Monthly Archives:' September 2014

ขับรถ วิ่งขวา ผิดไหม??

 

รถวิ่งขวาผิดไหม

รถวิ่งขวาผิดไหม

วิ่งขวา ได้ไงครับพี่…… เป็นคำถามที่ผมถูกถามภายหลังจากที่ผมถูกตำรวจเรียกจอด ผมจึงตอบไปว่า.. วิ่งขวา ก็ตีไฟเลี้ยว มองปลอดภัยแล้วหักออกขวาครับ แค่นี้ก็ออก วิ่งขวาได้แล้ว… ตำรวจนายนั้นยังบอกต่อว่า เค้าห้ามออกขวานะครับพี่…. ผมเลยถามกลับว่า..ใครห้ามหรอครับ…พอบทสนทนานี้จบไป ผมจึงได้มีคำอธิบายด้วยหลักกฎหมายให้นายตำรวจท่านนั้นฟังฟัง…ได้รับคำตอบว่าเอ็งหัวหมอนะเนี้ย.. ผมจึงตอบไปว่า..ผมไม่ได้หัวหมอ..หัวผม คือหัวของทนายความครับ แล้วอยากรู้ไหมครับว่า ผมเล่าอะไรให้เค้าฟัง ….

ถ้าจะพูดถึงการ วิ่งขวา ในความหมายของกฎจราจรเป็นแบบนี้ครับน่าจะมีอยู่ไม่กี่มาตรา ตาม พรบ. จราจร โดยหลักๆ อยู่ 4-5 มาตราครับ จะขออธิบายเป็นส่วนๆ เป็นลำดับๆ อาจยาวนิดนึงแต่จะมีประโยชน์กับผู้อ่าน ถ้าผู้อ่านสามารถดู พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 33 , 34 , 35 , 44 และ 45 ประกอบไปด้วย ก็จะทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ

 

อันดับแรกให้เรามองถึงสภาพความเป็นจริงก่อน คือ รถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนบ้านเรานั้น เป็นรถพวงมาลัยขวา คราวนี้มาลองนึกสภาพถนนที่เป็นขาขึ้น-ขาล่อง คือรถวิ่งสวนทางกัน เวลารถคันหน้าช้ากว่าที่เราขับอยู่ เมื่อเราจะแซงโดยหลักแล้วเราจะแซงทางด้านขวาถูกต้องมั้ยครับ เพราะการมองเห็นหรือทัศนวิสัยย่อมต้องดีกว่าการจะออกไปแซงทางด้านซ้าย (ถ้าเป็นรถพวงมาลัยซ้ายก็จะตรงข้ามกัน) แต่ขณะเดียวกันถ้าหากให้รถพวงมาลัยขวา แต่ไปวิ่งชิดด้านขวาเหมือนต่างประเทศ เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการแซงรถคันหน้า ถ้าต้องออกมาแซงทางด้านซ้ายก็จะทำได้ลำบากครับ เพราะเราจะมองเห็นรถที่สวนมาได้ยาก อันนี้เป็นหลักสากล และกฎจราจรที่ออกมาจะไม่ฝืนธรรมชาติกับความเป็นจริงครับ
คราวนี้มาถึง มาตรา 34 ที่บอกว่า “ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป หรือที่ได้จัดช่องเดินรถประจำทางไว้ในช่องเดินรถซ้ายสุด(อันนี้ส่วนมากต่างจังหวัดไม่มี) ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุด” ถนนลักษณะนี้ คือ ทางหลวงทั่วๆ ไป เช่น พหลโยธิน สุขุมวิท เพชรเกษม หรือเส้นอื่นๆ ที่มีช่องเดินรถทั้งฝั่งขาขึ้น-ขาล่อง ฝั่งละอย่างน้อย 2 เลนขึ้นไป อาจเป็น 3 เลนขึ้นไปก็ได้ครับในบางช่วง อันนี้โดยหลักคือ ต้องขับในเลนซ้ายก่อนครับ ยกเว้นกรณี (1)-(5) ที่กฎหมายอนุญาตให้วิ่งในเลนขวาได้ สรุปคือ
(1) ในเลนซ้ายมีสิ่งกีดขวาง หรือถูกปิด
(2) ถนนเส้นนี้เป็นทางเดินรถทางเดียว(One Way) เดี๋ยวขออธิบายที่หลังครับ
(3) จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อถึงทางแยก
(4) เมื่อจะแซงรถคันอื่น
(5) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย หรือก็คือการแซงยาวๆ นั่นแหละครับ

กรณีที่มักเกิดปัญหาก็คือ ข้อ (4) กับ (5)
เริ่มด้วยข้อ (4) เมื่อจะแซงรถคันอื่น อันนี้คือ เมื่อเราแซงรถที่เราต้องการแซงแล้ว และไม่มีรถทางด้านซ้ายให้แซงอีก ผู้ขับขี่ก็จะต้องกลับเข้ามาขับในเลนซ้ายเหมือนเดิมครับ ตามมาตรา 34 ที่อธิบายข้างต้น
คราวนี้มาข้อ (5) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย หรือก็คือการแซงยาวๆ นั่นแหละครับ อันนี้คือ เมื่อเราแซงรถที่เราต้องการแซงแล้ว และยังมีรถทางด้านซ้ายที่วิ่งช้ากว่าเราอยู่ ผู้ขับขี่สามารถขับแซงในเลนขวาต่อเนื่องได้ครับ จนกว่าจะไม่มีรถทางด้านซ้ายให้แซงอีก จากนั้นก็จะต้องเข้ามาขับในเลนซ้ายเหมือนกันครับ

