Monthly Archives:' November 2013

ทำอย่างไรเมื่อถูกฟ้อง คดีบัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ

ทำอย่างไรเมื่อถูก ฟ้อง คดีบัตรเครดิต หรือสินเชื่อต่างๆ 

ทำอย่างไรเมื่อถูก ฟ้อง คดีบัตรเครดิต หรือสินเชื่อ เมื่อท่านไดรับคำฟ้องใน ดคีบัตรเครดิต ที่ปิดหมายโดยเจ้าพนักงานหรือ แม้กระทั่งการส่งไปรษณีย์ ไปยังบ้านของท่าน ให้ตั้งสติแล้ว เก็บเอกสารนั้นไว้ เพราะถือเป็นเอกสารสำคัญและให้ตรวจสอบข้อมูลในหมายศาลดังต่อไปนี้

bill-b

* ให้ตรวจสอบรายละเอียดของหมายศาลว่าจะฟ้องที่ศาลไหน กำหนดวันขึ้นศาลเมื่อไร?
* ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้ของคุณที่ทางเจ้าหนี้ยื่นฟ้องว่าเป็นมูลหนี้เท่าไหร่ เงินต้นเท่าไร ยอดฟ้อง+ดอกเบี้ยเป็นเงินกี่บาท?
* ตรวจสอบดูว่าทางเจ้าหนี้ฟ้องเกินอายุความหรือไม่ นั่นคือบัตรเครดิตอายุความ 2 ปี สินเชื่อ 5 ปี นับจากวันชำระครั้งสุดท้าย
* พิจารณาว่าจะสู้คดีอย่างไรหรือจะต่อรองกับเจ้าหนี้อย่างไร? กรณีบัตรเครดิต หลังจากตรวจสอบรายละเอียดของหมายศาลแล้ว คุณต้องกำหนดจุดยืนในการชำระหนี้ตัวนี้ว่า คุณต้องการเลือกวิธีแก้ปัญหาหนี้อย่างไรดีเช่น

1). อาจจะเอาหมายศาลไปให้ทนายช่วยดูว่าก่อนก็ได้ว่าเราจะมีข้อต่อสู้อะไรได้บ้าง อายุความขาดหรือยัง สินเชื่อนั้้นคำนวณไม่ถูกต้อง หรือไม่เคยมีหนี้อยู่จริง หรือในกรณีที่เราต้องการระยะเวลาในการเก็บเงินเพื่อชำระหนี้ ก็คือให้ทนายยื่นคำให้การ เพื่อประสงค์จะใช้สิทธิในทางศาล กรณีนี้จะมีค่าใช้จ่าย คือค่าทนายความขึ้นอยู่กับกรณีไป

2).จะไปไกล่เกลี่ยในวันที่ศาลนัดเลย โดยขอผ่อนชำระ เป็นงวด และขอให้หยุดดอกเบี้ยระหว่างชำระหนี้ ขอให้ทำบันทึกโจทก์-จำเลยที่ศาล ระบุจำนวนงวดที่ชำระ และการชำระเงินก็ต้องจ่ายเข้าบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น หมายเหตุ การผ่อนชำระงวดมีตั้งแต่ 6-60 งวด ขึ้นอยู่กับยอดหนี้มากหรือน้อย และการมีการผ่อนแบบขั้นบันได คือ ค่างวดอาจจะเพิ่มขึ้นในปี 2 จนครบจำนวนงวดก็ได้

3). หากคุณต้องการให้อายัดเงินเดือน คุณมีทรัพย์สินที่เจ้าหนี้สามารถอายัดได้หรือไหม เช่น รถยนต์ บ้าน เงินในบัญชีต่างๆ ที่ฝากสะสมไว้ก็ต้องพึ่งระวัง ไม่ใช่ว่าฟ้องแล้วไม่จ่ายเจ้าหนี้เขาจะอายัดเงินเดือนอย่างเดียว หากคุณไม่มีทรัพย์สินเจ้าหนี้ก็จะมองที่เงินเดือน การอายัดเงินเดือน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าหนี้รายแรกที่ฟ้องเสมอไป หากเจ้าหนี้รายแรกคุณขอไกล่เกลี่ยที่ศาลตาม ข้อ 2 แล้ว มีเจ้าหนี้รายที่ 2 มาฟ้อง หากคุณไม่มีเงินชำระหนี้ คุณก็สามารถปล่อยให้เจ้าหนี้รายที่ 2 จนถึงรายสุดท้าย อายัดเงินเดือนได้เช่นกัน อีกส่วนที่สนใจก็คือหากยอดหนี้ฟ้องเป็นจำนวน 100,000 บาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ แต่ถ้าเป็นสินเชื่ออย่าลืม หากยื่นคำให้การต่อสู้หนี้ยังมีโอกาสลดลงได้สูงมาก หากเป็นหนี้บัตรเครดิตถึงแม้ว่าจะได้ลดไม่มาก แต่คุณก็ยังสามารถเจรจาต่อรองจ่ายชำระในอัตราที่ต่ำกว่า เช่น สมมุติหากจะต้องโดนอายัดเงินเดือน 30 เปอร์เซ็นแล้วประมาณ 3,000 บาท ต่อเดือน คุณสามารถเจรจาขอชำระต่องวด 2,000 บาท
4). เตรียมคำให้การกับศาล นั่นก็คือการทำข้อมูลแก้ต่างตามที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องเรามาว่าเรานั่นเอง โดยให้ทนายยื่นคำให้การต่อสู้ในศาล เพราะคุณจะสามารถยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกประมาณ 6 เดือน – 1 ปี จะได้มีระยะเวลาเก็บเงิน และกลับมาเจรจาไกล่เกลี่ยได้อีกครั้งในนัดที่ 2 ยอดหนี้จะลดลงด้วย กรณีสินเชื่อส่วนบุคคล เมื่อถูกฟ้องในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล

