Monthly Archives:' October 2013

อำนาจปกครองบุตร ที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

 

 อำนาจปกครองบุตร ที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน

อันว่าความรักที่เกิดขึ้น ขึ้นก่อให้ชีวิตคู่ ภายหลังการมีชีวิตคู่ การมีบุตรเป็นเรื่องปกติวิสัยของครอบครัว 4469-49แต่ใช่ว่าครอบครัวทุกครอบครัวจะสามารถลงเรือร่วมกันจนถึงฝั่งเสียทุกคู่ บางคู่อาจจะไม่ถึงฝั่งแห่งชีวิตก็มีอยู่บ่อยครั้งไป ดังนั้นปัญหาการหย่าร้างกันย่อมเกิดขึ้น

หากกรณีที่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ใครมีสิทธิในตัวบุตรดีกว่ากัน ระหว่างบิดากับมารดา ผู้เขียนขอเสนอหลักกฎหมายดังนี้ การพิจารณาว่าใครมีสิทธิในเด็กที่เกิดจากหญิงซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชายบิดาของเด็ก กฎหมายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงซึ่งเป็นมารดาเท่านั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1546 โดยในส่วนการใช้อำนาจในการปกครองมารดาแต่ผู้เดียวเป็นผู้ใช้ อำนาจปกครองบุตร ตามกฎหมายตามมาตรา 1566, มาตรา 1567

ปัญหาเพิ่มเติมหากบุตรนั้นได้รับการรับรองจากสามี อาจจะโดยการจดทะเบียนรับรองบุตร หรือสามียอมให้เด็กใช้ชื่อสกุลของตน ย่อมเป็นพฤติการณ์ทำให้บุตรนอกกฎหมายเป็นบุตรที่บิดาได้รับรองแล้ว มีผลเพียงถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรของบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ดังนั้นจึงถือได้ว่าบุตรนั้น เป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกเมื่อบิดาตายกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมเช่นเดียวกับทายาทโดยธรรมคนอื่นที่บิดารับรองหรือเป็นบุตรในการสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของบิดา การรับรองดังกล่าวไม่มีผลทำให้เป็นบิดาและบุตรกันตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1627, มาตรา 1629 (1) ดังนั้น อำนาจปกครองบุตร จะตกกับ มารดาแต่เพียงลำพัง

การกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท เป็นอย่างไร

อันว่าปากเป็นเอก เลขเป็นโท วาจาเป็นหนึ่งจะพาเจริญ หรือพาติดคุกนั้นก็แล้วแต่กิริยาวาจา ของแต่ละบุคคล  การกล่าวหาใส่ร้าย กล่าวโทษใส่ร้ายกันนั้น มีกันอยู่เนื่องๆ ประมวลกฎหมายอาญาได้998632_10152113433454008_1185085466_nกล่าวถึงความผิดในฐานหมิ่นประมาทไว้ใน 326 มีใจความดังนี้ “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังผู้นั้นกระทำความผิดฐาน หมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

การใส่ร้าย ใส่ความต่อผู้อื่นทั้ง คือการกล่าวร้ายให้ผู้ทีถูกกล่าวร้ายได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นกล่าวข้อความจริง หริอข้อความอันไม่จริง ขอให้เป็นการใส่ความ เหมือนสุภาษิตกฎหมายในเรื่อง หมิ่นประมาท ที่พูดกันมาติดปากของนักกฎหมาย ว่ายิ่งจริงยิ่งผิด แต่การกล่าวใส่ร้ายนี้ ต้องเป็นการใส่ร้ายที่เป็นไปได้จริง เช่น นาย ก. กล่าวกับนาย ข. ว่านาย ค. ยักยอกเงิน บริษัทฯ 10,000 บาท แต่ประเด็นสำคัญในการ หมิ่นประมาท คือ หมิ่นประมาท ต้องมีบุคคลที่สาม เพราะ การ หมิ่นประมาท ต้องเป็นการกล่าว “ใส่ความ” “ผู้อื่น”ต่อ “บุคคลที่สาม” ต้องมีบุคคลสามฝ่าย คือ 1) ผู้พูด 2) ผู้อื่น 3) บุคคลที่สาม แต่หากไม่มีบุคคลที่ 3 ก็ไม่มีความผิดฐานหมื่นประมาท เช่น นาย ก. พูดกับนาย ค. ว่ายักยอกเงิน บริษัทฯ 10,000 บาท กรณีอย่างนี้เป็นการเป็นการดูหมิ่น ไม่ใช่การ หมิ่นประมาท แต่อย่างใด เพราะว่าไม่มีบุคคลที่ 3  การ หมิ่นประมาท นั้น แม้ข้อความจะเป็นการ หมิ่นประมาท จะเป็นจริงก็ยังมีความผิด เช่น นายสมบูรณ์ บอกแก่กำนันว่า “นาย ค นี้มันยักยอกเงินบริษัทฯ 10,000 บาท แต่ไม่มีคนจับได้ ไม่มีหลักฐานเลยลอยนวล คนเลวๆ แบบนี้ไม่ควรอยู่กับองค์กร” แค่นี้ก็เป็นเป็นการ หมื่นประมาท แล้วถึงแม้จะมีการยักยอกจริง และผู้ถูกใส่ความต้องได้รับความเสียหายจากการกล่าวข้อความเช่นนั้น การเสียหาย นั้นอาจจะถูกเกลียดชัง ดูหมมิ่น ลดความน่าเชื่อถือหรือประการใดๆ เป็นไปในทางไม่ดีลดคุณค่า  ก็ผิดแล้ว

แต่ถึงแม้จะผิด แต่บางครั้งก็ไม่ต้องรับ โทษ เพราะ มาตรา 330 ในกร ณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็น หมิ่นประมาท นั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้อง รับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็น หมิ่นประมาท นั้นเป็นการใส่ ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน แต่การพิสูจน์ความจริงนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือคน หมิ่นประมาท เรื่องส่วนตัว เช่นนาย ก. เป็นเกย์ชอบเล่นชู้ นาย ข. ขี้กินเหล้าแล้วชอบเดินแก้ผ้าในบ้าน ฯลฯ ถึงแม้จะเป็นความจริง ผู้พูดก็ต้องรับโทษตามคดี หมิ่นประมาท เพราะศาลไม่ให้สิทธิในการพิสูจน์ความจริงในเรื่องส่วนตัว

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์โดยรวมนั้น ไม่ว่าจะเป็น บริษัทฯ ก. โกงเงินแผ่นดิน , บริษัทฯ ข ยัดเงินใต้โต๊ะ ประเด็นพวกนี้ศาลยอมให้พิสูจน์ เพราะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน

การ หมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา สำหรับโทษ หมิ่นประมาท ถ้าเป็นการ หมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา คือผ่านสื่อทั้งหลาย คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ยิ่งถ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550อีก คือถ้าส่งต่อข้อความหรือรูปภาพ Email ส่งต่อ ที่หมิ่นประมาทผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท ยิ่งถ้าเขียนข้อความทางเว็บไซต์หรือใส่ภาพตัดต่อลงในเว็บไซต์ทำให้ผู้อื่นเสียหาย คุณจะได้รับโทษจำคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท  ในส่วนการยื่นฟ้องทางแพ่งก็เป็นอีกโสตหนึ่ง นะครับที่สามารถเรียกร้องกันได้ตามกฎำหมาย