คราวนี้มามาตรา 35 ที่บอกว่า “รถที่วิ่งช้า หรือความเร็วต่ำกว่า รถคันอื่นที่ขับในทิศทางเดียวกัน ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ใกล้ขอบทางเดินรถด้านซ้ายเท่าที่จะทำได้” อันนี้ความหมายค่อนข้างชัดเจนว่ารถช้ากว่าต้องวิ่งทางซ้ายครับ
ต่อมาคือ รถบรรทุก รถโดยสาร จยย. ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ก็คือถนนที่อธิบายไว้ในมาตรา 34 ช่วงแรกครับ เช่น สุขุมวิท รถ 3 ประเภทนี้ต้องขับรถในเลนซ้ายสุดเท่านั้น ตรงนี้คือบังคับเลยครับ
ส่วนข้อยกเว้นว่า “ความในวรรคสองไม่ให้ใช้บังคับกับรถบรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักไม่เกิน หนึ่งพันหกร้อยกิโลกรัม(ปิคอัพ) และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน(รถตู้) ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์” นั้น ให้พวกเราคิดแบบนี้ครับ
ให้ลองสมมติสภาพถนนที่มีขาขึ้น-ขาล่อง ฝั่งละ 3 เลน แล้วเป็นสภาพที่ถนนโล่งๆ ที่มีรถวิ่งอยู่ไม่กี่คัน คราวนี้ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร จยย. รถทั้ง 3 ประเภทนี้ที่วิ่งอยู่บนถนน ก็ยังคงต้องวิ่งในเลนซ้ายสุดเท่านั้น ไม่สามารถที่จะไปวิ่งในเลนกลางได้แม้สภาพถนนจะโล่งก็ตาม ไม่ต้องไปคิดถึงเลนขวาสุดครับ แต่ถามว่าแล้วรถบรรทุกสามารถแซงรถคันหน้าที่ช้ากว่าได้ไหม คำตอบคือแซงได้ครับ แต่แซงแล้วต้องรีบกลับเข้าเลนซ้ายทันที แต่ไม่สามารถวิ่งตลอดอยู่ในเลนกลางได้
แต่ในขณะเดียวกัน รถเก๋ง รถปิคอัพ ที่วิ่งอยู่บนถนนในขณะนั้น จะสามารถมาวิ่งตลอดในเลนกลางได้ครับ เพราะเข้าข้อยกเว้นข้างต้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม รถเก๋ง ปิคอัพ ก็ไม่สามารถไปวิ่งตลอดในเลนขวาสุดได้อยู่ดี เพราะก็ต้องย้อนกลับไปปฏิบัติตามมาตรา 34 ที่บอกว่า “ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุด” ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ ดังนั้นที่บอกว่ารถเก๋ง กับปิคอัพวิ่งขวาได้ จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ
เมื่อกี้สมมติเป็นถนน 3 เลน คราวนี้ลองลดถนนมาเหลือฝั่งละ 2 เลนดูครับ รถบรรทุกไม่ต้องพูดถึงครับ ต้องวิ่งเลนซ้ายเท่านั้น ไม่สามารถออกมาวิ่งเลนขวาได้ ยกเว้นแซงรถคันหน้า เสร็จแล้วก็ต้องเข้าซ้าย ส่วนรถเก๋ง กับปิคอัพ หลักก็คือต้องปฏิบัติตามมาตรา 34 เป็นอันดับแรกก่อนครับ ที่บอกว่า “ในการใช้ทางเดินรถที่ได้จัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ผู้ขับขี่ต้องขับรถในช่องซ้ายสุด”