คุณจะต้องกำหนดจุดยืนในการชำระหนี้ตัวนี้ว่า จะเลือกวิธีแก้ปัญหา ควร นำหมายศาลไปให้ทนายแต่งคำให้การ กรณีที่ยอดหนี้สูง เพราะสินเชื่อบุคคลจะมีค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย ค่าปรับ ซึ่งในทางกฎหมาย ถือว่าพวกนี้เป็นดอกเบี้ย และการผ่อนชำระงวดแรกก็ไปตัดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่ได้นำไปตัดเงินต้น ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าเมื่อชำระหนี้ไปแล้วหนี้ยังคงค้างอยู่สูง แต่หากกรณีที่ยอดหนี้ไม่สูงนักก็ยังสามารถเลือกใช้วิธีการตามข้อ 2 จนถึงข้อ 4 แบบคดีบัตรเครดิตได้เช่นกัน การ ยื่นคำให้การต่อสู้ของสินเชื่อจะต่อสู้เรื่องดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจะสูงและมีค่าปรับ/ค่าธรรมเนียม ซึ่งจริงแล้วกฎหมายให้ถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ย แต่เมื่อค่าต่างๆ รวมกันแล้วก็จะเกินว่าในสัญญาออกไป ส่วนบัตรเครดิตจริงๆว่าอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะค่อนข้างถูกต้อง แต่เมื่อมีค่าปรับเข้ามาร่วมด้วยก็จะทำให้ดอกเบี้ยสูงๆ เกินออกไปบ้าง ฉะนั้นการยื่นคำให้การต่อสู้ก็เพื่อขอระยะในการเวลาในเก็บเงินหรือมีเวลาใน การเตรียมตัวระยะหนึ่งเท่านั้น อายุความสินเชื่อบุคคลนาน 5 ปี ส่วนใหญ่เจ้าหนี้จึงไม่ค่อยรีบฟ้อง ฉะนั้นลูกหนี้จึงควรเก็บเงินไว้ชำระหนี้ด้วย และหากชำระหนี้ไหวก็ควรชำระหนี้ยอดน้อยให้หมดก่อน หรือหากหยุดก็ควรหยุดในกรณีที่จำเป็นจริงๆ ทั้ง นี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเองในอนาคต
การชำระหนี้ของแต่ละคนเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องไตร่ตรองและเลือกวิธีชำระหนี้ ด้วยตัวคุณเอง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประสบอยู่ เพื่อให้ครอบครัวของคุณอยู่รอด และให้มองที่อนาคต “อย่าออกจากงานเพื่อหนีปัญหาหนี้” 4. คุณสามารถเจรจากับเจ้าหนี้ เพื่อปิดบัญชีหนี้ก่อนขึ้นศาลได้ กรณีที่คุณมีเงินก้อนที่เก็บไว้เมื่อคุณหยุดชำระหนี้ หากคุณสามารถนำเงินก้อนมาปิดได้ก็ควรทำ ในกรณีนี้เราเรียกว่า “การ HAIR CUT” แต่ก็ต้องให้เจ้าหนี้ / สนง.ออกจดหมายยืนยันการปรับลดยอดหนี้และระบุวันที่ชำระหนี้ หลังจากนั้นก็ให้แบงค์ออกหนังสือยืนยันปิดยอดหนี้ให้เป็น 0 แต่จะต้องได้รับจดหมายยืนยันการปรับลดยอดหนี้ ก่อนที่จะชำระหนี้ สำหรับอัตราส่วนลดโดยทั่วไปก็มีตั้งแต่ 20 %, 30% ,50% ถึง 60 % ของยอดหนี้เดิมที่มีดอกเบี้ยบวกไปเรียบร้อยแล้ว การชำระหนี้จะผ่อนชำระ เป็นงวด และขอให้หยุดดอกเบี้ยระหว่างชำระหนี้ ไม่มีการจ่ายเข้าบัญชี สนง.ติดตามหนี้ ควรไปจ่ายที่เคาน์เตอร์ของเจ้าหนี้โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดที่ลูกหนี้ควรจะทำก็คือควรจะไปศาลในวันนัด เพราะไม่เช่นนั้น ศาลจะตัดสินคดีในวันนั้นเลย และคุณจะไม่มีโอกาสได้ต่อรองเพื่อลดหย่อนหนี้ของคุณเลย การขึ้นศาลเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว ถึงแม้มันทำให้ “คุณกลัวและตื่นเต้นบ้าง” แต่หลังจากผ่านมันไปได้ ทุกอย่างก็โอเค แต่คุณต้องผ่านมันไปให้ได้ นั่นคือสิ่งที่คุณต้อง

ทั้งนี้มีหนี้ก็ต้องใช้ คือหัวใจของการบริหารทางการเงิน

โครงการขุด คอคอดกระ (คลองไทย) ในทัศนะของ รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล

เขียนโดย รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล
BSIE. (University of Oklahoma) MSIE. (New Jersey Institute of Technology) Dr.Ing. (Universite De Nice) France
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็ นไปได้ของ โครงการขุดคอคอดกระ(คลองไทย) วุฒิสภา
ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา
กรอบการพิจารณา แนวขุดคลองไทย (คอคอดกระ)
ความคิดในเรื่องของการขุดคลอง เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเลของไทย ระหว่างฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย มีมา
นานกว่า 300 ปี โดยวัตถุประสงค์หลักของการขุดคลอง คือต้องการ ย่นระยะทาง ของการเดินเรือของทั้thaimap02งสองฝั่ง
ทะเล ด้วยกาลเวลาผ่านไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ท าให้เหตุ และผล ของการพิจารณา แนวคลองต่างๆ ที่จะขุดมี
ความเหมาะสมกับสถานการต่างๆดังกล่าวก็จ า ต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย จนกว่าจะได้มีการขุดไปแล้ว ข้อยุติในเรื่อง
นี้ก็จะหมดไป
เมื่อ 300ปี สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เหตุผลหลักที่ส าคัณ คือ
ต้องการขุดคลอง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ต่อการเคลื่อนกองทัพเรือจากฝั่งอ่าวไทย ไปฝั่งทะเลอันดามัน เป็ นการ
ขยายความเข็มแข็ง ของราชอานาจักรในยุคสมัยนั ้น และ เพื่อให้ การค้ากับต่างประเทศ ที่ได้เริ่มเปิ ดประเทศ
ติดต่อกับชาติยุโรปที่จะมาทางฝั่งอันดามันไม่ต้องเสียเวลาเดินเรือ อ้อมไปผ่านที่ ช่องแคบมะละกา สามารถ ตัด
ตรง จากฝั่งอันดามัน มายังอ่าวไทยมุ่งไปกรุงศรีอยุธยาได้สะดวก และแนวคลองที่เห็นว่าเหมาะสม ในสมัยนั ้น ก็ได้
พิจารณาแนวคลองที่จะขุด ที่เราทราบกันมานานแล้ว คือแนวคอคอดกระ จังหวัด ระนอง เหตุที่เลือกแนวคลองนี ้ก็
เพราะเป็ นส่วนที่แคบที่สุดของประเทศที่สามารถท าการขุดก่อสร้างได้ง่าย
เหตุ และผล เมื่อ 150 ปี ต่อมา อาจจะมองเห็นว่าการขุดคลอง จะเป็ นอันตรายต่อประเทศ ที่จะท าให้
ประเทศ มหาอ านาจในยุโรปต่างๆในระยะนั ้นบ้าอ านาจไร่ล่าขยายอาณานิคม เพื่อ ยึดครองหรือ แบ่งแยกประเทศ
ต่างๆ ในย่านเอเชีย ที่อ่อนแอในยุคสมัยนั ้น
พอมาถึงปัจจุบัน เหตุผล และ สถานการณ์ ต่างๆได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เหตุผลด้านความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ ของประเทศมีความส าคัณที่สุด ยิ่งการแข่งขันที่รุนแร็งด้านเศรษฐกิจของสังคมโลกในยุคปัจจุบัน กลับ
กลายเป็ นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศบงบอก ชี ้น า ถึงความมั่นคงแทนทางทหารเสียอีก ท าให้ความคิด
ในการที่จะขุดคลองเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐ กิจเป็ นบทบาทที่ท้าทายของประเทศไทยต่อไป ความ คิดในการ
ที่จะขุดคลอง ก็จะยังมีอยู่ตลอด เวลาจากอดีต จนถึงปัจจุบัน ความคิดในเส้นทาง แนวขุดคลอง ก็มีการน า เสนอ
ขึ ้นมาใหม่ และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มาจนถีง ณ เวลานี ้ มีอยู่ด้วยกัน 12 แนวคลองที่จะขุด (ภาพ ที่ 1) เพื่อให้
กรอบแนวคิดที่จะก าหนดแนวขุดคลอง เกิดเป็ นผลดีที่สุด ควรจะมีการพิจารณา องค์ ประ กอบ ที่ส าคัญต่างๆที่
ควรจะต้องน ามาพิจารณาร่วมกันมีดังนี ้:-
ภาพที่ 1 แนวคลองที่จะขุดจากอดีต จนถึงปัจจุบัน มี 12 แนวคลองที่จะขุด
1. ทางด้านความอิสระในการบริหารคลอง ของประเทศ
2. ทางด้านเศรษฐกิจ ของประเทศ
3. ทางด้านยุทธ์ศาสตร์ทางทหาร
4. ทางด้านสังคม และ สิ่งแวดล้อม
5. ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์
เปรียบเทียบความยาวแนวคลอง PROPOSED CANAL ROUTES
ROUTE
NO.
BEGINNING POINT
WEST COAST
FINISHING POINT
EAST COAST
LENGTH
(Kilometers)

1. RANONG CHUMPORN 130
2. A Little South of
RANONG
North of LUNGSUAN
CHUMPORN
90
2A BAN RACHAGROON
South of RANONG
LUNGSUAN
CHUMPORN
90