การคุ้มครอง เครื่องหมายการค้า ในตลาดมือสองหรือผู้ขายต่อ

การที่เจ้าของ เครื่องหมายทางการค้า ซึ่งได้จดทะเบียนไว้นั้น ได้ขายสินค้าแก่ผู้ซื้อของตน แต่art_578867ปัญหาก็คือ การขายต่อของผู้ซื้อจากผู้มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้า แล้ว ผู้ซื้อได้ ขายปลีกแต่ประชาชนต่ออีกทอด ปัญหาที่ควรศึกษาคือ การขายต่ออีกทอดนั้น ผิดหรือไม่ มีตัวอย่างพิพากษาเป็นตัวอย่างดังนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2817/2543 ซึ่งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า โจทก์ที่ 2 เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย ส่วนจำเลยเป็นผู้ซื้อสินค้าจากผู้ขายที่อยู่ในประเทศสาธารณรัฐสิงค์โปร์ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ด้วยเช่นกัน ว่า “ แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44 จะให้การคุ้มครองสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า คำว่า WAHL ตามที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการคุ้มครองโดยให้สิทธิแก่โจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้ เครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าปัตตะเลี่ยนตามที่ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งทำให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นนำ เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ 1 ไปใช้โดยมิชอบเท่านั้น และเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า เครื่องหมายการค้า หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายการค้า ของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า ของบุคคลอื่น ย่อมเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ของการใช้ เครื่องหมายการค้า ตามบทบัญญัติดังกล่าวคือ การใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าของเจ้าของ เครื่องหมายการค้า นั้นกับสินค้าของผู้อื่น และเพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็นของเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เจ้าของ เครื่องหมายการค้า ในการจำหน่ายสินค้าของตน เพราะการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเช่นนี้ ทำให้ประชาชนที่นิยมเชื่อถือในสินค้าและ เครื่องหมายการค้า ของเจ้าของ เครื่องหมายการค้า นั้นได้อาศัย เครื่องหมายการค้า ดังกล่าวในการพิจารณาเลือกซื้อ สินค้าของเจ้าของ เครื่องหมายการค้า นั้นได้ถูกต้องตามความประสงค์ของตน และการที่มีผู้ซื้อสินค้าของเจ้าของ เครื่องหมายการค้า เพื่อนำไปจำหน่ายต่อไปก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในการประกอบการค้า ดังนี้ เมื่อผู้ผลิตสินค้าที่เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า ได้จำหน่ายสินค้าของตนไปครั้งแรกซึ่งเป็นการใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ เครื่องหมายการค้า นั้นกับสินค้าของตนเพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าโดยได้รับประโยชน์จากการใช้ เครื่องหมายการค้า นั้นจากราคาสินค้าที่จำหน่ายไปเสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้ซื้อสินค้าซึ่งประกอบการค้าตามปกตินำสินค้านั้นออกจำหน่ายอีกต่อไป คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า สินค้าปัตตะเลี่ยนที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า WAHL ที่จำเลยนำเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 ตามใบขนส่งสินค้าขาเข้าหมาย จ 20 เป็น สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้าที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ 1 เช่นกัน กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 เข้ามาจำหน่ายโดยมิได้กระทำการใด ๆ โดยมิชอบไม่ว่าจะเป็นการปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า WAHL ของโจทก์ที่ 1 หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรจำหน่าย เสนอจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มี เครื่องหมายการค้า ปลอมหรือที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าว อันอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 109 และมาตรา 110 (1) หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 273 274 และมาตรา 275 แต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยซื้อสินค้าของโจทก์ ที่ 1 จากตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ที่ 1 ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น ก็เกิดจากการที่โจทก์ที่ 1 ได้ใช้สิทธิใน เครื่องหมายการค้า ของตนโดยใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเพื่อจำหน่ายโดยได้รับประโยชน์ตอบแทนในการขายสินค้านั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว นอกจากนี้เครื่องหมายการค้าคำว่า WAHL ที่ติดอยู่ที่สินค้าของโจทก์ที่ 1 นั้นยังคงเป็น เครื่องหมายการค้า ที่แสดงถึงแหล่งกำเนิดและความเป็นเจ้าของสินค้าของโจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ที่ 1 ได้ใช้ เครื่องหมายการค้า นั้นเพื่อจำแนกสินค้าของตนอยู่เช่นเดิม ดังนั้นโจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้จำเลยนำเข้าซึ่งสินค้าปัตตะเลี่ยนที่แท้จริงที่มีเครื่องหมายการคาของโจทก์ที่ 1 ซึ่งมิใช่เครื่องหมายการค้าปลอมหรือที่เลียเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 มาจำหน่ายในประเทศไทยได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้ เครื่องหมายการค้า อันเป็นการละเมิดสิทธิแต่ผู้เดียวของโจทก์ที่ 1 ”

โดยจะหลักการของ เครื่องหมายการค้า ซึ่งกฎหมายได้ให้ความหมายของ เครื่องหมายการค้า ไว้ในมาตร 4 พระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) ได้ให้ประโยชน์ของ เครื่องหมายการค้า ไว้ดังนี้  “ประโยชน์ประการที่สองก็คือ ถ้าเครื่องหมายการค้า ของท่านได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียน ท่านที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า นั้นเท่านั้นที่ เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า นั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้  ผลที่ตามก็คือ ท่านมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้า ของท่าน หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวได้ นอกเหนือจากการฟ้องคดีบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น”

พอจะกล่าวสรุปได้ว่า เครื่องหมายการค้า นั้น มีไว้เพื่อให้ผู้ซื้อทราบถึงชนิดสินค้า หากผู้ซื้อจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง ผู้ซื้อต่อไปเพื่อการจำหน่ายจ่ายแจก ก็ไม่มีความผิดในเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด แต่หากสินค้านั้น เป็นการละเมิด เครื่องหมายการค้า หรือปลอมแปลง เครื่องหมายการค้า หรือนำเข้า เครื่องหมายการค้า ซึ่งปลอมดัดแปลง หรือควรรู้ว่าปลอม ก็ยังต้องรับผิดต่อเจ้าของ เครื่องหมายการค้า ตามกฎหมายเช่นเดิมครับ แต่การกระทำผิดทางอาญานั้นต้องกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กรณีต้องรับผิดแม้กระทำโดยประมาท กรณีที่ ไม่มีเจตนาหรือไม่ทราบว่าสินค้าดังกล่าวเป็นการละเมิด เครื่องหมายการค้า ก็อาจจะใช้เป็นข้อต่อสู้ต่อเจ้าของ เครื่องหมายทางการค้า ได้เพราะขาดเจตนา            แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 2817/2543 ดังกล่าว แต่ถ้าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น แม้ผู้ซื้อมาจะมิได้ดำเนินการอย่างไรกับเครื่องหมายการค้าที่ติดมากับสินค้าก็ตามโอกาสที่จะพบสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นยิ่งมีมาก และถ้าสินค้ามีจำนวนมากเปอร์เซ็นต์ที่จะถูกจับกุมก็มีได้มากเช่นกัน ดังนั้นหากตำรวจจะจับกุมก็เป็นไปได้ด้วยเหตุผล ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องหาหลักฐานมาแสดงว่า ผู้ซื้อไม่มีเจตนาที่ขายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น  ความผิดฐานปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าหรือนำเข้ามาจำหน่าย หรือเสนอขาย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าปลอมหรือเลียนเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น

อีกทั้ง การละเมิด เครื่องหมายการค้า เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจจับกุมและเชิญผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาพิสูจน์ยืนยันได้หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงแจ้งความดำเนินคดีก็ได้

 

อ้างอิง: http://www.ipthailand.go.th/ipthailand/index.php?option=com_content&task=view&id=327&Itemid=197

ดู หนังโป๊online ผิดกฎหมายไหม

ดู หนังโป๊online ผิดกฎหมายไหม

อันว่าเรื่องเซ็กส์นั้น เป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว เพราะมันอยู่ในสายเลือด หรือใน420กรรมพันธุ์ของมนุษย์ก็ว่าได้ มนุษย์ทุกคนโดยธรรมชาติล้วนแสวงหาเซ็กส์ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่มนุษย์จะมีแรงขับดันตามธรรมชาติให้มีความรัก ความไคร่ นั้นก็เพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ความแปลกของมนุษย์มากกว่าสัตว์อีกอย่างคือ มนุษย์ส่วนใหญ่ในการปลุกเร้าอารมย์ความต้องการนั้น ก็ต่อเมื่อได้เห็นภาพเปลือยเปล่าของร่างมนุษย์ด้วยกันหรือการผสมพันของมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไปจึงไม่แปลกหรอกว่าจะมีการถ่ายภาพนิ่งหรือภาพเครื่องไหวในขณะมีเซ็กส์กัน เพื่อนำออกมาขายในเชิงธุรกิจ หรือจำหน่ายจ่ายแจกกัน โดยการกระทำดังกล่าวในบางประเทศนั้นไม่มีความผิด หรือกฎหมายอนุญาตให้กระทำได้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เช่นผู้เสพต้องอายุเกิน 18 ปีเป็นต้น

