงื่อนไขใด ๆ ก็ได้

*[มาตรา 8 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2489]

**** ประกาศ

คณะกรรมการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติการค้าข้าว พุทธศักราช ๒๔๘๙

ฉบับที่ ๑๔๒ พ.ศ. ๒๕๔๘

เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการค้าข้าว และกำหนดประเภทผู้ประกอบการค้าข้าว

ข้อ ๔ ให้กำหนดประเภทผู้ประกอบการค้าข้าวเป็น ๘ ประเภท ดังนี้
(๑) ประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ ได้แก่  ผู้ส่งออกทั่วไปซึ่งเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด รัฐวิสาหกิจ บริษัทที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วย สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร ที่จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวส่งไปจำหน่วยต่างประเทศ
(ก) ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อซึ่งเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน จำกัด รัฐวิสาหกิจ บริษัทที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ
(ข) ผ้าส่งออกชายแดนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับต่างประเทศและมีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศเฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศไทย
(๒) ประเภทสีข้าว ได้แก่
(ก) โรงสีขนาดเล็ก ที่ทำการสีข้าวเพื่อการค้าหรือรับจ้างสีข้าว ซึ่งกำลังการผลิตต่ำกว่าห้าเมตริกตันต่อยี่สิบชั่วโมง
(ข) โรงสีขนาดกลางที่ทำการสีข้าวเพื่อการค้าหรือรับจ้างสีข้าว ซึ่งมีกำลังผลิตไม่ต่ำกว่าห้าเมตริกตัน แต่ไม่เกินยี่สิบเมตริกตันต่อยี่สิบสี่ชั่วโมง
(ค) โรงสีขนาดใหญ่ ที่ทำการสีข้าวเพื่อการค้าหรือรับจ้างสีข้าว ซึ่งมีกำลังผลิตเกินกว่ายี่สิบเมตริกตันต่อยี่สิบสี่ชั่วโมง
(๓) ประเภทซื้อขายโดยมียุ้งฉาง ได้แก่ผู้ที่ทำการค้าข้าวที่มีสถานที่เก็บข้าวไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งบรรจุข้าวเปลือกได้ไม่น้อยกว่าห้าเมตริกตัน หรือข้าวอย่างอื่นรวมกันไม่น้อยกว่าสองเมตริกตัน
(๔) ประเภทขายส่งได้แก่
(ก) ผู้ทำการขายข้าวให้แก่ผู้ประกอบการค้าข้าวประเภทขายปลีก
(ข) ผู้ทำการขายข้าวเฉลี่ยได้ในเดือนหนึ่งสำหรับข้าวเปลือกไม่น้อยกว่า สี่สิบเมตริกตัน หรือข้าวอย่างอื่นไม่น้อยกว่ายี่สิบห้าเมตริกตัน
(ค) ผู้ทำการค้าข้าวโดยมีข้าวอยู่ในความครอบครอง สำหรับข้าวเปลือกไม่น้อยกว่าห้าเมตริกตัน หรือข้าวอย่างอื่นไม่น้อยกว่าสิบเมตรตริกตันไม่ว่าข้าวนั้นจะเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น
(๕) ประเภทขายปลีก ได้แก่ ผู้ทำการขายข้าวให้แก่ประชาชนผู้บริโภคประเภทเรือข้าว ได้แก่ ผู้ทำการค้าข้าวโดยทางเรือซึ่งมีระวางบรรทุกตั้งแต่สามตันกรอสขึ้นไป
(๖) ประเภทเรือข้าว ได้แก่ ผู้ทำการค้าข้าวโดยทางเรือซึ่งมีระวางบรรทุกตั้งแต่สามตันกรอสขึ้นไป
(๗) ประเภทค้าเร่ ได้แก่ ผู้ทำการค้าข้าวด้วยวิธีเร่ไม่ว่าด้วยยานพาหนะทางบกใด ๆ และให้รวมถึงการค้าข้าวโดยใช้แผงลอยด้วย
(๘) ประเภทท่าข้าว ได้แก่ ผู้ทำการค้าข้าวที่มีสถานที่จัดไว้เพื่อการค้าข้าวและให้รวมถึงตลาดกลางข้าวเปลือกด้วย