3. TAI MUANG
PANG-NGA
PHUNPIN
SURATHANEE
160
3C HUB POOK
PANG -GNA
PHUNPIN
SURATHANEE
168

3A/4 SIGAU
TRANG
North of PAKPANUNG
NAKCRN SRI THAMMRAT
156 5 SATOOL A Little North of
SONGKLA
108
5A 30 Km.North of
SATOOL
North of
SONGKLA
102
6 South of SATOOL
IN MALAYASIA
JANA
SONGKLA
102
7A A Little South of GUNTANG
TRANG
PATTALUNG –
SONGKLA
110
9A SIGNG
TRANG
HOU SAI South of
NAKORN SRI THAMMARAT
120
Note : Length started in the table refers distance on land

1. ทางด้านความอิสระในการบริหารคลอง ของประเทศ ความอิสระในการบริหารคลอง ในที่นี ้ก็คือ เมื่อมี
เรือเดินทะเลจะมาใช้บริการผ่าน แนวคลองไทยที่จะขุดจะต้องผ่านน่านน ้าของ ประเทศ เพื่อนบ้าน จะมีโอกาส
สร้างปัญหาในเรื่องของผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ ้นในอนาคต เพื่อไม่ต้องการให้ ประเทศไทย ไม่ต้องมีปัญปัญหา
ทางด้านน่านน ้าสากลกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็ นทางด้านทะเลฝั่งอันดามัน ที่มีทะเลร่วมติดต่อกับประเทศ
มาเลเซีย หรือประเทศพม่า และทาง ด้านทะเล อ่าวไทย ที่มีประเทศกัมพูชา และ ประเทศเวียตนาม ดังนั ้นควร ให้
แนวคลองที่เรือต่างๆที่จะมาใช้บริการ ควรจะต้องห่างน่านน ้าเพื่อนบ้าน ประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400
กิโลเมตร
2. ทางด้านเศรษฐกิจ ของประเทศ เส้นทางคมนาคมไม่ว่าจะเป็ นทางบก หรือทางน ้า ไปตัดผ่านที่ใหนก็จะ
น าความเจริณไปสู่ที่นั่น การเกิดธุระกิจชุมชนน้อยใหญ่จะตามมา หากเป็ นเส้นทางที่อยู่ในเส้นทางของการขนส่ง
ทางน ้าของโลกมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา ผลประโยชน์มหาศาลจะตามมาเพราะฉนั ้น สองฝั่งคลองจะต้องมีพื ้นที่ ขนาด
ใหญ่รองรับพอที่จะมีเมืองขนาดใหญ่ที่ จะเกิดใน อนา คตได้ มีแหล่งน ้าจืดพอเพียง อยู่ในภูมิศาสตร์ที่ดีในการที่จะ
เป็ นผังเมืองแห่งอนาคตได้

ภาพที่ 2 แนวคลองที่จะขุดต้องสอดคร้องกับทางด้านยุทธ์ศาสตร์ทางทหาร

3. ทางด้านยุทธ์ศาสตร์ทางทหารแนวคลองที่จะขุดหากแนวคลองขุดที่ตัดผ่าน ประชิดด้านใดด้านหนึ่ง
เกินไป จะท าให้การด าเนินงานใดๆในทางทหารมีข้อจ ากัด โดยเฉพาะการจัดก าลังทัพของกองทัพบกทางภาค พื ้นดินของประเทศ จ าเป็ นต้องมีพื ้นที่ด าเนินการได้สะดวก จะต้องประสานสอดคล้องกับแนวคลองขุด ที่จะเป็ น
การเพิ่มศักย์ภาพให้กับกองทัพเรือ ดียิ่งขึ ้น ในการเคลื่อน ย้ายก าลังกองทัพเรือทั ้งสองฝั่งทะเลไทย
4. ทางด้านสังคม และ สิ่งแวดล้อมตามสองฝั่ง แนวคลองที่จะขุด จะต้องใช้พื ้นที่มากประมาณ ความกว้าง
ตลอด 4 กิโลเมตร (รวมส ารองพื ้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต) ความยาว ของคลอง ประ มาณ 120 กิโลเมตร
จะต้องมีผลกระทบต่อ แหล่งท ามาหากินของประชาชน

ภาพที่ 3 แนวคลองควรหลีกเลี่ยงชุมชนหนาแน่น และ แหล่งธรรมชาติที่ส าคัณใว้

การโยกย้าย และเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชนจากสังคมชนบท มาเป็ นสังคมเมืองใหม่ที่จะมีประชาชน
หลากหลายทั่วประเทศ จะมารวมเป็ นสังคมเมืองใหญ่ ตลอดจน สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางวัฒนะธรรม
ต่างๆ จะมีการปรับเปลี่ยนไป ดังนั ้นแนวคลองที่จะขุดควรหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของชุมชน และแหล่งธรรมชาติ
ที่ส าคัณไว้ให้มาก
5. ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ การพิจารณาแนวคลอง ที่จะขุด ต้องมีข้อ มูล ทางธรณีวิทยา ทางด้านอุทก
ศาสตร์ และ วิศกรรมทางทะเล (Marine Engineering) มีข้อมูลการเคลื่อนย้ายของชั ้นดินทรายใต้ท้องทะเลว่า
เป็ นอยางไร มีแนวหินโสโครกเป็ นอย่างไรหรือ ภูเขาที่อยู่ใต้ท้องทะเล อยู่บริเวรใดบ้าง เพื่อจะก าหนดแนวขุด ให้อยู่
ในทิศทางที่ถูกต้อง เหมาะสมกับความต้อง การของเรือขนาดใหญ่ ที่จะมาใช้บริการ เพื่อเตรียมในการวางแผน
จัดการด้านระบบการจราจรการเดินเรือ ส ารวจ แนวร่องน ้าที่อญู่ใต่ท้องทะเล จะต้องรองรับเรือขนาดใหญ่ มีความ
ลึกมากพอที่จะให้เรือต่างๆ สามารถเดินเรือเข้าออกได้ปลอดภัย ทั ้งในกรณีน ้าขึ ้นหรือน ้าลง ทั ้งฝั่งทะเล อันดามัน
และฝั่งอ่าวไทยจาก 5 องค์ ประ กอบ ที่ส าคัญ ดังกล่าว ยกเว้นองค์ประกอบทางด้านวิศวกรรมเท่านั ้น ที่เรายังไม่มี
ข้อมูลที่มากพอที่จะสรุปได้ แต่ส าหรับในองค์ประกอบอื่นๆ เราคงจะเริ่มมองภาพออกว่า
ภาพที่ 4 แนวคลองที่จะขุด 12 แนวลดเหลือ 4 แนวในการพิจารณาชัดเจนขึ ้น

แนวคลองที่ควรจะขุดควรเป็ น แนวใด จากแนวคลองทั ้งหมด 12 แนวที่ได้มีการกล่าวถึง และเพื่อให้ชัดเจน
ในการพิจารณา เราลดเหลือ 4 แนวคลองจากทั ้ง 4 แนวคลองที่คาดว่าจะขุด คงจะพิจารณาเปรียบเทียบ ข้อดี
ข้อเสียระหว่างกันได้ชัดเจนยิ่งขึ ้น

การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของเส้นทางคลองไทย (THAI-CANAL)
เส้นทาง 2A เส้นทาง 5A เส้นทาง 7A เส้นทาง 9A