หันกลับมาดูในประเทศไทยกันสักนิดหนึ่ง ประเทศไทยนั้นก็มีข้อห้ามไว้อย่างเด็ดขาดในประมวลกฎหมายอาญาในการ การซื้อขายจำหน่ายจ่ายแจก แต่ไม่ได้ห้ามดูไว้ แสดงว่าดูได้ไม่ผิดกฎหมายแต่ห้ามจำน่าย จ่าย แจก

“มาตรา 287 ผู้ใด

1. เพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการจ่ายแจกหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกหรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาไป หรือยังให้พาไปหรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่อง หมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพหรือสิ่งอื่นใดอันลามก

2. ประกอบการค้า หรือมีส่วนหรือเข้าเกี่ยวข้องในการค้าเกี่ยวกับวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว จ่ายแจกหรือแสดงอวดแก่ประชาชน หรือให้เช่าวัตถุหรือสิ่งของเช่นว่านั้น

3. เพื่อจะช่วยการทำให้แพร่หลาย หรือการค้าวัตถุหรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้ว โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใด ๆ ว่ามีบุคคลกระทำการอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ หรือโฆษณาหรือไขข่าวว่าวัตถุ หรือสิ่งของลามกดังกล่าวแล้วจะหาได้จากบุคคลใด หรือโดยวิธีใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ”

จะเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา ไม่มีข้อกำหนดไว้เลยว่า การดูหนังโป๊ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ว๊าววว สบายใจ คอหนังโป๊แล้วเหละ แต่เดี๋ยวววววววววววววววววววววววววววว…. ช้าก่อนแล้วการดู หนังโป๊online ละ หรือแม้กระทั่วโหลด หนังโป๊ ผิดไหม ตอบเลยว่าถ้าโหลดมาเพื่อดู ไม่ได้จำหน่ายจ่ายแจกเพื่อน แค่ดูคนเดียว ประมวลกฎหมายอาญา บอกเลย ไม่ผิดดดดดดดดด เย้ๆๆ ดีใจ ๆ ใช่ไหมละครับ คอหนังโป๊online แต่ช้าก่อนนนนนนนนนนนนนนน อีกรอบ หุหุ ผมบอกว่าไม่ผิดประมวลกฎหมายอาญา แต่ว่าตั้งแต่ ปี.พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาได้มีการกำเนิด พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐  ซึ่งมีบทความผิดไว้ดังนี้

มาตรา 14 นำเข้า/ปลอม/เท็จ/ภัยมั่นคง/ลามก/ส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์

มาตรา 14 นำเข้า/ปลอม/เท็จ/ภัยมั่นคง/ลามก/ส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้  ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  1. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์   ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน   หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์   อัน เป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
  2. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
  3. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด  ๆ   อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร   หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
  4. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ  ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชน   ทั่วไปอาจเข้า ถึงได้
  5. เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)
             ดังนั้น การดู หนังโป๊online ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐  เพราะเนื่องด้วยไม่ได้นำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ที่ประชาชนเข้าถึง ดูเอง ไม่ผิดครับ

ข่มขืนกระทำชำเรา ตามกฎหมายแก้ไขใหม่ เกิดง่ายแต่โทษหนัก

  หลักกฎหมาย ข่มขืนกระทำชำเรา ตามกฎหมายแก้ไขใหม่      

เมื่อวันก่

อนได้ดูละครไทยแล้วพบเห็นฉากข่มขืนใจในละครของกระเอกกับนางเอกเลยมาลองนึกว่า เป็นไปได้ไหมว่าละครจะสะท้อนการกดขี่ข่มแหงใจในสังคมถือเป็นเรื่องปกติที่พระเอก นางเอกต้องข่มขืนกัน ทำให้วัฒนธรรมของเยาวชนเกิดการลอกเลียนแบบว่าเป็นพระเอกต้องข่มขืนใจนางเอกโดยไม่ได้ขืนอะไร แต่เมื่อผมลองพิจารณาในตัวบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้นการข่มขืนกระทำชำเรานั้นมีความรุนแรงและมีการตีความที่กว้างขวางไปกว่าเดิมมากซึ่งจากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเรา

ask20080422091853_lg

ย่อมเกิดความผิดในฐานนี้ง่ายขึ้นไปเหมือนกันชวนให้คิดต่อไปว่าจะมีใครตระหนักในปัญหาด้านการตีความของความผิดในฐานความผิดนี้ไหมน้อว่าถูกต้องความเหตุและผลแห่งความยุติธรรมหรือไม่

                  จากการได้มีความแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาตั้งแต่วันที่ ๒๐ ก.ย.๕๐ ใน กฎหมายอาญาในส่วนเกี่ยวกับความผิดทางเพศใน ๓ มาตรา ได้แก่ มาตรา ๒๗๖, ๒๗๗ และ ๒๘๖ โดยเป็นผลมาจากช่องว่างของกฎหมายในซึ่งบรรดานักกฎหมายได้มีการเห็นพ้องต้องการว่า คำนิยามในความหมายของการข่มขืนนั้นแคบเกินกว่าจะสามารถปรับใช้ได้กับสภาพสังคมในปัจจุบันซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางสังคมที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเรา ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗๖ เดิม  “ผู้ใด ข่มขืนกระทำชำเรา หญิงซึ่งมิใช่ภริยาตน ……….” ได้มีการตีความคำว่า “ ข่มขืนกระทำชำเรา ”  คือ กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศหญิงเท่านั้น และต้องเป็นหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของผู้กระทำด้วย  ซึ่งหมายความหากเป็นการ ข่มขืนกระทำชำเรา กับหญิงซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภริยาของผู้กระทำเองแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดตามมาตรานี้            จะเห็นได้ว่าบรรทัดฐานการตีความคำว่า “ กระทำชำเรา ” ในมาตรานี้มีความชัดเจนและเข้าใจตรงกันมาตลอด ที่บังคับใช้โดยทั่วกันในสังคม  แต่ผลจากการนำไปใช้มาเนิ่นนานทำให้เกิดช่องว่างอันควรได้รับการปรับปรุง ดังนั้นสภาพจึงได้มีการออกกฎหมายใหม่ได้บัญญัติว่า

ผู้ใด ข่มขืนกระทำชำเรา ผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่    สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบทถึงสี่หมื่นบาท

                        การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น  หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น

ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของกฎหมายใหม่ที่ทำให้เกิดความแตกต่างกับกฎหมายเดิมอย่างมาก คือ

๑.      วัตถุแห่งการกระทำ  ใช้คำว่า “ผู้อื่น”  ซึ่งจะเป็นหญิง  เป็นชาย หรือเพศที่สามที่ได้มีการแปลงเพศแล้วก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ผู้อื่น”  ไม่ได้จำกัดขอบเขตเหมือนกับกฎหมายเดิม  การกระทำกับหญิงซึ่งเป็นภริยาของผู้กระทำจึงเป็นความผิดตามกฎหมายใหม่ด้วย

๒.    การกระทำชำเรา    มีการให้คำจำกัดความไว้ในวรรคสอง  หมายความว่า   “การกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ  โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกับอวัยวะเพศ   ทวารหนัก  หรือช่องปากของผู้อื่น  หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น” จากความหมายของการกระทำชำเราตามกฎหมายใหม่     ผู้เขียนมีข้อสังเกตดังนี้

         ลักษณะของการกระทำความผิด  แบ่งแยกได้เป็น ๒ แบบ คือ

                        ลักษณะของการกระทำแบบแรก คือ การกระทำเกิดจากการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกับอวัยวะเพศของอีกฝ่ายหนึ่ง  ซึ่งถ้าการตีความอาจเป็นการใช้อวัยวะเพศของหญิงทำกับชาย หรือชายทำกับหญิง  หรือชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงก็น่าจะได้ เพียงแต่ขอให้เป็นการสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการสอดใส่อวัยวะเพศชายต่ออวัยวะเพศหญิง  หรือสอดใส่อวัยวะเพศชายกับทวารหนักของชายหรือหญิง  หรือสอดใส่อวัยวะเพศชายต่อช่องปากของชายหรือหญิง  การกระทำอาจเกิดการใช้อวัยวะเพศถูไถอันเป็นการสนองความใคร่ก็ย่อมจะเป็นการกระทำชำเราได้เช่นกัน