มาตรา 11 บทบัญญัติมาตรา 9 มิให้ใช้บังคับแก่

(1) กสิกรซึ่งขายหรือแลกเ ปลี่ยนข้าวซึ่งกสิกรนั้นผลิตได้จาก เนื้อที่ที่ตนทำ
(2) ผู้ที่ขายหรือแลกเปลี่ยนข้าวครั้งหนึ่งมีปริมาณดังนี้

     (ก) ข้าวเปลือกทุกชนิดไม่เกินสองเกวียนหลวง

     (ข) ข้าวอื่น ๆ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดกิโลกรัม

ลองพิจารณาดูครับว่า การขายข้าวใน FB โดยตรง นั้น จะผิดกฎหมายเมื่อเข้ากรณีใด และไม่ผิดกฎหมายเมื่อเข้ากรณีใด ดังนั้น ถ้าจะให้ตอบว่า การขายข้าวผ่าน FB หรือสื่อต่างๆ นั้นผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องดูว่าผู้ขายเป็นผู้ต้องจดทะเบียนตาม พรบ.ค้าข้าวหรือไม่ ถ้าไม่อยู่ภายใต้การควบคุมก็ไม่ผิดครับ … แต่หากอยู่ภายใต้การควบคุมก็ผิด…​ต้องดูพฤติกรรมเป็นกรณีไปครับ

 

พราก ผู้เยาว์ คืออะไร

sexual-assault

 

หลักกฎหมายจากฎีกาใหม่ที่ต้องรู้***

**** จำเลยได้อุ้มผู้เสียหายซึ่งมาหาที่บ้านขึ้นไปกระทำชำเราที่อื่นซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน จะถือเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ พิจารณาได้จาก
คำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้***

คำว่า “พราก” หมายความว่าเอาไปหรือพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองของผู้อื่นที่ปกครองดูแลเด็กนั้น การชักชวนและเด็กไปโดยสมัครใจก็เป็นการพรากอย่างหนึ่ง

*การพรากไม่จำกัดวิธีและไม่คำนึงถึงระยะใกล้ไกลด้วย การที่จำเลยอุ้มผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้านแล้วพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายถือเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสามแล้ว (ฎีกาที่ 884/2548)

แต่ต่อมามีคำพิพากษาฎีกาที่ 1174/2558 วินิจฉัยเกี่ยวกับคำว่า “พราก” ไว้น่าสนใจดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1174/2558 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 317 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดื่มเบียร์กับ ส. ภริยาจำเลยจนเมาไม่ได้สติ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่บ้าน แต่ ด.ยายของผู้เสียหายที่ 1 ให้ ส.พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปเพราะเกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกลงโทษ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอนของจำเลยและ ส. เมื่อจำเลยกลับถึงบ้าน เห็นผู้เสียหายที่ 1 นอนหลับอยู่บนแคร่ จึงกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมิได้กระทำการอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ดูแลคงมีแต่เจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่แคร่แล้วจำเลยจะอุ้มผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปกระทำชำเราในห้องนอนของบุตรสาวจำเลยซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันอีก 2 ครั้ง ก็ไม่เป็นการกระทำที่เป็นการพรากตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเพราะไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอีกและถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1766/2558 แม้แต่ตอนแรก ต.จะเป็นคนพาผู้เสียหายที่ 2 ไปในที่ห้องน้ำแต่ขณะจำเลยจะเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหนีออกจากห้องน้ำเพราะคาดเดาได้ว่าจำเลยจะมาข่มขืนกระทำชำเราซึ่งผู้เสียหายที่ 2ไม่ยินยอมจำเลยตามไปฉุดกระชากตัวผู้เสียหายที่ 2 กลับมาแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 ทวิวรรคสอง เมื่อขณะเกิดเหตุผู้ต้องหาที่ 2 ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา การที่จำเลยฉุดกระชากผู้เสียหายที่สองไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องน้ำ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 เพราะเป็นการแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากผู้ปกครองอีกกระทงหนึ่งเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม
***การพูดชักชวนผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสิทธิตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปก็ได้ ดังนั้นจึงยังไม่ถือเป็นการ “พราก”***
คำพิพากษาฎีกาที่ 11527/ 2557 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 คือการแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล อันมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นหรือยินยอมด้วย โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แต่คำว่าพรากตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่าทำให้จากไป พาไปเสียจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้นการกระทำที่จะเป็นการพราก จึงต้องเป็นมากกว่าการพูดชักชวน เพราะหากเป็นเพียงการพูดชักชวน เด็กที่ถูกพูดชักชวนอาจตัดสินใจไปหรือไม่ไปตามที่ถูกผู้ชักชวนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า ล.โทรศัพท์ไปพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้มาหลับนอนกับจำเลยที่พิมพิมานรีสอร์ท เพื่อแลกกับค่าตอบแทน ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ตกลงใจและยอมเดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ทด้วยตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับ ล.ในการพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้เดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ท เพื่อให้จำเลยกระทำชำเรา โดยจำเลยเพียงแต่รอผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในห้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร

***แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้เสียหาย เป็นฝ่ายพูดชักชวน แต่จำเลยเป็นฝ่ายมารับผู้เสียหายไป เช่นนี้ถือเป็นการ “พราก”***
คำพิพากษาฎีกาที่ 2973/ 2556 คำว่า”พราก”ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เด็กไม่รู้ เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา วันเกิดเหตุ การกระทำความผิดครั้งแรก ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษไปทำรายงานกับเพื่อนที่โรงเรียน ส่วนการกระทำความผิดครั้งหลังผู้เสียหายที่ 2 ใช้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปซื้อของที่ตลาด ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ที่ผู้เสียหายที่ 2 แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะโทรศัพท์ชักชวนจำเลยให้มารับหรือนัดหมายให้จำเลยมาพบกัน แต่การที่จำเลยมารับผู้เสียหายที่ 1 แล้วพาไปยังที่เกิดเหตุและการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ย่อมทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร
***กรณีที่เด็ก ซึ่งเป็นผู้เสียหายเดินเข้ามาหาจำเลยเองที่บ้าน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นัดแนะหรือเรียกให้ผู้เสียหายเข้าไปในบ้าน จำเลยเพียงฉวยโอกาสบอกให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าและเต้นอะโกโก้ ในท่ายั่วยวน แล้วภายหลังจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย โดยที่จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปยังสถานที่อื่น ยังไม่ถือเป็นการพราก***
คำพิพากษาฎีกาที่ 13987/ 2557 คำว่า พราก ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.มาตรา 317 มีความหมายว่า พาไปหรือแยกเด็กออกจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 (อายุ 8 ปีเศษ) กับพวกเดินผ่านบ้านจำเลยและเห็นจำเลยยืนอยู่ในบ้าน จึงชวนกันเข้าไปในบ้านจำเลยเพื่อขอเงิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นัดแนะหรือเรียกให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปในบ้าน จำเลยเพียงฉวยโอกาสบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกถอดเสื้อผ้าและเต้นอะโกโก้ ในท่ายั่วยวน แล้วภายหลังจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยที่จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปยังสถานที่อื่น หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 กับพวกสวมใส่เสื้อผ้าแล้วพากันเดินออกจากบ้านจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำการอื่นใดแก่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 กับพวกอยู่ที่บ้านจำเลยนั้นผู้เสียหายที่ 1 มีอิสระในการกระทำการใดได้ โดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มีเจตนาจะล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

ที่มา หนังสือ “เกาะติดฎีกาใหม่ )2556-2558 อาญา มาตรา 206-366 (ฉบับท่องไปสอบ)