คราวนี้เรามาดูเรื่องการแซงบ้าง การแซงอยู่ในมาตรา 44 และ 45 โดยมีหลักปฏิบัติ คือ ต้องให้สัญญาณก่อน และดูแล้วต้องปลอดภัย และที่สำคัญกำหนดไว้ว่า “การแซงต้องแซงด้านขวา และเมื่อเห็นว่าได้ขับแซงผ่านรถที่ถูกแซงไปได้แล้ว จึงจะขับชิดด้านซ้ายของทางเดินรถได้”
และมาตรา 45 มีหลักคือ ห้ามแซงรถอื่นด้านซ้าย ยกเว้น
(1) รถที่จะถูกแซงกำลังเลี้ยวขวาหรือให้สัญญาณว่าจะเลี้ยวขวา
(2) ทางเดินรถนั้นได้จัดแบ่งเป็นช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่สองช่องขึ้นไป ก็คือ ถนนเหมือนที่อธิบายในมาตรา 34 ข้างต้นครับ และจะทำตามข้อยกเว้นนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเห็นว่ามีความปลอดภัยพอ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายจริงๆ แล้ว คือเมื่อต้องการจะแซง ให้ทำการแซงทางด้านขวา เพราะมีความปลอดภัยกว่าอย่างชัดเจน ยกเว้นว่ามีรถที่จะรอเลี้ยวขวา หรือถนนเส้นนั้นมีหลายเลนจึงให้แซงทางซ้ายได้ตามข้อยกเว้น
รถที่แซงซ้ายแบบนี้จึงไม่ผิดครับเข้าข้อยกเว้น แต่ในขณะเดียวกันรถคันหน้าที่วิ่งอยู่เลนขวา แล้วไม่ยอมหลบให้รถที่วิ่งเร็วกว่าแซงทางด้านขวา รถที่วิ่งเลนขวานั้นก็คือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมาตรา 34 ตามที่อธิบายมาข้างต้นครับ และเป็นการขับขี่รถในลักษณะกีดขวางการจราจรตามมาตรา 43(3) ด้วย คิดง่ายๆ ครับ ขับช้ากว่าชาวบ้านแต่ไม่ยอมหลบให้เขาแซง คือ กีดขวางครับ ถูกต้องมั้ยครับ
เอาละ กฎหมายไม่กี่มาตราเท่านั้นตีความได้มากมาย แต่ก็เห็นถูกตำรวจเรียกกันอยู่เรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องคำนึงถึงการใช้รถอย่างปลอดภัยและมีน้ำใจแบ่งปันบนท้องถนนเป็นหลักการจะวิ่งขวา ผมยังคงยืนยันว่าวิ่งขวา ได้ ตราบที่เรายังไม่กีดขวางการจราจรคนอื่น เพราะกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างแคบ ดังนั้นถ้าการออกขวาของเราเป็นไปในลักษณะกีดขวางการจราจร ผมว่า อย่างนี้มีความผิดนะครับ  เราช้ากว่าก็หลบให้เค้าสักหน่อย แต่ถ้าเราเร็ว ไม่กีดขวางการจราจร ผมว่าก็สามารถวิ่งขวาได้เพียงแต่เราต้องเร็วเพียงพอจะไม่กีดขวางการจราจร เพราุะถือว่าเราแซงตลอดเวลา แต่ถ้าเร็วไม่พอ ก็น่าจะให้คนที่เค้ามีความเร็วกว่า วิ่งไปก่อนนะครับ….

 

มีน้ำใจ ปลอดภัย ใช้ถนน ครับ

 

อ้างอิง : กฎหมายน่ารู้

ภาษีมรดก ใครได้ ใครเสีย??

IMG_0133

ภายหลังจากได้มีการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งเหตุผลหลายประการที่ยกขึ้นออกอ้างถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขยัดความขัดแย้ง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือไม่ว่าจะเป็นเหตุผลร้อยแปดประการ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลในการกระทำจริงๆ นั้น คืออะไร นอกจากท่านประยุทธ จะได้เล่าให้ฟัง แต่เอาละ ถึงอย่างไรก็ตาม เวลาไม่อาจย้อนกลับได้ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องดำเนินต่อไป รัฐบาลของท่านประยุทธ ได้มีไอเดียร์ หลายอย่าง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไร่ เป็นเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่อีกครั้ง และหนึ่งในเรื่องนั้น ก็คือ การจัดเก็บภาษีมรดก ทำให้ คปค. อยากเร่งให้มีการจัดเก็บ ภาษีมรดก หรือให้มีกฎหมายเกี่ยวกับ ภาษีมรดก ตามคำเรียกร้อง เพื่อบังคับใช้ในประเทศไทย และเพื่อให้มีการกระจายรายได้ ความมั่งคั่งในสังคมไทยให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ซึ่งการเรียกร้องให้มีการจัดเก็บ ภาษีมรดก ในประเทศไทยนี้ได้มีมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง

แนวคิดดังกล่าวนั้นเป็นแนวคิดที่มีอยู่แล้วในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยนั้น ยังมีความเข้าใจในเรื่องการจัดเก็บ ภาษีมรดก อยู่น้อยนิดนัก ดังนั้น ผมจึงอยากจะขอนำเสนอแนวคิดในการจัดเก็บ ภาษีมรดก เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังจะกล่าวต่อไปนี้

มรดกตามประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์     ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับมรดกไว้เป็นบรรพเฉพาะ แต่ในบทความนี้จะสรุปสาระสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมรดกนั้นจะมีกล่าวไว้ใน
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 บัญญัติว่า “เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาททายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น” หลักการของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  ในเรื่องมรดกได้รับรองให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้ตายหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์มรดกที่เรียกว่าเจ้ามรดก ตกทอดแก่ทายาททันทีที่   เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มีคำถามว่าเจ้ามรดกนี้หมายความรวมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลใช่หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาพิเคราะห์ได้ว่า เจ้า-มรดกจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น นิติบุคคลไม่อาจเป็นเจ้ามรดกได้เพราะนิติบุคคลไม่อาจถึงแก่ความตายได้ การสิ้นสุดสภาพบุคคลของนิติบุคคล จะมีผลทำให้บรรดาทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคลนั้นต้องจัดการไปตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคล จะนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะมรดกมาบังคับไม่ได้
เมื่อกล่าวถึงการตายของบุคคล อาจกล่าวได้ว่าการตายตามกฎหมายมี 2 ประการ คือ
1.  การตายโดยธรรมชาติ หมายความถึงการตายซึ่งแพทย์ถือว่าบุคคลจะถึงแก่ความตายเมื่อหัวใจหยุดเต้นและสมองไม่ทำงาน
2.  การตายโดยผลของกฎหมาย หมาย- ความถึงการตายที่มีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กฎหมายบัญญัติเกิดขึ้น และกฎหมายให้ถือว่าถึงแก่ความตาย หรืออาจเรียกว่าเป็นการตายโดยนิตินัย ได้แก่ กรณีที่ศาลได้มีคำสั่งให้ เป็นคนสาบสูญ ตามมาตรา 62 แห่งประมวล-กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าตายอันมีผลทำให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายตกทอดแก่ทายาทเช่นกัน ทั้งนี้ตามมาตรา 1602 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตาย โดยแท้”
ดังนั้น ทรัพย์มรดกที่อาจตกทอดแก่ทายาทได้ จึงได้แก่
1.  ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งวัตถุที่มี รูปร่าง และวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้
2.  สิทธิต่างๆ เช่นสิทธิเหนือพื้นดิน ลิขสิทธิ์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาซื้อขาย เป็นต้น
3.  หน้าที่และความรับผิดต่างๆ ได้แก่ ความ ผูกพันในหนี้สินที่ผู้ตายต้องชำระ หรือความรับผิดตามสัญญา เช่น สัญญาค้ำประกันที่ผู้ตายได้ทำไว้ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี แม้ทายาทจะต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งเป็นทรัพย์มรดก แต่ก็ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน
สำหรับสิทธิหรือหน้าที่อันเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายจะไม่นับว่าเป็นมรดกและจะไม่ตกทอดแก่ทายาท ซึ่งสิทธิหรือหน้าที่อันเป็นการเฉพาะตัวนี้ มี 2 อย่างคือ
1. เป็นการเฉพาะตัวโดยสภาพ หมายถึง สิทธิหน้าที่ซึ่งโดยสภาพผู้ตายจะเป็นผู้ใช้หรือกระทำได้ด้วยตนเอง จะโอนไปให้ผู้อื่นไม่ได้  ส่วนใหญ่แล้วได้แก่ สิทธิหรือหน้าที่ที่เกี่ยวกับ เนื้อตัว ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ความรู้สึกหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ในทางทรัพย์สิน เช่น สิทธิและหน้าที่จะทำการสมรสตามสัญญาหมั้น เป็นการเฉพาะตัวของบุคคล เมื่อคู่สัญญา (หมั้น) คนใดคนหนึ่งตาย สัญญาเป็นอันระงับ ไม่เป็นมรดกที่จะตกทอดแก่ทายาทได้
2. เป็นการเฉพาะตัวตามกฎหมาย หมายถึง สิทธิหรือหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้เป็นการเฉพาะตัว ย่อมไม่เป็นมรดก เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
มีข้อสังเกตว่า มรดกคือทรัพย์สินของ     ผู้ตาย ทรัพย์สินนั้นจึงต้องเป็นของผู้ตายอยู่  แล้วในเวลาที่ถึงแก่ความตาย เมื่อความตายเป็นเหตุให้ผู้ตายสิ้นสภาพบุคคลนับแต่ตายแล้วเป็นต้นไป ผู้ตายก็ไม่อาจมีสิทธิหรือหน้าที่ได้   ดังนั้น ทรัพย์สินที่ได้มาเพราะความตาย หรือหลังจากนั้นไปก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ตาย จึงไม่เป็นมรดกของผู้ตายทรัพย์สินที่ได้มาเพราะเหตุที่บุคคลถึงแก่ความตายนั้น เป็นการถือเอาความตายของบุคคลมาเป็นเหตุให้ต้องชำระเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแก่กัน ตัวอย่างเช่น เงินบำนาญตกทอดซึ่งทางราชการจ่ายให้ในกรณีที่ข้าราชการถึงแก่ความ-ตาย เงินทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลืองานศพและอุปการะบุตรของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายเงินทดแทนที่นายจ้างจ่ายให้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเมื่อลูกจ้างถึงแก่ความตาย เป็นต้น
ทายาทแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.  ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติ เรียกว่า “ทายาทโดยธรรม” และสิทธิรับมรดกของทายาทโดยธรรม เรียกว่า “สิทธิโดยธรรม”
2.  ทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกตามที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม เรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม” และสิทธิรับมรดกของผู้รับพินัยกรรม เรียกว่า “สิทธิตามพินัยกรรม”
ซึ่งบุคคลคนเดียวอาจเป็นได้ทั้งสองฐานะ คือทั้งทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรมก็ได้ แต่ทายาทโดยธรรมจะมีได้แต่เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น ส่วนนิติบุคคลไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีสิทธิได้รับมรดก เว้นแต่วัดกับแผ่นดิน แต่แม้ว่าจะมีสิทธิได้รับทรัพย์สินของผู้ตาย ก็เป็นการได้รับโดยเหตุผลเฉพาะเรื่อง ไม่ใช่ได้รับในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตาย1 ส่วนนิติ- บุคคลอาจเป็นทายาทได้แต่เฉพาะในฐานะผู้รับพินัยกรรมเท่านั้น
สำหรับทายาทโดยธรรมมี 6 ลำดับ และ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้คือ
1.  ผู้สืบสันดาน หมายถึง บุตรของเจ้ามรดก ซึ่งรวมถึงบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว และบุตรบุญธรรมด้วย2
2.  บิดามารดา ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบิดาที่รับรองบุตรนอกกฎหมายและผู้รับบุตรบุญธรรม
3.  พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4.  พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
5.  ปู่ ย่า ตา ยาย
6.  ลุง ป้า น้า อา
ซึ่งทายาททั้ง 6 ลำดับข้างต้นเป็นทายาทโดยธรรมประเภทญาติของเจ้ามรดก ส่วนสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ก็เป็นทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรส ซึ่งมีสิทธิรับมรดกร่วมกับทายาทที่เป็นญาติของเจ้ามรดกด้วย3