ลักษณะการกระทำแบบที่สอง  คือ การใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศ หรือทวารหนักของผู้อื่น สำหรับกรณีนี้  “การใช้สิ่งอื่นใด”  อาจจะเป็นการใช้ปากหรือมือกระทำกับอวัยวะเพศของอีกฝ่ายหนึ่ง  หรืออุปกรณ์  หรือวัตถุใดๆ กระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ซึ่งขอเพียงแค่เป็นการสนองความใคร่ของผู้กระทำ

 

บทสรุปและประเด็นปัญหา

เมื่อพิจารณา คำว่า  “เพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ”  นั้นเป็นการตีความที่ยังไม่มีบรรทัดฐานมาชี้วัดในรูปธรรม เพราะความใคร่ในนิยามของแต่ละคนนั้นอยู่ในนามของนามธรรม ความไคร่ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนความใคร่แค่กอดจูบก็พอแล้ว ความใคร่บางคนได้สัมผัสก็พอแล้ว ความใคร่บางคนต้องถึงขนาดสอดใส่อวัยวะเพศ ดังนั้น บรรทัดฐานและนิยามแห่งความใคร่ไม่เท่ากัน ศาลก็เป็นมนุษย์ย่อมมีบรรทัดฐานแห่งความใคร่ไม่เท่ากัน การที่จะตีความเพียงแค่ว่า คือ ผู้กระทำมีความสุขทางใจหรือต้องสุขทั้งกายและใจ นั้นก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าสุขเพียงใด มากน้อยแค่ไหน กฎหมายมาตรานี้จึงน่าจะมีปัญหาในการตีความในอนาคตที่ นักกฎหมายย่อมต้องถกเถียงกัน ดังนั้นผู้ที่คิดว่าจะกระทำความผิดในฐานความผิดด้านนี้ต้องตระหนักให้จงหนักว่า ไม่มีบรรทัดฐานที่มีมาตรฐานชัดเจนเหมือนดั่งสมัยก่อน ความผิดในฐานความผิดด้านนี้จึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าแต่ก่อน ซึ่งหากเมื่อพิจารณาจากหลักการที่ความผิดด้านนี้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าแต่ก่อน ศาลต้องควรมีอำนาจพิจารณาโทษหนักเบาในแต่ละข้อเท็จจริงแห่งความผิด การที่มีโทษขั้นต่ำไว้นั้น เป็นความไม่ยืดหยุ่นของกฎหมายที่ไม่อาจปรับใช้ในทุกกรณีอย่างเหมาะสม ไม่อาจกำหนดโทษได้อย่างเหมาะสม จึงจะทำให้ความยุติธรรมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในสังคม แต่ก็นั่นเหละครับ..

 

sexual-assault

ความผิดฐาน แข่งรถในทางหลวง

ความผิดฐาน แข่งรถในทางหลวง

เมื่อคืนเห็นเด็กแว๊นๆๆๆ ขับรถร่อนไปร่อนมา แถวถนนพระราม3 ก็ชวนให้คิดถึงตัวเองสมัยเป็นหนุ่มยิ่ง กำลังคะนอง ไม่กลัวตาย ขอให้สายลงกรอกหน้า ก็สบายใจแล้ว แต่เด็กแว๊น จะสมัยก่อนกับสมัยนี้มีความแตกต่างกันมากมาย สมัยก่อนไม่ได้ ดิบ เถื่อนขนาดนี้ สมัยนี้ อึ๊บ!! ดิบจริงๆ สมัยอยู่บ้านนอกด้วยความที่ขับมอร์ไซร์ก็แว๊นไป แว๊นมาสาวๆ เห็นแล้วต้องเหลียวมีรถแรง แต่มาย้อนคิดวันนี้แล้ว

crความคุ้มค่าไม่มีเลย ดังนั้น เลยนึกย้อนคิดว่า เด็กแว๊นนี้ หากมองเฉพาะพรบ. จราจร กฎหมายนั้นมีความผิด ในกรณี แข่งรถในทางหลวงเช่นไร  เมื่อลองค้น ฏีกา ก็จะพบว่า การแข่งรถ  การขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 และอีกฐานความผิดหนึ่งก็คือ ผิดฐานแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 เอ๊า… มาลองดูตัวอย่างกันไหมว่า .. ฏีการความผิดเรื่องนี้ ท่านว่าไว้อย่างไรบ้าง..

ฏีกาเฉพาะเรื่อง ความผิดฐานแข่งรถในทาง มาตรา 134 

พิพากษาฎีกาที่ รายละเอียด 77/2549 จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรและขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของบุคคลอื่นกับการที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันโดยจำเลยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งขันกันตามถนน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องต่างกรรมกัน และความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเกิดขึ้นเป็นความผิดทันทีก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

10544/2546 การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนน โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือให้แข่งรถได้จากเจ้าพนักงานจราจรโดยชอบด้วยกฎหมาย กับการที่จำเลยขับรถด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเป็นเหตุให้ ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย จำเลยกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือขับรถจักรยานยนต์แข่งกันไปตามถนนโดยใช้ความเร็วสูงและเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและ ทรัพย์สินเสียหาย ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

4773/2539 รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานแข่งรถ ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานจราจร เป็นทรัพย์สินซึ่งใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งให้ริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

4772/2539 รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดฐานแข่งรถ ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรเป็นทรัพย์สินซึ่ง ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งให้ริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

4390/2539 ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง นอกจากจะเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากการ งดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือไม่ได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากเจ้าพนักงานจราจรแล้ว ยังเป็นความผิดเพราะกระทำ คือการแข่งรถด้วย รถจักรยานยนต์ของกลางที่ใช้ในการแข่งรถใน ทางจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลมีอำนาจสั่งริบได้

2380/2539 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์แข่งในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึด รถยนต์ดังกล่าวเป็นของกลาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริง จึงฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้องและคำให้การของจำเลยว่ารถยนต์ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจพิพากษาริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

6674/2538 ในความผิดฐานแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134 รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งถือเป็น ทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดสมควรริบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

6227/2538 โจทก์บรรยายไว้ในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจา ของโจทก์ว่าจำเลยแข่งรถโดยใช้รถจักรยานยนต์ของกลาง แข่งกับรถอื่น และเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ พร้อม รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ซึ่งจำเลยได้ใช้ ในการกระทำ ความผิดเป็นของกลาง โดยโจทก์ได้อ้าง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และมีคำขอให้ริบ รถจักรยานยนต์ ของกลางด้วย เมื่อโจทก์ยื่นบันทึกการฟ้องคดีอาญา ด้วยวาจาต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้บันทึกคำฟ้องคดีอาญา ด้วยวาจาในบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 20 ซึ่งเป็น แบบพิมพ์ ของศาล แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้บันทึกข้อที่โจทก์ขอให้ ริบทรัพย์ไว้ด้วย ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจ บันทึกไว้เท่าที่เห็นว่าจำเป็น กรณีถือได้ว่าบันทึกการฟ้อง คดีอาญาด้วยวาจาที่โจทก์ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่ง แห่งบันทึกคำฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาของศาล จึงไม่เป็นเหตุให้ฟ้องบกพร่องถึงกับจะถือว่าโจทก์ ไม่ได้ขอให้ริบของกลาง จำเลยแข่งรถโดยใช้รถจักรยานยนต์แข่งกับรถอื่น ในทางสาธารณโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ จึงเป็น ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด แม้พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 จะไม่มีข้อบัญญัติให้ริบทรัพย์ ดังกล่าว ศาลก็มีอำนาจริบรถจักรยานยนต์ได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17, 33(1)