ทวงหนี้เพื่อนยืมเงิน ผิด พรบ. การ ทวงถามหนี้ ไหม

tongnee

ตอนแรกผมตั้งใจจะเขียน บทความที่มีความยาวซักหน่อย .. แต่เกรงว่าจะไม่มีคนอ่านเลยอยาก จะสรุปสั้นๆ ง่ายเพื่อที่จะได้ไม่ยาวจนเกินไปนัก … ช่วงนี้ผมได้รับคำถามว่า ถ้าให้เพื่อนยืมเงิน แล้ว ทวงหนี้ เราจะมีความผิดตาม พระราชบัญญัติ การ ทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘ ( พรบ.ทวงหนี้) หรือเปล่า หลายๆ คนตีความไว้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก ผมเห็นมีหลายเว็บหรือการแชร์ จึงอยากเล่า… เอางี้ สิ่งที่สำคัญว่า เราต้องรับผิดตาม พรบ. การ ทวงถามหนี้ หรือไม่นั้นให้พิจารณาก่อนว่าเราเป็น ผู้ ทวงถามหนี้ ตาม พรบ. นี้หรือไม่…​ ดังนั้น ผมขอเริ่ม อย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน….

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีสิทธิรับชําระหนี้อันเกิดจากการกระทําที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่าหนี้ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอํานาจจากเจ้าหนี้ ดังกล่าว ผู้รับมอบอํานาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอํานาจจาก ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย

 

ดังนั้นก่อนจะไปดูเนื้อหาต่อไปว่า เรากระทำผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า เราเป็นบุคคลตาม พรบ. การทวงถามหนี้  นี้ได้นิยามไว้หรือไม่ …​เรื่องหนี้ประกอบการ หนี้อื่นๆ ผมไม่ขอยกถึง เอาแค่ คำว่า ผู้ให้สินเชื่อ ก่อนก็แล้วกันว่ามีคำนิยามอย่างไร

“ผู้ให้สินเชื่อ” หมายความว่า

(๑) บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ

(๒) บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด

ดังนั้น พิจารณาว่า ตัวเองเป็นผู้ให้สินเชื่อหรือไม่ เพราะตามมาตรา 3 ระบุว่า ผู้ทวงถามหนี้ ตาม พรบ.การ ทวงถามหนี้  นี้หมายถึงเฉพาะตามคำนิยามเท่านั้น นอกเหนือนี้ ไม่ถือว่าเป็นผู้ ทวงถามหนี้ ตาม พรบ. ทวงหนี้ ดังนั้น หากจะ ทวงถามหนี้ เพื่อนตัวเองที่เราช่วยเหลือยามเค้าเดือดร้อนก็ไม่มีความผิด ตาม พรบ.การ ทวงถามหนี้ แต่อย่างใด ทวงได้ …..เจ้าหนี้ก็อย่าให้ทวงเกินขอบเขตมากนัก เอาให้เหมาะสมก็แล้วกันนะครับ …. ส่วนคนเป็นหนี้ก็ควรจะคำนึงว่า ตอนลำบาก เค้าช่วยเหลือ ก็น่าจะคืนเค้าไป …

โพสรูป แอลกอฮอล์ ผิดกฎหมายหรือไม่

IMG_20150210_104453

ช่วงนี้เป็นกระแสกันอย่างมา ในเรื่องดาราโพสรูปเครื่อง แอลกอฮอล์ โพสเบียร์ในสื่อโซเชียลต่างๆมีความเห็นออกมาต่าง ๆ นาๆ ของตำรวจว่าหากประชาชนโพสรูปก็จะมีความผิด ซึ่งทำให้ชาว โซเชียล แตกตื่นกันเป็นอย่างมากว่าจะโพสรูปกินเหล้ากับเพื่อน หรือว่าวันนี้ทานเบียร์แล้วโพสในfb นั้นมีความผิดหรือไม่ ก่อนอื่น ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า “กฏหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดไม่อาจเทียบเคียงได้ ” ดังนั้น กฎหมายต้องระบุว่าการกระทำเป็นความผิดจึงจะเป็นการกระทำที่มีความผิด และการกระทำความผิดอาญา นั้นต้องมีเจตนา
“บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำ โดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำความโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณี ที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มี เจตนา”
ภายหลังจากที่เราพิจารณาหลักของเจตนาแล้วเรามาพิจารณาต่อว่าการกระทำของเราเป็นความผิดหรือไม่
พระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 นั้นได้กำหนดนิยามควาหมมายของการโฆษณาตามมาตรา 3 ไว้ว่า
“โฆษณา” หมายความว่า การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด

และเมื่อพิจารณาตามมาตรา 3 แล้วเรามาพิจารณาต่อ
“ตามมาตรา 32 ความว่าห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือทางอ้อม”

ผมไม่สรุปนะครับว่า การกระทำของท่านผิดหรือไม่ หากโพสลงใน FB ผมว่า กฎหมายในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อความเข้าใจของคนทั่วไปตีความกันแบบตรงไปตรงมาตามตัวอักษรได้เลยครับเพราะว่ากฎหมายอาญาเป็นการตีความอย่างเคร่งครัด อ่านแล้วสรุปเรื่องนี้ไม่น่าจะยากลองพิจารณาดูนะครับว่าการกระทำเป็นความผิดหรือไม่

คดี ยาเสพติด และบทลงโทษ

สำนักกฎหมายของเราไม่รับดำเนินคดียาเสพติดและไม่ให้คำปรึกษาด้านคดี ยาเสพติด แต่เนื่องด้วยมีผู้ติดต่อสอบถามสำนักเราจึงได้นำบทความมาให้อ่านกันนะครับ

882439_10151833822939008_1902967252_o

ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ

ยาเสพติดให้โทษคืออะไร

                        ยาเสพติด ให้โทษคือ  สารเคมีหรือวัตถุชนิดใด ๆ ที่เมื่อเสพรับเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยการรับประทาน  ดม  ฉีด  หรือด้วยประการใด ๆ แล้ว จะทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ  ในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดเสพขึ้นเป็นลำดับ ๆ  มีอาการถอนยา (ลงแดง)     เมื่อขาดยา มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา  สุขภาพทั่วไปจะทรุดโทรมลง  และหมายความรวมถึงพืชหรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตที่เป็น ยาเสพติด ให้โทษหรืออาจใช้เป็น ยาเสพติด ให้โทษ  และรวมทั้งสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยา เสพติด ให้โทษด้วยแต่ไม่หมายรวมถึง  ยาสามัญประจำบ้านบางตำรับตามกฎหมายว่าด้วยยาที่มี ยาเสพติด ให้โทษผสมอยู่

ประเภทของยาเสพติดให้โทษ

                        ยาเสพติด ให้โทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติด ให้โทษ  พ.ศ. 2522  แบ่งออกเป็น 5  ประเภท  คือ

ประเภทที่ 1  ยาเสพติด ให้โทษชนิดร้ายแรง  เช่น เฮโรอีน ,ยาบ้า (แอมเฟตามีน) เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี)

ประเภทที่ 2  ยาเสพติด ให้โทษทั่วไป  เช่น มอร์ฟีน โคคาอีน  โคเคอีน ฝิ่น ยาฝิ่น มูลฝิ่น

ประเภทที่ 3  ยาเสพติด ให้โทษทั่วไปที่มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 เป็นส่วนผสมอยู่ด้วยตามที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ตามกฎหมาย  เช่น ยาแก้ไอผสมโคเคอีน ฯ

ประเภทที่ 4  สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 2 เช่น อาเซติดแอนด์ไฮไดรด์ อาเซติดคลอไรด์

ประเภทที่ 5  ยาเสพติด ให้โทษที่ไม่ได้เข้าอยู่ในประเภทที่ 1  ถึง ประเภทที่  4 เช่นกัญชา , พืชกระท่อม , พันธุ์ฝิ่น , พืชเห็ดขี้ควาย

 

 

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ได้แก่ เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)  เอ็มดีเอ็มเอ(ยาอี)

ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522  มาตรา 15 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1”

มาตรา 67 บัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่ง ยาเสพติด ให้โทษในประเภทที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000  บาท ถึง 200,000  บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากผู้ใดครอบครอง ยาเสพติด ให้โทษในประเภทที่ 1 ไว้เพื่อจำหน่าย    ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงตลอดชีวิต”

มาตรา 91   บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพ ยาเสพติด ให้โทษประเภทที่ 1 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000  บาท ถึง 60,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ”

 

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2

ได้แก่ มอร์ฟีน โคเดอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝิ่น  มีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่มีโทษมาก ใช้กรณีที่จำเป็นภายใต้ความควบคุมของแพทย์

 

ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3

เป็นยาสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตำรับ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข มีจำหน่ายตามร้านขายยา ได้แก่ ยาแก้ไอที่มีตัวยาโคเดอีน หรือยาแก้ท้องเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน มีประโยชน์ทางการแพทย์มีโทษน้อยกว่ายาเสพติดให้โทษประเภทอื่น

 

ยาเสพติดประเภทที่  4

เป็นยาเคมีที่นำมาใช้ในการผลิต ยาเสพติดให้โทษประเภท 1  ได้แก่นำยาเคมี   อาซิติกแอนไฮไดรด์ อาซิติลคลอไรด์ เอทิลิดีน ไดอาเซเตท สารเออร์โกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน  ส่วนใหญ่ไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์แต่อย่างใด

ยาเสพติดประเภทที่ 5

                        ได้แก่ พืชกัญชา พืชกระท่อม พืชฝิ่น และพืชเห็ดขี้ควาย ไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์

ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 92 บัญญัติว่า “ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000  บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ” ดังนั้น ผู้ใดเสพกัญชา ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ เช่น เอากัญชาผสมบุหรี่แล้วสูบ หรือเสพกัญชาโดยใช้บ้องกัญชา ถือว่าผู้นั้นมีความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000  บาท

 

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ทำการผลิต นำเข้า ส่งออก  จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง และการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 , 2, 3 และ 5  และยังมีบทลงโทษสำหรับผู้ยุยง หรือสงเสริม หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษ

ผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ถ้าสมัครเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล             ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป็นสถานพยาบาลสำหรับบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่ความผิดจะปรากฏ และได้ปฏิบัติครบถ้วนตามระเบียบของสถานพยาบาลแล้ว กฎหมายจะเว้นโทษสำหรับการเสพยา

 

ผู้ที่ใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดให้โทษมีความผิดหรือไม่

                เนื่องจากยาเสพติดให้โทษทุกชนิดเมื่อเสพแล้วย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้เสพและต้องทวีจำนวนการเสพมากขึ้นทุกครั้ง  เป็นเหตุให้ต้องเสียเงินในการซื้อยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่มีเงินซื้อ ก็ย่อมต้องลงมือกรทำความผิดเพื่อให้ได้เงินมาซื้อยาเสพติดให้โทษซึ่งนับว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ กฎหมายจึงกำหนดโทษเกี่ยวกับการใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้อื่นเสพ ยาเสพติด ให้โทษไว้ โดยระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000  บาท ถึง 1,000,000  บาท

ถ้าเป็นการใช้อาวุธ  หรือร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000  บาท ถึง 1,500,000  บาท

หากเป็นการกระทำต่อหญิง หรือต่อบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี จำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท

อัตราโทษของข้าราชการที่กระทำความผิด

                        บรรดากรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใด ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำดังกล่าวต้องระวางโทษเป็น 3 เท่า ของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

เหตุบรรเทาโทษสำหรับผู้ให้ข้อมูลสำคัญแก่เจ้าพนักงาน

                        ผู้ใดให้ข้อมูลที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน ศาลจึงลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้

เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดต้องริบทั้งสิ้น

                        บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นที่บุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่เป็นของผู้อื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด

 