แนวคิดในการจัดเก็บภาษีมรดกนั้นมีอยู่แทบจะในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ โดยในแต่ละประเทศนั้นมีแนวคิดที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมากโดยขอสรุปแนวคิดในการจัดเก็บภาษีมรดกดังนี้
ภาษีมรดกจัดเป็นภาษีทรัพย์สินประเภทที่เรียกเก็บจากความตายของเจ้าของมรดกเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดก ภาษีทั้ง 2 ประเภทมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป โดยอาจแยกพิจารณาได้ดังนี้
1.  ภาษีกองมรดก
เป็นภาษีที่เก็บจากกองทรัพย์สินของผู้ตาย โดยให้ทำการรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมดมาประเมินภาษีและชำระภาษีตามจำนวนที่ประ-เมินได้ จากนั้นทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระภาษี แล้วจึงจะตกทอดไปยังทายาทของผู้ตาย ซึ่งภาษีกองมรดกนี้ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง  ผู้ตายกับผู้รับมรดก และอัตราภาษีส่วนใหญ่       จะเป็นอัตราก้าวหน้าตามขนาดของกองมรดก
การเก็บภาษีกองมรดกนี้มีข้อดีคือ ทำให้ รัฐได้จำนวนภาษีมาก เพราะเป็นการเก็บภาษีจากทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นก่อนแบ่งให้ทายาท     รวมทั้งเจ้าหน้าที่สามารถจัดเก็บได้ง่าย และมีการประเมินเพียงครั้งเดียว ทำให้ประหยัด     ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและเกิดการกระจาย     รายได้อย่างเป็นธรรมมากกว่าการจัดเก็บภาษีมรดกโดยวิธีอื่น รวมทั้งทำให้ช่องว่างทางสังคมของคนรวยกับคนจนลดลงมากขึ้น เพราะมี  ฐานภาษีที่กว้างกว่า เป็นเหตุทำให้รัฐมีรายได้     เพื่อนำไปทำนุบำรุงประเทศได้มากขึ้นนั่นเอง

2.  ภาษีการรับมรดก
เป็นภาษีที่เก็บจากบุคคลที่ได้รับมรดก เมื่อเจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งให้ผู้รับมรดกหรือทายาทแต่ละคนตามสัดส่วน ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้รับมรดกแต่ละคนจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี อัตราภาษีรวมทั้งการลดหย่อนต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับผู้ตายคือ ผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ตาย เช่น เป็นทายาทโดยธรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า แต่สำหรับกรณีผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์ห่างออกไป เช่น เป็นทายาทโดยพินัย-กรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า เป็นต้น
การเก็บภาษีการรับมรดกนี้มีข้อดีคือ ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกที่ดีในการจัดเก็บภาษีมากกว่าการเก็บภาษีจากกองมรดก สามารถลดกระแสสังคมได้ เพราะจะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน โอกาสในการเสียภาษีการรับมรดกอาจมีน้อยกว่าการเสียภาษีกองมรดก เนื่องจากในการรับมรดกแต่ละคนจะเสียภาษีก็ต่อเมื่อมีจำนวนมรดกที่ได้รับถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เช่น หากมีการกำหนดว่าจะมีการจัดเก็บภาษีมรดก สำหรับกรณีได้รับมรดกเกิน 10 ล้านบาท แล้วมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นว่า กองมรดกมีทรัพย์มรดกรวมจำนวน 30 ล้านบาท แต่ได้แบ่งให้ทายาท 5 คนๆ ละ 6 ล้านบาท เช่นนี้ก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก เป็นต้น
สำหรับข้อเสียของการจัดเก็บภาษีการรับมรดกนี้ พบว่าเป็นการจัดเก็บภาษีที่ไม่อำนวยรายได้ให้แก่รัฐมากเท่ากับการจัดเก็บภาษี    กองมรดก รวมทั้งไม่สะดวกต่อการจัดเก็บภาษีเพราะจะต้องจัดเก็บเป็นรายบุคคลผู้รับมรดก กรณีที่มีทายาทเป็นจำนวนมากก็อาจต้องใช้เวลาในการจัดเก็บมากขึ้น และต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นด้วย