3338/2538 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 134 วรรคสอง, มาตรา 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ให้รอการกำหนดโทษและคุมประพฤติ ไว้ ส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ริบ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชน และครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง เป็น การแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 124 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จำเลยทั้งสี่ฎีกา ขอให้ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางเป็นการขอแก้ไขดุลพินิจของ ศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายดังกล่าว

478/2538 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์แข่งกับรถจักรยานยนต์ คันอื่นเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ คดีฟังเป็นยุติได้ตามคำฟ้อง คำให้การจำเลย ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางได้ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 จำเลยจะฎีกาว่ารถจักรยานยนต์ของกลาง มิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้

 

พินัยกรรม นั้นคืออะไร

หลักทั่วไปในการทำ พินัยกรรม

P1080128xโดยปกติแล้วเมื่อผู้ใดเสียชีวิตลง มรดกของบุคคลนั้นย่อมจะตกแก่ทายาท เช่น บิดา
มารดา บุตร สามีหรือภรรยาเป็นต้น แต่ถ้าก่อนที่บุคคลนั้นจะเสียชีวิตลงเขาอาจจะทำ
พินัยกรรม ยกทรัพย์สินของเขาให้แก่ผู้ใดก็ได้ ไม่จำเป็นว่าบุคคลที่มีสิทธิรับพินัยกรรมจะต้อง
เป็นทายาทเสมอไป
การ ทำพินัยกรรม เป็นเรื่องที่เราประสงค์จะให้ทรัพย์สินของเราตกแก่ใครเมื่อเรา
ตายไปแล้ว แตกต่างจากการที่เราจะยกทรัพย์สินให้แก่ผู้อื่นในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ หากว่า
เราประสงค์ที่จะยกทรัพย์สินของเราให้แก่ผู้ใด เมื่อเราตายไปแล้วเราเรียกว่า พินัยกรรม
ซึ่งต้องทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายเรากำหนด

1. ลักษณะของพินัยกรรม
พินัยกรรม คือการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตน
หรือในเรื่องต่าง ๆ ที่จะเป็นผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตาย
พินัยกรรม เป็นการแสดงเจตนาที่ประสงค์ให้มีผลเมื่อตนเองตายไปแล้ว ซึ่งจะยก
ทรัพย์สินให้แก่ใครก็ได้ หรือให้ผู้ใดเข้ามาจัดการทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดของตนก็ได้ แต่
จะทำให้ พินัยกรรม นั้น มีผลบังคับไปถึงทรัพย์สินของผู้อื่น ที่มิใช่ของตนนั้นย่อมทำไม่ได้ เช่น
นายแดงทำ พินัยกรรม ว่า เมื่อตนเองตายจะขอยกที่ดินของนายขาว ซึ่งเป็นพี่ชายตนให้แก่
นางเหลือง ซึ่งเป็นการยกทรัพย์สินของผู้อื่นให้แก่นางเหลือง กรณีเช่นนี้ ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่
ทรัพย์สินของตน เอกสารที่มีข้อความเป็น พินัยกรรม แม้ไม่มีคำว่าเป็น พินัยกรรม ก็ถือว่าเป็น
พินัยกรรม มีผลให้ได้ แต่ถ้ามีคำว่า พินัยกรรม แต่ไม่มีข้อความว่า พินัยกรรม ให้มีผลบังคับ
เมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็น พินัยกรรม เช่น สมชายเขียนหนังสือไว้ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปขอทำ
พินัยกรรม ยกเงินสดให้แก่นายเจริญ 5,000 บาท ดังนี้ถือว่าไม่ใช่ พินัยกรรม เพราะไม่ประสงค์
จะให้นายเจริญได้รับเงินเมื่อหลังจากที่นาย สมชายตายไปแล้ว
การพิจารณาว่าเป็น พินัยกรรม หรือไม่ ต้องมีข้อความกำหนดการเผื่อตายในเรื่องของ
ทรัพย์สินของผู้ตายว่าให้ตกเป็นของใคร หรือให้จัดการอย่างไรเมื่อผู้ทำ พินัยกรรม ตายไปแล้ว หากมีข้อความดังกล่าวก็เป็น พินัยกรรม โดยไม่ต้องระบุว่าเป็น พินัยกรรม
การทำ พินัยกรรม อาจไม่ใช่เรื่องการยกทรัพย์สินให้ผู้ใดก็ได้ แต่อาจเป็นเรื่องอื่น ๆ ที่
ให้มีผลตามกฎหมายก็ได้ เช่น เมื่อตนเองตายไปแล้วขอยกปอดให้แก่โรงพยาบาลศิริราชหรือ
ให้จัดงานศพของตนอย่างง่าย ๆ ดังนี้ก็เป็น พินัยกรรม เช่นกัน ดังนั้น การทำพินัยกรรมนั้น คือคำสั่งเสียของผู้ตาย ซึ่งจะเรียกผู้ตายว่าเจ้ามรดก และเรียกผู้รับมรดกว่าเป็นทายาท โดย พินัยกรรม เป็น ประเภทหนึ่งของ นิติกรรม เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว แต่ก็เป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวแบบมีผู้สนองเจตนา

2. ข้อพิจารณาในการทำ พินัยกรรม
ผู้ที่ทำ พินัยกรรม ได้ต้องมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์  จึงมีสิทธิตามกฏหมายในการทำ พินัยกรรม
หากอายุต่ำกว่า 15 ปีทำ พินัยกรรม ถือว่า พินัยกรรม นั้นใช้ไม่ได้ ( พินัยกรร มนั้นไม่มีผล) หรือ ตาม
กฎหมายเรียกว่า เป็นโมฆะนั่นเอง นอกจากนั้นบุคคลใดที่ศาลได้มีคำสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความ
สามารถแล้ว ก็ไม่สามารถทำ พินัยกรรม ได้เช่นกัน หากฝ่าฝืนทำ พินัยกรรม ขึ้นมาผลก็คือ พินัยกรรม นั้นใช้ไม่ได้หรือตามกฎหมายเรียกว่าเป็นโมฆะเช่นกัน

3. แบบพินัยกรรม
การทำ พินัยกรรม นั้น ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นไม่ถือว่าเป็น พินัยกรรม
พินัยกรรม นั้นมีอยู่ 6 แบบด้วยกันคือ
1. พินัยกรรม แบบเขียนเองทั้งฉบับ
2. พินัยกรรม แบบธรรมดา
3. พินัยกรรม แบบเอกสารฝ่ายเมือง
4. พินัยกรรม แบบเอกสารลับ ซึ่ฃจะต้องไปทำต่อหน้านายอำเภอเช่นกัน
5. พินัยกรรม แบบทำด้วยวาจา ซึ่งจะทำ พินัยกรรม แบบนี้ได้นั้นต้องมีพฤติการณ์พิเศษ
ที่ไม่สามารถทำพินัยกรรมแบบอื่นๆ ได้ เช่น ตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย มีโรคระบาด หรือ
มีการทำสงครามกันอยู่
6. พินัยกรรม ทำในต่างประเทศ และ พินัยกรรม ทำในภาวะการรบหรือสงคราม

                    พินัยกรร มแต่ละแบบมีลักษณะแตกต่างกัน ผู้ทำ พินัยกรรม สามารถเลือกทำตามแบบใด
ก็ได้แล้วแต่ความพอใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าข้อความในพินัยกรรมต้องเป็นเรื่องกำหนดการเผื่อตาย
เอาไว้ มีข้อความเป็น พินัยกรรม และต้องคำนึงถึงความสามารถของผู้ทำ พินัยกรรม ด้วย แต่
 พินัยกรรม ที่สามารถทำได้อย่างไม่ยุ่งยากมี 2 แบบ ซึ่งเราจะศึกษากันในเรื่อง พินัยกรรม ชาวบ้านนี้
ก็คือ พินัยกรรม แบบเขียนเองทั้งฉบับ และแบบธรรมดา  