เส้นทาง 2A คลองเริ่มจากบ้านราชกรูด – อา เภอหลงัสวน จังหวดัชุมพร
ข้อดี
1. เป็ นแนวคิดคลองเดิมเมื่อ 325 ปี มาแล้ว ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
2. มีพื ้นที่ติดคลองบนบกสั ้นเพียง 90 กิโลเมตร
3. เป็ นเส้นทางเดินเรือที่ใกล้กรุงเทพมากที่สุด (ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 600 กิโลเมตร)
ข้อเสีย
1. อยู่ใกล้ชายแดนพม่า (ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จากชายแดน) อาจจะมีปัญหาด้านความมั่นคง
และการเมืองในภาวะไมป่ กต ิเนื่องจากปัญหากรรมสิทธิ์บางเกาะในทะเลระหวา่ งเขตแดนไทย – พม่า ยังไม่ชัดเจน
2. อยู่นอกเส้นทางเดินเรือสากล ต้องอ้อมแหลมญวนไกลเพิ่มขึ ้น
3. พม่าสามารพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แข่งขันกับไทย โดยพม่าจะได้เปรียบเพราะค่าแรง งานต ่า และ
การลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็ นแรงจูงใจให้ต่างชาติไปลงทุนในพม่าแทนการลงทุนในประเทศไทย
4. ปัญหาทางธรณีวิทยามีรอยเลื่อนของเปลือกโลก มีแผ่นดินไหวบ่อยครั ้ง อาจเป็ นอัน ตรายต่อคลองใน
อนาคต
5. ระดับน ้าทั ้ง 2 ฝั่ง ต่างกันประมาณ 2-3 เมตร อาจต้องท าประตูน ้า
6. เส้นทางผ่านแนวภูเขาสูงชันและเป็ นช่องเขาแคบ ท าให้ ไม่เหมาะในการพัฒนาท่าเรือ พื ้นที่
อุตสาหกรรมต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจพิเศษมีที่กว้างพอ 7. การขุดคลองผ่านพื ้นที่ภูเขาสูงชันมีหินแกรนิตเป็ นระยะทางยาวกว่า 60 กิโลเมตร ท าให้คลองสั ้นแต่
ราคาค่าขุดคลองจะสูง
8. การขุดคลองมิได้หวังเพียงให้เรือเดินทางเข้าท่าเรือกรุงเทพฯ แต่ต้องการให้เป็ นน่านน ้าสา กลจาก
ตะวันออกกลาง สู่อินเดีย ญี่ปุ่ น เกาหลี ยิ่งขึ ้นสูงท าให้เส้นทางเดินเรือต้องอ้อมแหลมญวน ไม่ท าให้ประหยัด
ระยะทางหรือเป็ นคลองลัดจริง

เส้นทาง 5A เส้นทางจากจังหวดัสตูล – จังหวัดสงขลา
ข้อดี
1. ปริมาณดินที่ขุดน้อยที่สุด ท าให้ค่าใช้จ่ายในส่วนเฉพาะการขุดคลองต ่าที่สุด
2. ระดับน ้าทิ ้ง 2 ฝั่ง ต่างกันประมาณ 0.5 เมตร
3. ไม่ต้องตัดผ่านภูเขา เนื่องจากแนวคลองจะอยู่ในช่องเขา
4. อยู่ในแนวเส้นทางการเดินเรือสากล
ข้อเสีย
1. อยู่ใกล้ชายแดนมาเลเซีย ท าให้มาเลเซียสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องลงทุนขุดคลอง และ
มาเลเซียจะได้ประโยชน์มากกว่าประเทศไทย เพราะแนวคลองอยู่ใกล้เมื่องอลอสตาร์ และท่าเรือกลาง ของ
ประเทศมาเลเซีย (Port Kelang)
2. ปัจจุบันมีความหนาแน่นของประชากรสูงมาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องค่าขนย้ายและค่ารื ้อย้ายมาก
3. แนวคลองพาดผ่านทะเลสาปสงขลา (ทะเลสาปสงขลาตอนล่าง) อาจจะเกิดกระแสการต่อต้านสูง
ดังเช่นในกรณีเดียวกับการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
4. จากการส ารวจข้อมูลด้านธรณีวิทยา พบโพรงหินขนาดใหญ่ประมาณ 11แห่ง บริเวณจังหวัดสตูล
5. ทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณพื ้นที่ ใต้แนวคลองเป็ นเขต ประชากรไทยมุสลิมหนาแน่นมาก กว่า ร้อยละ08
หากมีการแทรกแซงจากภายนอกอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านการแบ่งแยกดินแดนและด้านความมั่นคงในอนาคตได้
6. แนวคลองอยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา ท าให้ไม่ได้ร่นระยะทางการเดินเรือ
7. ไม่มีพื ้นที่เพียงพอส าหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

เส้นทาง 7A เส้นทางจาก จังหวัดตรัง – สงขลา
ข้อดี
1. ระยะทางสั ้นขุด ผ่านแผ่นดินประมาณ 08 กิโลเมตร ใช้ร่องน ้าจากกันตังถึงตรัง 08 กิโลเมตร ที่อ า
เภอ ย่านตาขาว แล้วขุดทะเลสาบสงขลาในส่วนทะเลหลวงที่พัทลุง -สงขลาประมาณ 28 กิโลเมตร รวมระยะทาง
ทั ้งหมดประมาณ 118 กิโลเมตร
2. ขุดผ่านภูเขาประมาณ 9 กิโลเมตร จะได้ใช้หินเพื่อก่อสร้าง
3. ผ่านสงขลาบนบกเพียง 5 กิโลเมตร ก็ทะลุออกอ่าวไทยมีท่าเรือน ้าลึกที่สงขลาอยู่แล้ว
4. ใช้ทะเลสาปสงขลาเป็ นท่าเรือหลบมรสุมได้
ข้อเสีย
1. เส้นทางทับล าน ้าธรรมชาติเดิมจากกันตังถึงย่านตาขาวมีผลกระทบกับประชาชนริมน ้า เป็ นระยะทาง
เกือบ 08 กิโลเมตร 2. คณะสมาชิกวุฒิสภา และ สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดสงขลา และ ชมรมอนุรักษ์ทะเลสาปสงขลาหลาย
ชมรมและ ประชาชนสงขลาคัดค้านที่จะให้คลองผ่านทะเลสาปสงขลา
3. พื ้นที่จังหวัดสงขลาซึ่งมีประชาชนอาศัยหนาแน่น ที่ดินราคาแพง ท าให้มีผลกระทบด้านสังคมมากเพราt
ประชากรมุสลิมหนาแน่นกว่าแนวคลอง 9A
4. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็ นแหล่งชุมชนหนาแน่นและแหล่งท่องเที่ยว ส าคัญของประเทศตลอด
เส้นทางที่คลองตัดผ่าน
5. ใกล้กับชายแดนไทย – มาเลเซีย มากกว่าเส้นทาง 9A
6. ภูเขาที่ตัดผ่านบริเวณจังหวัดตรังเป็ นพืดเขาสูงชันมาก สูงถึง 10288 เมตร ระยะทาง 9 -18 กิโลเมตร มี
อยู่ช่องเดียวคือช่องเขาพับผ้าซึ่งแคบเกินไปที่จะขุดคลอง
7. ไม่มีพื ้นที่กว้างพอส าหรับการพัฒนาท่าเรือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

เส้นทาง 9A เส้นทางจากจังหวัดกระบี่ – ตรัง – พทัลุง – นครศรีธรรมราช
ข้อดี
1. ต าแหน่งที่ตั ้งเป็ นศูนย์กลางของภาคใต้ อยู่ระหว่างกลางประเทศพม่าปลายแหลมมลายู และประเทศ
สิงค์โปร์ ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง ) ห่างจากชายแดนพม่าประมาณ 088 กิโลเมตร และห่างจากประเทศ
สิงคโปร์ ประมาณ 088 กิโลเมตร
2. ทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณคลองเป็ นชาวไทยพุทธร้ อยละ 95 และรวมพื ้นที่ใต้แนวคลองทั ้งหมด
ประชากรส่วนใหญ่เป็ นไทยพุทธหากมีการแทรกแซงจากภายนอกที่จะก่อให้เกิดปัญหาการแบ่งแยกดินแดนจะท า
ได้ยาก
3. อยู่ในเส้นทางการเดินเรือสากลและสามารถพัฒนาท่าเรือหลบมรสุมได้ทั ้ง 2 ฝั่งทะเล
4. ระบบโครงสร้ างพื ้นฐานมีความพร้ อม อาทิเช่น โรงงานปูนซิเมนต์ทุ่งสง ก าลังผลิต 0 ล้านตัน /ปี และ
ศูนย์ กลางการคมนาคมทางบก มีทางหลัก 4 สาย รถไฟ 2 สาย และทางอากาศมีสนามบินใกล้ถึง 0 สนามบิน
5. มีแหล่งน ้าจืดที่ใช้ในกิจการของคลองและสนับสนุนอุตสาหกรรมเพียงพอโดยกรมชลประทานเป็ นผู้
วางแผน สนับสนุนเรื่องน ้าอย่างเต็มที่
6. มีศักยภาพในการพัฒนาพื ้นที่ส าหรับเมืองใหม่ เขตเศรษฐกิจพิเศษและที่จะสามารถพัฒนาได้กว้าง
ใหญ่ถึง 0 ที่ คือที่ปากคลองทั ้งสองฝั่งทะเลและบริเวณกลางคลอง
7. มีความหนาแน่นของประชากรน้อย ท าให้ลดค่าขนย้าย และค่ารื ้อย้าย
8. ระดับน ้าทั ้ง 2 ฝั่งทะเลต่างกันประมาณ 8.5 เมตร
9. ประชาชนในแนวคลอง ทั ้ง 20 อ.บ.ต สนับสนุนและมีส่วนร่วมในการก าหนดแนวคลองเองตลอดแนว
คลอง 9A ได้มีการประชุมกัน 15 ครั ้ง

