Monthly Archives:' June 2016

พราก ผู้เยาว์ คืออะไร

sexual-assault

 

หลักกฎหมายจากฎีกาใหม่ที่ต้องรู้***

**** จำเลยได้อุ้มผู้เสียหายซึ่งมาหาที่บ้านขึ้นไปกระทำชำเราที่อื่นซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน จะถือเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือไม่ พิจารณาได้จาก
คำพิพากษาฎีกาดังต่อไปนี้***

คำว่า “พราก” หมายความว่าเอาไปหรือพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองของผู้อื่นที่ปกครองดูแลเด็กนั้น การชักชวนและเด็กไปโดยสมัครใจก็เป็นการพรากอย่างหนึ่ง

*การพรากไม่จำกัดวิธีและไม่คำนึงถึงระยะใกล้ไกลด้วย การที่จำเลยอุ้มผู้เสียหายขึ้นไปบนบ้านแล้วพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายถือเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสามแล้ว (ฎีกาที่ 884/2548)

แต่ต่อมามีคำพิพากษาฎีกาที่ 1174/2558 วินิจฉัยเกี่ยวกับคำว่า “พราก” ไว้น่าสนใจดังต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1174/2558 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 317 กฎหมายมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แต่กรณีจะเป็นความผิดดังกล่าวได้จะต้องมีการกระทำที่เป็นการพราก ซึ่งหมายถึงการพาไปเสียประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปดื่มเบียร์กับ ส. ภริยาจำเลยจนเมาไม่ได้สติ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปส่งที่บ้าน แต่ ด.ยายของผู้เสียหายที่ 1 ให้ ส.พาผู้เสียหายที่ 1 กลับไปเพราะเกรงว่าผู้เสียหายที่ 1 จะถูกลงโทษ ส. พาผู้เสียหายที่ 1 ไปนอนที่แคร่หน้าห้องนอนของจำเลยและ ส. เมื่อจำเลยกลับถึงบ้าน เห็นผู้เสียหายที่ 1 นอนหลับอยู่บนแคร่ จึงกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงมิได้กระทำการอันเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้ดูแลคงมีแต่เจตนากระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่แคร่แล้วจำเลยจะอุ้มผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปกระทำชำเราในห้องนอนของบุตรสาวจำเลยซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันอีก 2 ครั้ง ก็ไม่เป็นการกระทำที่เป็นการพรากตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเพราะไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่อื่นอีกและถือไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1766/2558 แม้แต่ตอนแรก ต.จะเป็นคนพาผู้เสียหายที่ 2 ไปในที่ห้องน้ำแต่ขณะจำเลยจะเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหนีออกจากห้องน้ำเพราะคาดเดาได้ว่าจำเลยจะมาข่มขืนกระทำชำเราซึ่งผู้เสียหายที่ 2ไม่ยินยอมจำเลยตามไปฉุดกระชากตัวผู้เสียหายที่ 2 กลับมาแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ในห้องน้ำที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 ทวิวรรคสอง เมื่อขณะเกิดเหตุผู้ต้องหาที่ 2 ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา การที่จำเลยฉุดกระชากผู้เสียหายที่สองไปข่มขืนกระทำชำเราในห้องน้ำ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่ออำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 เพราะเป็นการแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากผู้ปกครองอีกกระทงหนึ่งเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม
***การพูดชักชวนผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสิทธิตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ไปก็ได้ ดังนั้นจึงยังไม่ถือเป็นการ “พราก”***
คำพิพากษาฎีกาที่ 11527/ 2557 ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 คือการแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล อันมีผลทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นหรือยินยอมด้วย โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แต่คำว่าพรากตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่าทำให้จากไป พาไปเสียจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้นการกระทำที่จะเป็นการพราก จึงต้องเป็นมากกว่าการพูดชักชวน เพราะหากเป็นเพียงการพูดชักชวน เด็กที่ถูกพูดชักชวนอาจตัดสินใจไปหรือไม่ไปตามที่ถูกผู้ชักชวนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า ล.โทรศัพท์ไปพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้มาหลับนอนกับจำเลยที่พิมพิมานรีสอร์ท เพื่อแลกกับค่าตอบแทน ซึ่งผู้เสียหายที่ 1 ตกลงใจและยอมเดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ทด้วยตนเอง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับ ล.ในการพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 ให้เดินทางมาที่พิมพิมานรีสอร์ท เพื่อให้จำเลยกระทำชำเรา โดยจำเลยเพียงแต่รอผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในห้อง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร

***แต่ถ้าเป็นกรณีที่ผู้เสียหาย เป็นฝ่ายพูดชักชวน แต่จำเลยเป็นฝ่ายมารับผู้เสียหายไป เช่นนี้ถือเป็นการ “พราก”***
คำพิพากษาฎีกาที่ 2973/ 2556 คำว่า”พราก”ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เด็กไม่รู้ เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา วันเกิดเหตุ การกระทำความผิดครั้งแรก ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 12 ปีเศษไปทำรายงานกับเพื่อนที่โรงเรียน ส่วนการกระทำความผิดครั้งหลังผู้เสียหายที่ 2 ใช้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปซื้อของที่ตลาด ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ยังคงอยู่ที่ผู้เสียหายที่ 2 แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะโทรศัพท์ชักชวนจำเลยให้มารับหรือนัดหมายให้จำเลยมาพบกัน แต่การที่จำเลยมารับผู้เสียหายที่ 1 แล้วพาไปยังที่เกิดเหตุและการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ย่อมทำให้อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ที่มีต่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร
***กรณีที่เด็ก ซึ่งเป็นผู้เสียหายเดินเข้ามาหาจำเลยเองที่บ้าน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นัดแนะหรือเรียกให้ผู้เสียหายเข้าไปในบ้าน จำเลยเพียงฉวยโอกาสบอกให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าและเต้นอะโกโก้ ในท่ายั่วยวน แล้วภายหลังจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย โดยที่จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปยังสถานที่อื่น ยังไม่ถือเป็นการพราก***
คำพิพากษาฎีกาที่ 13987/ 2557 คำว่า พราก ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.มาตรา 317 มีความหมายว่า พาไปหรือแยกเด็กออกจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าระหว่างที่ผู้เสียหายที่ 1 (อายุ 8 ปีเศษ) กับพวกเดินผ่านบ้านจำเลยและเห็นจำเลยยืนอยู่ในบ้าน จึงชวนกันเข้าไปในบ้านจำเลยเพื่อขอเงิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นัดแนะหรือเรียกให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเข้าไปในบ้าน จำเลยเพียงฉวยโอกาสบอกให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกถอดเสื้อผ้าและเต้นอะโกโก้ ในท่ายั่วยวน แล้วภายหลังจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยที่จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายไปยังสถานที่อื่น หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 กับพวกสวมใส่เสื้อผ้าแล้วพากันเดินออกจากบ้านจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำการอื่นใดแก่ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกอีก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขณะผู้เสียหายที่ 1 กับพวกอยู่ที่บ้านจำเลยนั้นผู้เสียหายที่ 1 มีอิสระในการกระทำการใดได้ โดยไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนามุ่งที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มีเจตนาจะล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

ที่มา หนังสือ “เกาะติดฎีกาใหม่ )2556-2558 อาญา มาตรา 206-366 (ฉบับท่องไปสอบ)