เช่าซื้อคืออะไร

สัญญา เช่าซื้อคืออะไร แตกต่างจาก สัญญาลิสซิ่ง อย่างไร

DSC_0572

การจัดการทางการเงินที่ดี คือ การมีเงินพอใช้ในกรณีจำเป็น แต่ถ้าหากเรามีเงินไม่พอที่จะซื้อสินค้า หรือสิ่ง ที่เราต้องการ และมีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหรือใช้ เราสามารถใช้บริการสินเชื่อประเภทเช่าซื้อ หรือ ลีสซิ่งได้ เพื่อให้ได้สินค้านั้นมาใช้ก่อนโดยที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของ การเช่าซื้อหรือลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจของเรา โดยที่เรายังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนใหญ่ในคราวเดียว แต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่อง หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรืออีกนัยหนึ่ง วิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง เลือกสินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) หรือ ลีสซิ่ง (Leasing)

เชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของเราจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบ กล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างเราและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นเราสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้นมาใช้งานได้ก่อน แต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นมาเป็นของเรา เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น  โดยในระยะเวลาการผ่อนชำระนั้น ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้ เพราะโดยหลักกฎหมายเมื่อผ่อนครบกำหนด กรรมสิทธิในทรัพย์จะโอนทันที แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือ ในระหว่างผ่อน ผู้ผ่อนชำระผ่อนไม่ไหว จะมีการขายสิทธิการผ่อนให้แก่บุคคลอื่น ขอให้จำไว้ว่ากรรมสิทธไม่ใช่ของผู้ผ่อนจนกว่าจะผ่อนหมด หากนำทรัพย์สินที่เช่าออกขายต่อคือการขายทรัพย์สินของบุคคลอื่น มีความผิดในฐานยักยอกทรัพย์ ติดคุกง่ายๆ แบบไม่รู้ตัว

ลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ เราจะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า เราสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ ต่อสัญญาเช่า หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับ ผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าทรัพย์สินในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

– ข้อดี/ข้อเสีย ของห้างหุ้นส่วน – ขั้นตอนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน(BOI) – ความผิดฐานแท้งลูก พ.ศ. 2556 – ชนิดของหุ้นบริษัท – การออกใบอนุญาตและระเบียบเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพระราชบัญญัติโรงงาน – visa คือ ? – เงินทดแทนคืออะไร – หลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย – เขตการลงทุนธุรกิจ BOI – ค่าใช้จ่ายการทำธุรกิจในประเทศไทยด้านภาษี

 

ปรับปรุงบทความจาก : http://www.bot.or.th/Thai/FinancialLiteracy/credit/Pages/Leasing1.aspx

 

ปรึกษากฎหมายในประเทศไทยอันเกี่ยวกับการ หย่าร้าง

หย่าร้าง

การหย่าร้าง ในประเทศไทย

กฎหมายในประเทศไทยเกี่ยวกับการ หย่าร้าง

กว่าจะรักกันได้ ก็ย่อมใช้เวลา แต่พอเลิกรัก ก็ย่อมมีการเลิก หย่าร้าง ส่วนการเลิกล้างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เพียงพอจะบอกเลิกแล้วจบกันไป การเลิกรัก เลิกล้างโดยลักษณะตามกฎหมายไทยนั้น ต้องมีขั้นตอนยุ่งยากมากมาย ทั้งสินส่วนตัว สินสมรส ที่จะต้องนำมาขบคิดพิจารณากันภายหลังเลิกล้างจากลา

ลักษระทั่วไปในการหย่าร้าง

การหย่าร้างนั้น กระบวนการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ การขอหย่าก็อาจจะมีความยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกเล็กน้อย มีปัจจัยหลายประการที่จะเข้ามามีบทบาทเมื่อมีการประเมินว่าจะ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะ หย่าร้าง โดยชอบด้วยกฏหมายในประเทศไทย โดยปกติแล้วอาจกล่าวได้ว่า ถ้าปัจจุบันท่านหรือคู่สมรสของท่านอาศัยอยู่ในประเทศไทย ท่านสามารถยื่นฟ้องหย่าในประเทศไทยได้ ถ้าทั้งสองฝ่ายขอ หย่าร้าง ร่วมกัน การดำเนินการหย่าก็ค่อนข้างเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สมัครใจ หรือไม่สามารถเข้าร่วมในการดำเนินคดีหย่าได้ กระบวนการทางกฏหมายก็อาจเกิดความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งโดยปกติแล้วจะมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือบริการทางกฏหมายของ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฏหมายเพื่อแนะนำท่าน ในการดำเนินขั้นตอนซึ่งมีความซับซ้อนนี้ เรามีความรู้และความเข้าใจในตัวแปรหลายๆประการที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งเกิดขึ้นในการดำเนินคดีหย่าที่มีความยุ่งยากซับซ้อน และทนายความด้านการหย่าของเราจะให้บริการในลักษณะ ที่เป็นการเฉพาะบุคคล เพื่อให้ตรงตามความต้องการที่เป็น การเฉพาะของแต่ละท่าน

กรณีที่คู่สมรสยอมหย่าด้วยดี

ถ้าก่อนหน้านี้ท่านได้จดทะเบียนสมรสไว้ที่สำนักงานเขตในพื้นที่ (เขตหรืออำเภอ) ท่านอาจจะดำเนินการ จดทะเบียนหย่า ได้ ในประเทศไทย การดำเนินการหย่าที่สำนักงานเขตในพื้นที่นั้นกำหนดไว้ว่าท่านและคู่สมรสของท่านจะต้องไม่มีข้อโต้แย้งเรื่องการปกครองบุตรหรือทรัพย์สิน ( “ การหย่าที่ไม่มีการโต้แย้ง ” ) ถ้ามีสินทรัพย์ที่จะต้องแบ่งกันหรือในเรื่องที่เกี่ยวกับการปกครองบุตร ขอ แนะนำให้มีนักกฏหมายไปร่วมในการดำเนินการหย่าในลักษณะนี้ด้วย โดยปกติแล้วการเขียนสัญญาการหย่าไว้ล่วงหน้าจะเป็นการดี เมื่อจดทะเบียนหย่า เจ้าพนักงานจะถามคำถามท่านเกี่ยวกับแผนการในอนาคตของท่าน สถานการณ์ด้านการเงินและบุตร (ถ้ามี) และจะให้ท่านกรอกแบบฟอร์มที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในการหย่าและเรื่องอื่น ๆ โดยในการหย่านั้นจะต้องมีพยานรับรองจำนวนสองคน

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่ามีการโต้แย้งการหย่า คู่กรณีจะต้องดำเนินการผ่านระบบศาล โดยในการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอหย่านั้น โจทก์หรือจำเลย (หรือทั้งสองคน) จะต้อง เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

กรณีที่ ถ้า คู่สมรสไม่ยอมหย่าด้วยดี ต้องฟ้องหย่าละ ??

ถ้าภรรยาหรือสามีไม่ยินยอมหย่า ท่านจะต้องยื่นมูลฟ้องต่อศาล ในการดำเนินการหย่าในกรณีนี้ ตามระเบียบการดำเนินการหย่าแล้ว ท่านจะต้องอ้างมูลเหตุในการหย่าและท่านจะต้องมาแสดงตัวต่อศาลด้วยตนเอง โดยทั่วไปแล้วมูลเหตุในการหย่าจะขอกล่าวไว้

* แยกกันอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี

* คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทอดทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งนานกว่าหนึ่งปี

* สามีมีหรือภริยาอุปการะเลี้งยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี

* สามีเป็นชู้หรือภริยามีชู้

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กระทำความผิด (ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาหรือไม่)

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถูกจำคุกเป็นเวลาเกินหนึ่งปี

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจอีกฝ่ายหนึ่ง

* ไม่เลี้ยงดู อุปการะ คู่สมรส ตามสมควร

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีความวิกลจริตที่ไม่อาจรักษาได้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

* คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความประพฤติที่ไม่ดี

* คู่สมรส ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้

* คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณีได้ฉันท์สามีภรรยา

จะเป็นอย่างไรถ้าคู่สมรสของข้าพเจ้าหรือข้าพเจ้าอยู่ในต่างประเทศ

ถ้าไม่มีการโต้แย้งการหย่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาที่ที่ทำการอำเภอเพื่อจดทะเบียนหย่าถ้าท่านสมรสและคู่สมรสของท่านไม่เห็นชอบกับการหย่าในประเทศไทย ท่านจะต้องขอคำตัดสินจากศาล ถ้าท่านอยู่ในต่างประเทศ ทนายความสามารถยื่นฟ้องหย่าแทนท่านได้ อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องมาด้วยตนเองเมื่อศาลพิจารณาการฟ้องหย่า ถ้าคู่สมรสของท่านไม่มาแสดงตัวหรือไม่กลับมายังประเทศไทยเพื่อโต้แย้งการหย่า ท่านยังสามารถดำเนินการได้ โดยที่มีเงื่อนไขว่าคู่สมรสของท่านต้องได้รับแจ้งถึงการดำเนินการหย่าอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว จะต้องยื่นขอหมายจากศาลไทย ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และอาจอนุญาตให้ดำเนินการอย่างอื่น (อย่างเช่น โดยการลงประกาศ) ในบางสภาพการณ์ ถ้าคู่สมรสของท่านไม่ตอบหมายศาลจะมีการดำเนินคดีหย่าโดยถือเป็นการผิดนัด

ข้อควรรู้เรื่องสินส่วนตัวหรือสินสมรส

ลักษระของสินส่วนตัว กับสินสมรสในประเทศไทยนั้น ได้กำหนดที่เกี่ยวข้องกับ “ สินสมรส ” เมื่อคู่สมรสจะหย่ากันในประเทศไทย ทรัพย์สินส่วนบุคคล (สินส่วนตัว) ซึ่งได้แก่สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองมาก่อนการสมรส โดยปกติแล้วจะยังคงเป็นทรัพย์สินของผู้เป็นเจ้าของ สินทรัพย์และทรัพย์สินที่ถือครองในระหว่างการสมรสนั้นโดยทั่วไปแล้วจะถือเป็นสินสมรสโดยที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ กฎซึ่งเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินนั้นมีความซับซ้อนและศาลไทยจะเป็นผู้แบ่งทรัพย์สินตามกฏหมายตามข้อเท็จจริงแต่ละประการในคดีหนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรส ไม่ว่าที่เกี่ยวกับครอบครัว การรักษาพยาบาลหรือการศึกษานั้นโดยทั่วไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของทั้งสองฝ่าย

ลักษณะของสินส่วนตัวคืออะไร

อันว่าสินส่วนตัวนั้น กฎหมายไทยได้อนุญาตให้มีการทำสัญญาก่อนการสมรสได้โดยที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดวิธีปฏิบัติในกฏหมายไทย สัญญาก่อนการสมรสที่จัดทำขึ้นอย่างถูกต้องนั้นโดยปกติแล้วจะถือเป็นสัญญาที่มีผลใช้ได้ตามกฏหมายในเขตอำนาจศาล ในการที่จะให้สัญญาก่อนการสมรสมี ผลตามกฏหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับ การสมรสที่จดทะเบียนในประเทศไทยนั้นจะต้องให้ทั้ง สองฝ่ายลงชื่อในสัญญา ตลอดจนมีพยานสองคนด้วย และจะต้องยื่นต่อสำนักงานเขตในพื้นที่ไว้เป็นการล่วงหน้า
ดังนั้นการที่จะมีสินส่วนตัว ต้องดำเนินการจดทะเบียนกันไว้ก่อน เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว ภายหลัการหย่าร้างก็จะต้องพิสูจน์สิทธิ์ในทรัพย์สินว่า เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

ข้อสัญญาที่กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว

นิติกรรมฝ่ายเดียวกับนิติกรรมสองฝ่ายแตกต่างกันอย่างไร

คำเสนอใดซึ่งผู้เสนอมีความประสงค์จะให้มีนิติสัมพันธ์ กล่าวคือให้มีความผูกพันได้ตามกฎหมายแล้ว หากมีการสนองรับขึ้นมาเมื่อใด ย่อมเกิดเป็นสัญญาขึ้นตั้งแต่เมื่อนั้น เช่นคำเสนอที่กระทำแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าหรือทางโทรศัพท์ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการกระทำคำเสนอแก่บุคคลที่อยู่ห่างไกลกันโดยระยะทาง จะเกิดสัญญาขึ้นก็ต่อเมื่อคำบอกกล่าวสนองได้ไปถึงผู้เสนอแล้ว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361) หลักของไทยตามมาตรา 361 นี้ต่างกับหลักของอังกฤษ ซึ่งถือว่าการทำคำสนองรับคำเสนอของผู้ที่อยู่ห่างไกลนั้น หากคำเสนอมิได้ระบุวิธีการสนองรับอย่างไรไว้โดยเฉพาะแล้ว ผู้สนองอาจส่งคำบอกกล่าวสนองรับโดยทางไปรษณีย์หรือโทรเลขก็ได้ และในกรณีเช่นนี้ถือว่าคำเสนอนั้นได้มีการสนองรับตั้งขณะที่ได้ส่งคำสนองรับนั้นทางไปรษณีย์หรือโทรเลขแล้ว (Adams v. Lindsell (1818) 1 B & Ald. 681)

คำเสนอนั้นไม่จำต้องทำแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ คำเสนออาจทำแก่บุคคลใด ๆ ทั่วไปก็ได้ เช่น คำมั่นว่าจะให้รางวัลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 362 และมาตรา 365 เป็นต้น เมื่อมีการกระทำใด ๆ ตามคำมั่นนั้นขึ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการสนองรับแล้ว จึงเกิดเป็นสัญญาผูกพันระหว่างผู้ให้คำมั่นและผู้กระทำตามคำมั่น ฝ่ายใดผิดสัญญาย่อมฟ้องร้องบังคับกันได้

การสนองรับนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำโดยชัดแจ้งเสมอไป การสนองรับโดยปริยายก็มีอยู่ เช่นคำเสนอใดตามปกติประเพณีไม่จำต้องมีคำบอกกล่าวสนองรับก็เกิดเป็นสัญญาได้ในเมื่อมีการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาสนองรับเกิดขึ้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคสุดท้าย) เช่นสั่งซื้อข้าวสาร 1 กระสอบจากร้านค้าข้าวสาร เจ้าของร้านไม่ตอบอย่างไร แต่ได้นำข้าวสารมาส่งให้ตามที่สั่ง ก็ถือได้ว่าเกิดสัญญาซื้อขายกันแล้ว ผู้สั่งจะบิดพลิ้วไม่ชำระค่าข้าวสารหาได้ไม่

สัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และคู่สัญญาต่างก็ได้เซ็นชื่อไว้ในสัญญานั้นด้วย คู่สัญญาย่อมจะต้องผูกพันตามข้อความในสัญญานั้น ไม่ว่าตนจะได้อ่านข้อความและทราบข้อความนั้นหรือไม่ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นในเรื่องการแสดงเจตนาประการอื่น เช่น เป็นการแสดงเจตนาลวง สำคัญผิด กลฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรม โดยเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ เป็นต้น ซึ่งจะต้องไปพิจารณาในเรื่องนั้น ๆ อีกเป็นกรณีหนึ่งต่างหาก ถ้าสัญญาใดกฎหมายบังคับไว้ว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยแล้ว คู่สัญญาก็จะนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญานั้นมิได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94)

แต่มีสัญญาบางอย่างซึ่งข้อความในสัญญาเกิดขึ้นจากทางฝ่ายเสนอแต่ฝ่ายเดียว ฝ่ายสนองรับไม่มีโอกาสจะเลือกตกลงตามข้อความนั้น ๆ ได้เลย เพราะผู้สนองรับมีทางเลือกแต่เพียงว่าจะสนองรับหรือไม่สนองรับเท่านั้น เช่น ใบรับเสื้อผ้าที่ร้านซักผ้าออกให้แก่ผู้ที่นำผ้าไปซักมีข้อความว่าทางร้านจะไม่รับผิดในความเสียหายเกินกว่า 10 เท่าของค่าจ้าง หรือตั๋วรถ ตั๋วเรือที่ออกให้แก่ผู้โดยสารมีข้อความจำกัดความรับผิดของบริษัทในกรณีที่ผู้โดยสารได้รับความเสียหายจากการโดยสาร เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้มีปัญหาว่าผู้สนองรับเมื่อมิได้ตกลงยินยอมกับข้อกำหนดต่าง ๆ เหล่านั้น แต่เพราะเหตุที่ได้ตกลงนำผ้าไปซักรีด หรือต้องโดยสารรถหรือเรือของบริษัท จึงจำเป็นต้องยอมรับใบรับหรือตั๋วด้วยนั้น จะต้องผูกพันในข้อความในเอกสารนั้นเพียงใด