ข้อเสีย
1. แนว 9A ระยะทางประมาณ 128 กิโลเมตร แนวที่ 2 ยาว 92 กิโลเมตร แนวที่ 5A ยาว 182 กิโลเมตร
และแนวที่ 7A ยาว 185 กิโลเมตร
2. มีเส้นทางพาดผ่านพื ้นที่เนินเขาประมาณ 18 กิโลเมตร บริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช 3. แนวคลองพาดผ่านพื ้นที่บางส่วนเลี ้ยวของพรุควนเคร็ง ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสมอาจจะท าให้เกิด
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้
4. ไม่สามารถสร้างท่าเรือริมทะเลได้ต้องพัฒนาพรุควนเคร็งบางส่วนเป็ นท่าเรือเคร็ง (Port of Kreng) เพื่อ
หลบมารสุมด้านอ่าวไทย
————————————————-
www.thai-canal.org

ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน ประหยัดภาษี อะไรได้บ้าง?

ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน ประหยัดภาษี อะไรได้บ้าง?

การหักลดหย่อน หมายถึง รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการหักลดหย่อนกรณีต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้

1. การหักลดหย่อนในกรณีทั่วไป

1.1 ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วัน หรือไม่ก็ตาม)

1.2 สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท
     (1) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่มีสิทธิหักลดหย่อน จะต้องเป็นสามีหรือภริยาชอบด้วยกฎหมาย การสมรส ไม่ครบปีภาษีก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ เช่น จดทะเบียนสมรสระหว่างปีภาษี หรือตายในระหว่างปีภาษี ก็มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท
(2) สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ที่จะนำมาหักลดหย่อนจะต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินหรือมีแต่ไม่ได้แยกคำนวณภาษี ตัวอย่าง

money_tax

สามีภริยาแต่งงานครบปีภาษีและต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ประเภทที่ 1 กรณีดังกล่าว ภริยาสามารถแยกคำนวณภาษีต่างหากจากสามีได้โดยชอบ ทั้งสามีภริยาจึงไม่มีสิทธินำคู่สมรสมาหักลดหย่อนได้ แต่หากภริยามีเงินได้ประเภทอื่น (2-8) ให้สามีนำเงินได้ของภริยามารวมคำนวณและมีสิทธินำคู่สมรสมาหัก ลดหย่อนได้

1.3 การหักลดหย่อนบุตร ให้หักสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มี เงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย

โดยมีเงื่อนไขว่าบุตรที่เกิด ก่อนหรือ ในพ.ศ.2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรม ก่อน พ.ศ. 2522 คนละ 15,000 บาท บุตรที่เกิด หลัง พ.ศ.2522 หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมในหรือหลัง พ.ศ. 2522 คนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน
การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะ บุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตร ที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย
การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศให้ลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท หรือเป็น ผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้ หักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้ ดังกล่าวต้องไม่ใช่เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 ให้ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีจะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญธรรมได้ในฐานะเดียว

1.4 เบี้ยประกันภัย  ที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยส่วนแรกหักได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท หักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิตและความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามีหรือภริยานั้นตามเกณฑ์ข้างต้น
การฝากเงินออมสินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ก็อยู่ในข่ายที่จะขอหักลดหย่อนตามเกณฑ์นี้ได้ด้วย

1.5 เงินสะสม ที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาท เป็นเงินที่ได้รับยกเว้นภาษี โดยนำจำนวนเงินส่วนที่เกินดังกล่าวหักจากเงินได้พึงประเมิน ก่อนหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 490,000 บาท
ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุน กบข. (ถ้ามี) แล้วไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องจ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท
1.6 ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการดังนี้
(1) เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับการกู้ยืมจากผู้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรเฉพาะที่กำหนดไว้ ได้แก่ ธนาคาร บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์ นายจ้างซึ่งมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนที่จัดสรรไว้เพื่อสวัสดิการแก่ลูกจ้าง บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นิติบุคคลเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่เขารับช่วงสิทธิ์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้แทนกองทุนรวมดังกล่าว กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(2) เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้ออาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด หรือเพื่อสร้างอาคารใช้อยู่อาศัยบนที่ดินของตนเองหรือบนที่ดินที่ตนเองมีสิทธิครอบครอง
(3) ต้องจำนองอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด หรืออาคารพร้อมที่ดิน เป็นประกันการกู้ยืมเงินนั้น โดยมีระยะเวลาจำนองตามระยะเวลาการกู้ยืม
(4) ต้องใช้อาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม(3)นั้นเป็นที่อยู่อาศัยในปีที่ได้รับยกเว้นภาษี แต่ไม่รวมถึงกรณีลูกจ้าง ซึ่งถูกนายจ้างสั่งให้ไปปฏิบัติงานของนายจ้าง ณ ต่างถิ่นเป็นประจำหรือกรณีอาคารหรือห้องชุดดังกล่าวเกิดอัคคีภัย ภัยธรรมชาติ หรือภัยอันเกิดจากเหตุอื่น ทั้งนี้ เฉพาะที่มิใช่ความผิดของผู้มีเงินได้จนไม่อาจใช้อาคารหรือห้องชุดนั้นอยู่อาศัยได้
(5) กรณีผู้มีเงินได้มีอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม (3) เป็นที่อยู่อาศัยในปีที่ขอหักลดหย่อนเกินกว่า 1 แห่ง ให้หักลดหย่อนได้ทุกแห่ง สำหรับอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดตาม (3)
(6) ให้หักลดหย่อนได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักลดหย่อนได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่
(7) กรณีผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม ให้หักลดหย่อนได้ทุกคนโดยเฉลี่ยค่าลดหย่อนตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง และไม่เกิน 100,000 บาท
(8) กรณีสามีภริยาร่วมกันกู้ยืมโดยสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวให้หักลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
(9) กรณีผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาได้สมรสกัน ให้ยังคงได้รับยกเว้นภาษีดังนี้
(ก) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับภาษีเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในปีภาษีที่ล่วงแล้วมาตามวรรคหนึ่งของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษี ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ ไม่เกิน 100,000 บาท
(ข) ถ้าต่างฝ่ายต่างยื่นรายการเกี่ยวกับภาษีเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ถือเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งตาม วรรคสามของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
(ค) ถ้าสามีภริยาตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกัน โดยถือเอาเงินได้พึงประเมินของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งตามวรรคสามของมาตรา 57 ฉ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท และได้รับยกเว้นภาษีส่วนของสามีหรือภริยา ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
(10) กรณีมีการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้เงินกู้ยืมระหว่างผู้ให้กู้ตาม (1) ให้ยังคงหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมดังกล่าวข้างต้น ให้หมายความรวมถึง ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย หรือห้องชุดด้วย ทั้งนี้ เฉพาะดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ยืมเพื่อชำระหนี้ส่วนที่ไม่เกินกว่าหนี้ที่ค้างชำระนั้น
ผู้มีเงินได้ต้องมีหนังสือรับรองตามแบบที่อธิบดีกำหนด จากผู้ให้ให้กู้ยืม เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการดังกล่าวนั้นด้วย
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 224 และ ฉบับที่ 226) )
1.7 เงินสมทบ ที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกันสังคมตามจำนวนที่จ่ายจริง ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ข้างต้นและความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วย สำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าวตามเกณฑ์ข้างต้น