หากมองย้อนมาถึงการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีการกล่าวหรือตราไว้เป็นการเฉพาะแต่จะด้วยเหตุผลใด ใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์นั้น ก็ไม่อยากกล่าวล่วงถึงแต่แนวคิดในการจัดเก็บในประเทศไทยนั้นเคยมีแนวคิดมาแต่สมัยก่อน   แต่ก็ไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ภายหลังการเปลี่ยน- แปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิ-ราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475 ก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกคัดค้านจากกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวยเป็นอย่างมาก

เนื้อหาโดยสรุปในพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 พบว่าเป็นการจัดเก็บภาษีกองมรดกเป็นหลัก โดยจะต้องนำทรัพย์สินที่กำหนดไว้ เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ที่มีรูปร่างที่อยู่ในประเทศไทย สิทธิเรียกร้องต่างๆ หลักทรัพย์ เป็นต้น มาคำนวณหายอดสุทธิแห่งค่าซึ่งเป็นการตีราคาทรัพย์มรดกออกมาเป็นเงินแล้วนำหนี้สินต่างๆ มาหักออก เหลือเป็นฐานในการคำนวณภาษีตามอัตราที่กำหนด ซึ่งหากคำนวณแล้วมีจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีกองมรดก แต่หากมีจำนวนเกินกว่า 10,000 บาท ก็ต้องเสียภาษีกองมรดก
นอกจากจัดเก็บภาษีกองมรดกแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังคงกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีการรับมรดกด้วย โดยจะกำหนดให้มีการลดหย่อนเพิ่มเติมตามสภาพของผู้ได้รับมรดก และหากจำนวนมรดกที่รับไม่เกิน 10,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก แต่หากมีจำนวนเกินกว่า 10,000 บาท ก็ต้องเสียภาษีการรับมรดกด้วย
พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ถูกยกเลิกไปโดย   พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 พุทธศักราช 2487 ด้วยเหตุผลว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บได้เป็นจำนวนไม่แน่นอน และจัดเก็บได้น้อยแต่    มีภาระต้องปฏิบัติมาก รวมมีการใช้บังคับกันประมาณ 10 ปี และนับแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีการตรากฎหมายภาษีมรดกใช้บังคับในประเทศไทยอีกเลย แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากบุคคลบางกลุ่มเป็นระยะๆ ก็ตาม
แนวทางดังกล่าวได้ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันเพียงการเก็บ ภาษีในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีระบุไว้อย่างชัดเจน เพียงแต่พอจะเทียบเคียงได้ดังนี้                                                                                                  ทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จะเป็นไปโดยผลของกฎหมาย เมื่อนำมาปรับพิเคราะห์เข้ากับประมวลรัษฎากรแล้วจะพบว่า เมื่อทายาทได้รับทรัพย์มรดกมา กรณีถือเป็นการได้รับเงินได้พึงประเมินตามความหมายของมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร4 ซึ่งโดยหลักแล้วทายาทจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย อย่างไร  ก็ดีในเรื่องดังกล่าวนี้ได้มีการบัญญัติกฎหมาย  ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ทายาท ผู้ที่ได้รับมรดกนั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีได้รับมรดกโดยตรงจากเจ้ามรดก หรือเป็นกรณีที่ได้รับจากกองมรดก ทั้งนี้ตามมาตรา 42(10) และ (16) แห่งประมวลรัษฎากร5 จึงเห็นได้ว่า แม้ทรัพย์มรดกที่ได้รับจะเป็นเงินได้พึงประเมิน แต่ก็ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เมื่อทายาทได้รับทรัพย์มรดกแล้ว ต่อมา ได้ขายทรัพย์มรดกนั้นออกไป กรณีนี้ก็ถือว่าทายาทที่ขายทรัพย์มรดกไปนั้นได้รับเงินได้      พึงประเมิน แต่ก็มีการยกเว้นภาษีให้ในบางกรณี ซึ่งการพิจารณาว่าการขายทรัพย์มรดกประเภทใดบ้างที่ได้รับยกเว้นภาษี และประเภทใดที่ต้องเสียภาษี ควรต้องแยกพิจารณาดังนี้
กรณีทรัพย์มรดกเป็นสังหาริมทรัพย์
เงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาทางมรดกจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ว่าสังหา-    ริมทรัพย์นั้นจะเป็นทรัพย์สินอะไรก็ตาม ทั้งนี้ตามมาตรา 42(9) แห่งประมวลรัษฎากร6 และไม่คำนึงว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการขายนั้นจะมีจำนวนเท่าใดก็ตาม
สำหรับประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น การขายสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาทางมรดกไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะแม้ว่าทรัพย์มรดกจะเป็นสินค้าตามความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ในกรณีนี้มิใช่เป็นกรณีการประกอบกิจการขายสินค้าในทางธุรกิจหรือวิชาชีพของทายาท  ผู้ขายทรัพย์มรดกนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับต้อง   เสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยเหตุผลดังกล่าว
กรณีทรัพย์มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์
เงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาทางมรดกนั้น จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงบางส่วน กล่าวคือ จะได้รับยกเว้นภาษีเฉพาะกรณีเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกที่ตั้งอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร เทศบาล สุขาภิบาล หรือเมืองพัทยา หรือการปกครองท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะและยกเว้นภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดาให้เฉพาะเงินได้พึงประเมินในส่วนที่ไม่เกิน 200,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้นเท่านั้น ทั้งนี้กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2(17) หรืออาจกล่าวได้ว่า การขายทรัพย์มรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์แทบจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เลยก็ได้ เพราะเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีเงินได้พึงประเมินในกรณีนี้ได้ถูกกำหนดไว้ค่อนข้างมากนั่นเอง
ในเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ การขายอสังหา-ริมทรัพย์ที่ได้มาทางมรดกจะได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 342)
หากจะกล่าวโดยสรุป
ในการจัดการจัดเก็บ ภาษีมรดก นั้นเป็นแนวคิดที่ดี เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีบำรุงรัฐโดยหลักแนวคิดที่ว่า ผู้ทำมาหาได้ใช้ไปในชั่วชีวิต เมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ควรจะนำเงินอันเป็นทรัพย์ที่หามาได้คืนแก่แผ่นดินที่ทำมาหากินบ้าง เพื่อประโยชน์แห่งรัฐ แต่แนวคิดดังกล่าวนี้ หากมองในต่างประเทศนั้น การเสียภาษีมรดกนั้น มีอัตราที่กำหนดไว้ค่อนข้างจะสูง เช่น ญี่ปุ่นกำหนดไว้ 35 % เป็นต้น แต่ในประเทศไทยนั้น มีหลักการไว้ว่า ภาษีมรกดจะจัดเก็บเพียง 10% เฉพาะกรณีที่มีทรัพย์สินเกินว่า 50 ล้านที่ตกทอด และการโอนทรัพย์สินภายใน 2 ปี ก่อนเสียชีวิต ก็จะนำมาคำนวณด้วย หากมองในหลักการนั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดีที่ได้บ้าง แต่หากมองลึกๆแล้ว ผลประโยชน์ที่รัฐควรจะได้มากกว่านั้น การกำหนดขั้นต่ำไว้ จะทำให้เกิดช่องว่างในการแยกเงินอันเป็นทรัพย์มรดกลง โดยอาจจะทอนไม่ให้เกินมูลค่าดังล่าว หรือการโอนให้แก่ทายาทไว้ก่อนเพื่อจะไม่ให้เสียภาษีมรดก โดยหลักการดังกล่าวแล้วก็เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ซึ่งพิจารณาให้ดี กฏหมายฉบับนี้ ควรจะออกกำหนดให้ชัดเจนว่า มรดกทุกประเภทต้องเสียภาษี โดยขั้นต่ำที่กำหนดไว้ 50 ล้านบาท ชาวบ้านจนๆ ที่ตกทอดมรดกก็ไม่มีใครเกิด 3 -5 ล้านอยู่แล้ว ดังนั้น การกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 50 ล้านนั้น จึงเป็นแนวคิดที่นักกฎหมายหลายคนตั้งคำถามไว้ เพื่อให้รัฐบาลนำไปเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหา ก่อนที่กฎหมายจะคลอด โดยถือหลัก ป้องกันดีกว่าแก้ เดี๋ยวพอแย่ จะแก้ไม่ทัน ส่วนกฎหมายฉบับ นี้ใครได้ หรือใครเสีย.. ผมไม่อาจสรุปได้ …. ให้ท่านนำข้อมูลที่ได้รับไปสรุปกันเอาเอา ว่าใครได้ และใครเสีย
บรรณานุกรม
1. เพรียบ หุงตางกูร. คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยมรดก พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2548
2. อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง, คำอธิบาย มรดก ; สำนักพิมพ์นิติบรรณการ , กันยายน 2543

 

ที่มา : http://www.sanpakornsarn.com/page_article_detail.php?aID=33

ความรับผิดของผู้ผลิต เครื่องสำอาง อันตราย

Image

เครื่องสำอาง อันตราย สินค้าไม่ปลอดภัย สิทธิผู้บริโภค ที่ควรรักษาไว้ ความผิดของผู้ประกอบการ นำเข้า เครื่องอางอันตราย กฎหมายที่น้อยคนจะรู้