ข้อสันนิษฐานบางประการตามกฎหมาย

                        ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง  ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป (15 เม็ด) หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.50 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าผู้นั้นมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คดีถึงที่สุด เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา

                        ตามปกติเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้วคดีมักจะมีการฎีกาได้ แต่ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18  กำหนดว่า เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดแล้วให้เป็นที่สุด เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาได้ตามมาตรา 116 และมาตรา 19 เท่านั้น

มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

                        ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กำหนดให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดทั้งสิ้น

ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด หมายความว่า เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และให้หมายความรวมถึง เงิน หรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยการใช้เงิน หรือทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งหรือกระทำไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ให้เงิน หรือทรัพย์สินนั้นเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนสภาพกี่ครั้ง และไม่ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นจะอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น โอนไปเป็นของบุคคลอื่น หรือปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนว่าเป็นของบุคคลอื่นก็ตาม

ยกตัวอย่างเช่น นำเงินที่ได้จากการขายยาบ้า ไปซื้อสร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ รถยนต์  บ้าน  ที่ดิน ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ จะต้องถูกริบทั้งสิ้น

 

ข้อมูล: เทศบาลเมืองเขาสามร้อยยอด

การ ข่มขืน ตามประมวลกฎหมายฉบับแก้ไข

 

ask20080422091853_lg

อันว่าเรื่อง เรื่องเซ็กส์ นั้นเป็นของธรรมดาชายหญิง มีมาแต่โบราณ คู่กับโลก ชายใดไม่ว่าจะเก่งกล้าแค่ไหน ก็ถือว่าเรืองเซ็กส์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ความอยาก นั้นมีอยู่ทุกคนแต่เพศชายนี้้ ดูท่าจะแสดงออกได้ชัดเจนกว่าผู้หญิง จึงเกิดปัญหาการ ข่มขืน มาแต่สมัยโบราณ อันว่า ข่มขืน นั้น จะว่าไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นของคู่กันกับโลกไม่มีการแก้ปัญหาได้อย่างถาวร ถึงแม้ว่าจะมีบทลงโทษที่รุนแรง แต่ทุกคนพร้อมจะเสี่ยง สมัยก่อนนั้น ชายข่มขืนหญิง สมัยนี้อะไรก็เปลี่ยนไป หญิง ข่มขืนชายก็พบบ้าง ชาย ข่มขืน ชายก็บ่อยไป กฎหมายนั้นก็ย่อมมีการพัฒนาต่อไป อ่ะแห๊มมม ยาวไปละ วันนี้ เอาเข้าเรื่องเราดีกว่า หมวดความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศนั้น มีหลายมาตรา วันนี้ขอยกมาแค่ 2 คือมาตรา 276,277 เรื่องข่มขืน เค้าว่างี้นะ
“มาตรา 276 ผู้ใด ข่มขืน กระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ ขัดขืน ได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นยังประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก และคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาต่อไป และประสงค์จะหย่า ให้คู่สมรสฝ่ายนั้นแจ้งให้ศาลทราบ และให้ศาลแจ้งพนักงานอัยการให้ดำเนินการฟ้องหย่าให้”

“มาตรา 277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่เจ็ดปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม ได้กระทำโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกันและเด็กนั้นไม่ยินยอม หรือได้กระทำโดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดหรือโดยใช้อาวุธ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกระทำโดยบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปีกระทำต่อเด็กซึ่งมีอายุกว่าสิบสามปี แต่ยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นยินยอม และภายหลังศาลอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ถ้าศาลอนุญาตให้สมรสในระหว่างที่ผู้กระทำผิดกำลังรับโทษในความผิดนั้นอยู่ ให้ศาลปล่อยผู้กระทำความผิดนั้นไป”

กฎหมายค่อนข้างชัดเจน…. อ่านเข้าใจง่าย ดังนั้นก่อนจะทำอะไรคิดดีๆ ก่อนนะครับ ว่าคุ้มหรือไม่กับความอยาแค่ไม่กี่นาที กับโทษที่ได้รับ