1.8 ค่าลดหย่อนบิดามารดา กรณีผู้มีเงินได้และคู่สมรสที่มีเงินได้รวมคำนวณภาษี หรือคู่สมรสไม่มีเงินได้ อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ผู้มีเงินได้และ คู่สมรสมีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้คนละ 30,000 บาท ทั้งนี้ บิดาหรือมารดาของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส จะต้องออกหนังสือรับรองว่าบุตรคนใดคนหนึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเพียงคนเดียว

1.9 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้ เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คนละ 60,000 บาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการ และทุกพลพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดีประกาศกำหนด
การหักลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรม ให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะเดียว
ทั้งนี้ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ.2552 ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

    1.10 เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา  ได้แก่ เงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

1.11 การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการบริจาคเงิน ให้แก่กองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งขึ้น
ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่าย เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแล้ว ทั้งนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 217) )

1.12 การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวก และความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ

ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของเงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่าย เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแล้ว
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 214) )

1.13 การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของเงินที่ได้จ่าย แต่เมื่อรวมกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นสำหรับการจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแล้ว
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นต้นไป และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 209) )

   1.14 เงินบริจาค  เมื่อหักลดหย่อนต่าง ๆ หมดแล้ว เหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับ เงินบริจาค เงินบริจาคที่หักค่าลดหย่อนได้นั้นผู้มีเงินได้ต้องบริจาคเป็นเงินให้แก่การกุศลสาธารณะ โดยหักได้ เท่าจำนวนเงินที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว

การบริจาค ได้แก่
(1) การบริจาคเงินให้แก่วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล และสถานศึกษาของทางราชการ หรือองค์การของรัฐบาล สถานศึกษาเอกชน สถานสาธารณกุศล และกองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ (ต้องเป็นองค์การสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา)
(2) การบริจาคเงินให้แก่คณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างสวนสาธารณะเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวโรกาสพระชนมายุครบ 80 พรรษา
(3) การบริจาคเงินให้แก่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในโครงการปลูกป่าเทิดพระเกียรติเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 90 พรรษา
(4) การบริจาคเงินให้แก่กองทัพอากาศในโครงการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริฯ
(5) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา
(6) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50
(7) การบริจาคเงินให้แก่โครงการอาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชย์สมบัติครบ 50 ปี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
(8) การบริจาคเงินให้แก่โครงการสืบสานพระราชปณิธาน “กาญจนาภิเษก”
(9) การบริจาคเงินให้แก่โครงการร้อยใจช่วยเยาวชนไทยในภาวะวิกฤต
(10) การบริจาคเงินให้แก่โครงการโพธิ์ทองของชาวไทย
(11) การบริจาคเงินให้แก่โครงการปลูกป่าชายเลนถาวรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสทรงพระชนม์มายุ 72 พรรษา
(12) การบริจาคเงินให้แก่ส่วนราชการที่จัดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
(13) การบริจาคเงินให้แก่กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก และกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ
(14) การบริจาคเงินเพื่อการกีฬา ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อส่งเสริมการกีฬา คณะกรรมการกีฬาจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมกีฬาในจังหวัด สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการเพื่อการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน หรือสมาคมกีฬาสมัครเล่น
(15) การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติอื่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป โดยมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นตัวแทนรับเงิน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
2. การหักลดหย่อนในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี การหักลดหย่อนผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ 60,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีหรือภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี หรือภริยาแยกคำนวณเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ต่างหากจากสามี ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท และสำหรับการหักลดหย่อนบุตรและค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้อื่น ๆ ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่งตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกรณีเฉพาะในปีภาษีนั้น

3. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนผู้มีเงินได้และสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ บุตร และการศึกษาของบุตรของผู้มีเงินได้

4. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือนผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย

5. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้30,000 บาท

6. การหักลดหย่อนในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ให้หัก ลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในประเทศไทยคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท

มาลองพิจารณาเฉพาะการลดหย่อน LTF บ้าง 

LTF เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้น้อยลง และเป็นช่องทางช่องทางการ ประหยัดภาษี ที่มีข้อได้เปรียบมากกว่าการประหยัดภาษีแบบอื่น คือ

  • ไม่ต้องลงทุนยาวนานลงทุนเพียง 5 ปีปฏิทินก็สามารถไถ่ถอนคืนได้ หรือถ้าอยากลงทุนต่อก็ทำได้
  • ไม่มีข้อผูกพันว่าต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี ถ้าต้องการลดหย่อนภาษีปีไหนก็ค่อยลงทุนปีนั้น
  • มูลค่าที่สามารถลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 15%ของรายได้สูงสุดถึง 300,000 บาทต่อปี ดังนั้นใครที่เสียภาษีในอัตราที่สูงก็จะยิ่งได้ประโยชน์จาก LTF

ท่านสามารถเลือกใช้ โปรแกรมคำนวณภาษี  ของบลจ. ต่างๆที่เว็ปไซด์ของบลจ เพื่อคำนวณภาษีของที่ท่านจะประหยัดได้จากการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน LTF


ตัวอย่างเปรียบเทียบผู้ที่ซื้อ LTF กับไม่ซื้อ LTF

สำหรับผู้มีฐานภาษี 10% นายณัฐดนัย ยังโสด และมีรายได้ทั้งปี 300,000 บาท

วิธีคำนวณ
กรณีไม่ลงทุนใน LTF
กรณีลงทุนใน LTF
-บางส่วน
กรณีลงทุนใน LTF
-เต็มสิทธิ 15%
รายได้ทั้งปี
300,000
300,000
300,000
หัก ค่าใช้จ่าย (40%แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
60,000
60,000
60,000
คงเหลือ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
240,000
240,000
240,000
หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว
หัก ค่าซื้อหน่วยลงทุน LTF
30,000
30,000
10,000
30,000
45,000
รวมค่าลดหย่อนที่หักได้
30,000
40,000
75,000
คงเหลือเงินได้สุทธิ
210,000
200,000
165,000
ภาษีเงินได้ทั้งปี
11,000
10,000
6,500
สามารถประหยัดภาษีได้
1,000
4,500

สำหรับผู้มีฐานภาษี 30% นายปริญญา และมีรายได้ทั้งปี 1,500,000 บาท

วิธีคำนวณ
กรณีไม่ลงทุนใน LTF
กรณีลงทุนใน LTF
-บางส่วน
กรณีลงทุนใน LTF
-เต็มสิทธิ 15%
รายได้ทั้งปี
1,500,000
1,500,000
1,500,000
หัก ค่าใช้จ่าย (40%แต่ไม่เกิน 60,000 บาท)
60,000
60,000
60,000
คงเหลือ เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
1,440,000
1,440,000
1,440,000
หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว
หัก ค่าลดหย่อนคู่สมรส
หัก ค่าลดหย่อนบุตรกำลังศึกษา 1 คน
หัก ค่าซื้อหน่วยลงทุน LTF
30,000
30,000
17,000
30,000
30,000
17,000
100,000
30,000
30,000
17,000
225,000
รวมค่าลดหย่อนที่หักได้
77,000
177,000
302,000
คงเหลือเงินได้สุทธิ
1,363,000
1,263,000
1,138,000
ภาษีเงินได้ทั้งปี
248,900
218,900
181,400
สามารถประหยัดภาษีได้
30,000
67,500

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

พ.ร.บ. นิรโทษกรรม พ.ศ... "ฉบับสุดซอย" ร่างปี พ.ศ.2556

พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ..

จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม จนถึงเช้ามืดวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อพิจารณา1207616766_1ร่าง “พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ….” นั้น ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวในวาระที่ 3 ด้วยคะแนน 310 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ซึ่งมีรายละเอียดการแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ….