ช่วงนี้ เห็นหลายๆ คนอยากเป็นเจ้าของกิจการ เครื่องสำอาง เพราะว่ากำไรค่อนข้างดี ทำเอง กวนเอง ผลิตเอง หรือจ้างผลิตตามสูตร หลายคนที่ใชก็ยังไม่รู้ว่า มันเป็นสินค้าที่ใช้ได้ดีจริงหรือไม่ ช่วงนี้ก็ได้เห็นมีข่าวออกมามากมาย เกี่ยวกับการผลิต เครื่องสำอาง ซึ่ง มีกฎหมายหลายตัวที่คอยควบคุม ชาวบ้านรู้จักแต่ อย. ซึ่ง จะว่าไปแล้ว อย. ตอนนี้ก็แทบจะเป็นเสือกระดาษก็ว่าได้ เพราะทำงานกันไม่ทันกันเลยทีเดียว อย. ออกมาเตือนที่ก็จบ ไป ดังนั้น เหล่า ผู้บริโภคที่ได้รับผล กระทบจากสินค้า ที่ใช้ไปไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ท่านเสียหายแม้จะผ่าน อย. มาแล้ว ท่านก็สามารถเรียกให้ผู้ผลิตรับผิดในความเสียหายนั้น ได้ …อ๊าาาา เริ่มๆ อยากเงี่ยยยย หูฟังแล้วละซิ  เอางี้ เรามาเริ่มกันเลย ทั้งท่านที่ได้ใช้สินค้าอยู่และท่านผู้ที่กำลังคิดจะผลิตต้องไตร่ ตรองดีๆ ว่าสูตร เครื่องสำอางของท่าน ปลอดภัยแล้วแน่ๆ หรือเปล่าก่อนจะขาย เพราะไม่งั้น ท่านอาจจะเดือดร้อนได้ เอางี้.. ไปดูกัน                      พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป มีไว้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้าที่อันตรายเหล่านั้น

กฎหมายฉบับนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ประกอบการ SMEs ภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิตเอง หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้ และผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือผู้นำเข้า จะต้องร่วมรับผิดต่อผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย (product liability) และสินค้านั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม ตามมาตรา 5 และผู้ได้รับความเสียหายพิสูจน์เพียงว่ารับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการและการใช้หรือเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นปกติธรรมดา แต่ไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากผู้ประกอบการใด ตามมาตรา 6 เพราะผู้ประกอบการทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการที่ได้ทำไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายและประกาศหรือคำแจ้งความของผู้ประกอบการเพื่อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการก็ตาม ก็ไม่สามารถนำมาอ้างเป็นข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดได้ตามหลักมาตรา 9
อย่างไรก็ดีไม่ได้แปลว่าผู้ประกอบการจะต้องรับผิดทุกกรณีเสมอไป โดยไม่มีข้อต่อสู้แก้ตัวใดๆ และผู้ประกอบการจะต้องรับผิดไปเสียทุกกรณีไม่ กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดข้อแก้ตัวของผู้ประกอบการที่ไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายไว้ในมาตรา 7 หากพิสูจน์ว่า สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือ ผู้เสียหายได้รู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายเกิดขึ้นจากการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าไม่ถูกต้องตามวิธีใช้ วิธีเก็บรักษาคำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว
และในมาตรา 8 ผู้ผลิตตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างให้ผลิตไม่ต้องรับผิดหากพิสูจน์ได้ว่าความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกิดจากการออกแบบของผู้ว่าจ้างให้ผลิตหรือจากการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างให้ผลิตทั้งผู้ผลิตไม่ได้คาดเห็นและไม่ควรจะได้คาดเห็นถึงความไม่ปลอดภัย
และถ้าเป็นผู้ผลิตส่วนประกอบของสินค้าไม่ต้องรับผิดหากพิสูจน์ได้ว่า ความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกิดจากการออกแบบหรือการประกอบหรือการกำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของผู้ผลิตสินค้านั้น
หากจะพิจารณาพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 มุ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภคสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้าที่ไม่ปลอดภัย แต่ก็ยังได้กำหนดข้อพิสูจน์ของผู้ประกอบการผู้มีฐานะในทางสัญญาที่เหนือกว่าที่จะนำมาอ้างเพื่อจะไม่ต้องรับผิด ถึงอย่างไรก็ตาม การที่มี พระราชบัญญัติ นี้ ก็ถือเป็นอีกทางออกหนึ่งของปัญหาในสินค้าไม่ปลอดภัย ดังนั้น ผู้ผลิตต้องพึงระวังให้จงหนักว่าจะผลิตเครื่องสำอาจ เครื่องใช้ ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ท่านมีหน้าที่ต้องรับผิดในสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวนั้น ถึงแม้พระราชบัญญัติ นี้จะไม่ค่อยที่จะมีผู้บริโภครายใดที่ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมากมายนัก แต่ก็อย่างน้อยก็ยังถือว่าพอจะมีทางออกให้ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

 

อ้างอิง : http://www.sme.go.th/Lists/EditorInput/DispF.aspx?List=15dca7fb-bf2e-464e-97e5-440321040570&ID=1746