คงเดิม– มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ….”

คงเดิม– มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

แก้ไขเป็น– มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทำต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รวมทั้งองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

คงเดิม– มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้ที่กระทำการตามมาตรา 3 ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวนหรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ในกรณีที่บุคคลใดอยู่ระหว่างการรับโทษ ให้ลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวให้ผู้นั้น ทั้งนี้ ให้ทุกองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อกระทำการตามมาตรา 3 ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัดต่อไป

คงเดิม– มาตรา 5 การ นิรโทษกรรม ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับการ นิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง

คงเดิม– มาตรา 6 การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสินใจของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย

คงเดิม– มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ประเทศไทยมีกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้ว 22 ฉบับ

อย่างไรก็ตาม ในอดีตมีกฎหมาย นิรโทษกรรม 22 ฉบับ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 จนถึงปี พ.ศ.2550 พบว่าเหตุผลของการ นิรโทษกรรม เป็นการนิรโทษให้ผู้กระทำการปฏิวัติ/รัฐประหาร 11 ครั้ง นิรโทษให้ผู้ก่อกบฏ (รัฐประหารแล้วแพ้) 5 ครั้ง นิรโทษให้ประชาชน/นิสิตนักศึกษา 5 ครั้ง และอื่นๆ 1 ครั้ง (นิรโทษให้กับผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินสงครามญี่ปุ่น)

กฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง 22 ฉบับ มีทั้งที่ตราเป็นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และถ้อยคำบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ดังนี้

1. พระราชกำหนด นิรโทษกรรม ในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2475 ประกาศโดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในคราวที่คณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ โดยให้การกระทำทั้งหลายของคณะราษฎรที่เป็นการละเมิดกฎหมาย ไม่ให้เป็นการละเมิดบทกฎหมายใดๆ

2. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในการจัดการให้คณะรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2476 ออกโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา โดยคณะทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงพิบูลสงคราม และหลวงศุภชลาศัย ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจาก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476

3. พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดฐานกบฏและจลาจล พ.ศ.2488 ออกโดย นายควง อภัยวงศ์ มีการปลดปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมดเป็นอิสระ โดยผู้กระทำผิดจะได้ถูกฟ้องรับโทษตามคำพิพากษาแล้วหรือไม่ และไม่ว่าผู้กระทำผิดนั้นจะได้หลบหนีจากที่ใดไปยังที่ใดหรือไม่ ให้เป็นอันพ้นจากความผิดนั้นๆ ทั้งสิ้น

4. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการต่อต้านการดำเนินการสงครามของญี่ปุ่น พ.ศ.2489 ออกโดย นายปรีดี พนมยงค์ เป็นการยกโทษให้แก่ผู้ที่ต่อต้านญี่ปุ่นในครั้งที่ญี่ปุ่นเข้ามาไทย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

5. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำรัฐประหาร พ.ศ.2490 ออกโดย นายควง อภัยวงศ์ ในครั้งที่มีกลุ่มทหารนอกราชการที่นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ทำการรัฐประหาร พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แล้วให้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนิรโทษแก่ผู้ที่ทำการรัฐประหารในคราวนั้นทั้งหมด

6. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475 กลับมาใช้ พ.ศ.2494 ออกโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นการรัฐประหารของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรียกได้ว่าเป็นการ “รัฐประหารตัวเอง”

7. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในโอกาสครบ 25 พุทธศตวรรษ พ.ศ.2499 ออกโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากพระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนมาครบ 25 ศตวรรษ จึงมีการอภัยทานความผิดฐานกบฏจลาจลนั้นเพื่อไม่มุ่งหมายจองเวรแก่กัน จึงได้นิรโทษกรรมทั้งหมด

8. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2500 พ.ศ.2500 ออกโดย นายพจน์ สารสิน เป็นการรัฐประหาร จอมพล ป.พิบูลสงคราม นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อันเนื่องมาจากประชาชนไม่พอใจการเลือกตั้งที่ทุจริต และสมาชิกพรรคมนังคศิลาของ จอมพล ป. เสนอให้จัดการเด็ดขาดกับ จอมพลสฤษดิ์ ที่แถลงให้ จอมพล ป.ลาออกจากตำแหน่ง จอมพลสฤษดิ์จึงทำการรัฐประหารตัดหน้าเสียก่อน แล้วให้ นายพจน์ สารสิน ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดการเลือกตั้ง

9. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 พ.ศ. 2502 ออกโดย จอมพลถนอม กิตติขจร สืบเนื่องจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศยึดอำนาจอีกครั้ง โดยอ้างถึงเหตุความมั่นคงของประเทศซึ่งมีลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังคุกคาม ในการรัฐประหารในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการ “รัฐประหารเงียบ” หรือ “ยึดอำนาจตัวเอง” ออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาด ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 17

10. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 พ.ศ.2515 ออกโดย จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นการรัฐประหารอีกครั้งในประเทศไทยเพื่อยึดอำนาจตัวเอง โดยได้มีการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่ทำการรัฐประหารหรือร่วมทำการรัฐประหารพ้นจากความผิดทั้งสิ้น

11. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียนนิสิต นักศึกษา และประชาชน ซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516 พ.ศ.2616 ออกโดย นายสัญญา ธรรมศักดิ์ โดยเหตุที่นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนเดินขบวนเรียกร้องในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไทย 14 ตุลาคม 2516 ภายหลังจากเหตุการณ์จึงมีการนิรโทษกรรมทั้งหมด

12. พระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติที่ 36/2515 ลงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2515 พ.ศ. 2517 ออกโดย นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นการนิรโทษกรรมบุคคล โดยให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 36/2515 ที่ให้ควบคุมตัวนายอุทัย พิมพ์ใจชน นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ และ นายบุญเกิด หิรัญคำ

13. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 พ.ศ.2519 ออกโดย นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งมาจากเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐบาลในขณะนั้นคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช คุมสถานการณ์ไม่อยู่ คณะนายทหาร 3 เหล่าทัพและอธิบดีกรมตำรวจ นำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจการปกครองไว้ และให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และมีการนิรโทษกรรมสำหรับผู้ทำการรัฐประหารในคราวนั้น

14. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25 และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520 พ.ศ.2520 ออกโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จากเหตุการณ์กบฏในวันที่ 25 มีนาคม 2520 ซึ่งเป็นความพยายามก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร โดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ เมื่อคราวผ่านพ้นไปจึงได้มีการนิรโทษกรรมทั้งหมด

15. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พ.ศ.2520 ออกโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เนื่องมาจากการรัฐประหารนำโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐประหาร นายธานินท์ กรัยวิเชียร ซึ่งเป็นการกระชับอำนาจตนเอง ถือเป็นการรัฐประหารตัวเอง และได้นิรโทษกรรมทั้งหมด

16. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 พ.ศ.2521 ออกโดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โดยเห็นว่าหากมีการดำเนินคดีแก่ผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะทำให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีต้องเสียอนาคตในทางการศึกษาและการประกอบอาชีพยิ่งขึ้น จึงมีการนิรโทษกรรม

17. พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2524 พ.ศ.2524 ออกโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในเหตุการณ์ที่มีความพยายามจะรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.เปรม โดยเรียกชื่อกลุ่มว่า “ยังเติร์ก” แต่ไม่สำเร็จ หลังจากนั้น พล.อ.เปรม จึงได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ

18. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อความไม่สงบเพื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน ระหว่างวันที่ 8 และวันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 พ.ศ.2531 ออกโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากเหตุความพยายามรัฐประหารของนายทหารนอกราชการ เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “กบฏทหารนอกราชการ” หรือ “กบฏ 9 กันยาฯ” แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการนิรโทษกรรมเพื่อความสามัคคีของชนในชาติ

19. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการอันเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2532 ออกโดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายปราบปรามคอมมิวนิสต์

20. พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 พ.ศ.2534 ออกโดย นายอานันท์ ปันยารชุน จากการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ทำการรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยให้นิรโทษผู้ที่ร่วมในการรัฐประหารทั้งหมด

21. พระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2535 พ.ศ.2535 ออกโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ โดยให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้นพ้นผิดทั้งหมด ไม่ว่าจะประชาชนที่เข้าชุมนุม และทหารที่ทำการปราบปรามประชาชน

22. บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ในมาตรา 309 ที่ระบุ “บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้” ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ จากสาเหตุการรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เข้ายึดอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

ที่มา: http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=3349

สิทธิประโยชน์ของผู้ ว่างงาน

ตอนนี้ผมเป็นผู้ ว่างงาน พ้นสภาพการเป็นพนักงานบริษัท ที่ทำงานมา เป็นเวลา 10 ปี ออกมาเดินบนสายทางของความฝัน ทำให้สภาพการว่างงานเกิดขึ้นกับตัวเอง อย่างที่ใจต้องการ แต่การจะลาออก1366698041นั้น มีคำถามว่าเรามีสิทธิจะได้เงินจากนายจ้างหรือหน่วยงานของรัฐได้อีกหรือไม่

1. เงินที่นายจ้างพึงต้องจ่าย เมื่อหากพิจารณาจากนายจ้างกรณีที่ลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง หากวันลาพักร้อนเหลือ นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างแก่ลูกจ้างตาม มาตรา 67 ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างมิได้มีความผิดตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิ และรวมทั้งวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมตามมาตรา 30

2.เงินจากสำนักงานประกันสังคม หรือภาครัฐเป็นผู้จ่าย โดยหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ กรณี ว่างงาน ของสำนักงานประกันสังคม ดังนี้

หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ท่านมีสิทธิ คือ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณี ว่างงาน มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการ ว่างงาน (ถูกเลิกจ้างหรือลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา) โดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย

เงื่อนไขการเกิดสิทธิ

ต้องขึ้นทะเบียนผู้ ว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วันนับแต่วันที่ ว่างงาน โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน เพื่อเป็นการแสดงสิทธิ์ในเบื้องต้น
มีความสามารถในการทำงานและพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้
ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน
ต้องรายงานต่อเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
ผู้ที่ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี มีดังนี้
– ทุจริตต่อหน้าที่กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
– จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
– ฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณี ร้ายแรง
– ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันควร
– ประมาทเลินล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
– ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษา
– ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วัน ว่างงาน จากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย
– ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
สิทธิที่ท่านจะได้รับประโยชน์ทดแทน
กรณีถูกเลิกจ้าง
ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท

กรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลา
ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท

เมื่อผู้ประกันตนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (ลาออก) สามารถใช้สิทธิประกันสังคมต่อได้อีก 6 เดือน โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่าย (กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพและกรณีเสียชีวิต)
ประโยชน์ทดแทนทุกกรณีเมื่อมีสิทธิต้องยื่นเรื่องรับเงินภายใน 1 ปี เว้นแต่ กรณีว่างงานผู้ประกันตนจะต้องยื่นขึ้นทะเบียน ว่างงาน ที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ต้องยื่นสิทธิภายใน 30 วัน หลังจากถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน หากยื่นสิทธิเกินกว่า 30 วัน จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง และหากยื่นสิทธิเกินวันที่จะได้รับสิทธิไปแล้ว จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณี ว่างงาน
หมายเหตุ ในกรณียื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณี ว่างงาน เพราะเหตุถูกเลิกจ้าง หรือเหตุถูกเลิกจ้างและลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างเกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน แต่ในกรณียื่นขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณี ว่างงาน เพราะเหตุลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง เกินกว่า 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรวมกันไม่เกิน 90 วัน

หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน
แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)
บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
หนังสือรับรองการออกจากงานหรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงานของผู้ประกันตนออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส. 6 -09) กรณีที่ไม่มีสำเนา สปส.6-09 ก็สามารถไปขึ้นทะเบียนกรณี ว่างงาน ได้
หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน ผ่าน 9 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) KTB ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) BAY ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) BBL ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) SCB ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) TMB ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) TBANK ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) CIMB เดิมคือ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย IBANK
ขั้นตอนและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน
ต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ ว่างงาน ที่สำนักจัดหางาน กรมการจัดหางาน
กรอกแบบฟอร์มใบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณี ว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณี ว่างงาน พร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงาน (สปส 6-09) หรือ หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชี
เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการสัมภาษณ์/ตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติการทำงาน
เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานทำการเลือกตำแหน่งงานว่างให้เลือก 3 แห่ง ให้ผู้ประกันตนกรณีว่างงานได้พิจารณาหากยังไม่มีงานที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานจะประสานงานส่งฝึกอบรมแรงงานตามความจำเป็น แต่หากผู้ประกันตนกลับเข้าทำงานในสถานประกอบการ หรือปฏิเสธงานหรือปฏิเสธการฝึกงานที่จัดหาให้และไม่ไปรายงานตัวตามที่กำหนด สำนักงานประกันสังคมจะงดจ่ายประโยชน์ทดแทนทันทีเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกสถานะผู้ประกันตนกรณีว่างงานเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมดึงข้อมูลผู้ประกันตนกรณีว่างงานขึ้นมาวินิจฉัยตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิเมื่อคุณสมบัติครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมทำการโอนเงินทดแทนการขาดรายได้ตามสิทธิให้ผู้ประกันตน ผ่านทางบัญชีธนาคารของผู้ประกันตน เดือนละ 1 ครั้ง
หากผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนไม่พอใจคำสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
สำหรับผู้ประกันตนต่างด้าว
ด้วยสำนักงานประกันสังคม ได้จัดทำแนวปฏิบัติการพิจารณาวินิจฉัยประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานสำหรับผู้ประกันตนต่างด้าว

หลักเกณฑ์และเงื่อนไข
ผู้ประกันตนต่างด้าวต้องมีการนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยยกว่า 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนการ
ว่างงาน ไม่เป็นผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ (อายุยังไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์) เป็นผู้ว่างงาน
เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาสิ้นสุดลง
การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ประกันตนต่างด้าว
ตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริงการได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เช่น หลักฐานที่ได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย (Visa) วันสิ้นสุดของใบอนุญาตการทำงานหลักฐานใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานรรับรอง ฯลฯ หากพบว่าผู้ประกันตนไม่ได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ให้พิจารณาปฏิเสธการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตั้งแต่วันที่หลักฐานการได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย (Visa) สิ้นสุดลง
กรณีที่ได้รับแจ้งจากสำนักจัดหางานกรุงเทพเขตพื้นที่/สำนักงานจัดหางานจังหวัด/สาขา ว่าผู้ประกันตนต่างด้าวปฏฺิเสธการทำงานให้พิจารณาปฏิเสธการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตั้งแต่วันที่นายจ้างแสดงความประสงค์ว่าจ้างให้ผู้ประกันตนต่างด้าวทำงาน
กรณีผู้ประกันตนต่างด้าวได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ครบถ้วนแล้ว และมีสิทธิได้รรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานแต่ได้เดินทางออกจากประเทศไทย ให้ถือว่าผู้ประกันตนต่างด้าวมีสิทธิได้รับเงินประโยชน์ทดแทนนั้น ส่วนการสั่งจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานให้ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคม
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทน
แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)
หลักฐานการได้รับอนุญาตให้พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย (Visa)
หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
สำเนาใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางานรับรอง
สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ ซึ่งมีชื่อและเลขบัญชีของผู้ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนผ่าน 9 ธนาคาร มีดังนี้
1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) KTB
2. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) BAY
3. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) BBL
4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) SCB
5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK
6. ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) TMB
7. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) TBANK
8. ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) CIMB เดิมคือ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
9. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย IBANK (เริ่มใช้ 1 มกราคม 2550)

 

อ้างอิง: http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=874