ได้มี คำพิพากษาฎีกาที่ 223/2497 วินิจฉัยเกี่ยวแก่สลากกินแบ่งของรัฐบาล ซึ่งด้านหลังของตัวสลากมีข้อความพิมพ์ไว้ว่า “เงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ” ว่าข้อความนี้เป็นเพียงข้อกำหนดเพื่อป้องกันการทุจริตแอบอ้างมารับเงินรางวัล เมื่อโจทก์เป็นผู้ถูกรางวัลโดยไม่มีปัญหา แม้จะไม่มีสลากมาขอรับเงินเพราะสลากหาย โจทก์ก็รับเงินรางวัลได้ และ คำพิพากษาฎีกาที่ 1372/2497 ก็วินิจฉัยอย่างเดียวกัน แต่ยังให้หลักต่อไปอีกว่า แม้โจทก์ (ผู้ซื้อสลาก) จะรับว่าได้ทราบระเบียบและเงื่อนไขหลังสลากนั้นแล้ว ข้อกำหนดนี้ก็มีไว้เพื่อจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าของสลากกินแบ่งอันแท้จริงโดยป้องกันผู้ทุจริตแอบอ้างมารับรางวัล ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าถ้าไม่มีสลากมาจะไม่จ่ายเงินตามที่ถูกรางวัล แต่หมายความเพียงว่า ถ้ามีกรณีโต้แย้งกันว่าใตรเป็นผู้ถูกรางวัลแน่แล้วก็จะจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ที่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลเท่านั้น การออกสลากกินแบ่งย่อมมีข้อสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถูกรางวัล จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะแปลข้อกำหนดนั้นว่า ถึงแม้จะถูกรางวัลแล้วถ้าไม่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลมาแล้วจะไม่ได้รับเงินรางวัลตามที่มีสิทธิ และโดยที่คดีนี้ไม่มีข้อโต้แย้งว่าใครเป็นผู้ถูกรางวัลแน่ ข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่บังคับแก่โจทก์ ต่อมา คำพิพากษาฎีกาที่ 1291/2498 ก็ยืนยันหลักอย่างเดียวกันนี้อีก แต่อธิบายต่อไปว่า แม้หนังสือกำหนดการออกสลากกินแบ่งจะมีข้อความว่า “ถ้าผู้ถูกรางวัลไม่สามารถนำสลากที่ถูกรางวัลมาขอรับเงินตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ก็เป็นอันไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จ่ายเงินที่อ้างว่าถูกรางวัลนั้น”ก็ตาม และแม้ข้อกำหนดนี้จะได้แจกจ่ายและโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียง ก็เป็นข้อความที่แยกออกไปจากข้อสัญญาที่ระบุไว้ในสลาก ไม่เป็นเหตุที่จะให้ถือว่า ผู้ซื้อสลากได้รับเอาข้อสัญญาตามกำหนดนั้นไปด้วย ทั้งตามที่จำเลยนำสืบมาก็ไม่ได้ความว่าโจทก์ได้รู้และรับเอาข้อสัญญาตามข้อกำหนดนั้นไว้ด้วย คำพิพากษาฎีกาหลังสุดซึ่งได้วินิจฉัยอย่างเดียวกันนี้ คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 473/2509 ซึ่งนอกจากจะวินิจฉัยในหลักดังกล่าวแล้ว ยังวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้ถูกรางวัลต้องขอรับรางวัลภายใน 3 เดือน นับจากวันออกสลาก ซึ่งพิมพ์ไว้ด้านหลังสลากอีกด้วยว่า ข้อความเช่นว่านี้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 191 เพราะผู้ถูกรางวัลมีสิทธิเรียกร้องเงินรางวัลได้ภายใน 10 ปี ตามมาตรา 164

ในแง่ของสัญญา สลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกจำหน่ายแก่ประชาชนทุกวันนี้ ย่อมเป็นคำเสนอ แต่เป็นคำเสนอที่มีเงื่อนไขว่า จะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่ถูกรางวัลเมื่อถึงคราวออกรางวัลตามวันที่กำหนดไว้ในตัวสลาก และเงินรางวัลนั้นก็จะจ่ายให้ตามจำนวนที่ประกาศไว้ด้านหลังของตัวสลาก เมื่อผู้ใดซื้อสลากย่อมถือได้ว่าเป็นการสนองรับคำเสนอนั้นโดยปริยายแล้ว จึงเกิดสัญญาขึ้นระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งและผู้ซื้อสลาก แต่เป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน หากเงื่อนไขสำเร็จขึ้นเมื่อใด กล่าวคือ เมื่อผู้ซื้อสลากถูกรางวัลในงวดวันที่กำหนดไว้ สัญญานี้ย่อมมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายทันที เมื่อตัวสลากเป็นสัญญาแล้ว ข้อความใด ๆ ในตัวสลากก็น่าจะต้องถือว่าผูกพันคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย แม้ว่าข้อความบางตอน บางข้อผู้ซื้อตัวสลากจะมิได้ยินยอมด้วยก็ตาม เพราะก่อนซื้อผู้ซื้อสลากมีโอกาสได้อ่านและรู้ข้อความในตัวสลากแล้ว เมื่อยังติดใจสนองรับโดยวิธีซื้อก็ต้องถือว่าผู้ซื้อสลากยอมรับข้อเสนอนั้นโดยปริยายแล้ว แต่แม้ข้อความในคำเสนอจะผูกพันผู้สนองในแง่ของสัญญาดังกล่าวมาแล้วก็ตาม ข้อความนั้นก็หาใช่จะบังคับกันได้เสมอไปไม่ เช่น ถ้าข้อความนั้นต้องห้ามต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นต้น ข้อความในสัญญาถ้าเป็นเพียงแต่กำหนดเวลาไว้เพื่อให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิทวงถามหนี้ภายในเวลาใดเวลาหนึ่ง กำหนดเวลานั้นก็อาจจะเป็นกำหนดเวลาให้ทวงถามหนี้ได้ และถ้าคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายก็อาจฟ้องบังคับตามสัญญาได้ภายในกำหนดอายุความที่กฎหมายบัญญัติไว้ในเรื่องนั้น ๆ ส่วนข้อความที่ว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับนั้น แม้จะเป็นข้อความในสัญญาซึ่งผูกมัดผู้ซื้อสลากด้วยก็ตาม แต่จะใช้บังคับระหว่างกันได้เพียงใดก็อยู่ที่การตีความข้อความนี้ว่า คู่สัญญามีเจตนาเช่นใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 บัญญัติว่า สัญญานั้นท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย และมาตรา 11 บัญญัติว่า ในกรณีที่มีข้อสงสัย ท่านให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้นั้น

เมื่อพิเคราะห์ดูเจตนาในการออกสลากกินแบ่งของรัฐบาล ก็มุ่งหวังจะจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่ถูกรางวัล แต่เพื่อป้องกันการทุจริต และเพื่อมิให้ผู้ที่ไม่ถูกสลากมาแอบอ้างรับเงินรางวัล ทั้งนี้เพื่อให้ทางสำนักงานสลากกินแบ่งมีหลักฐานการจ่ายเงิน จึงได้กำหนดข้อความนั้นไว้ ดังนั้นในระหว่างผู้ที่อ้างว่าถูกรางวัลด้วยกัน และถ้าทางสำนักงานสลากกินแบ่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลไป ก็ถือว่าทางสำนักงานสลากกินแบ่งได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแลิว ผู้ที่ไม่มีสลากมาขอรับ แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ถูกสลากก็ไม่น่าจะมีสิทธิเรียกร้องให้ทางสำนักงานสลากกินแบ่งจ่ายเงินรางวัลให้ตนอีกได้ แต่ถ้าไม่มีผู้ใดถือสลากที่ถูกรางวัลมารับเงินรางวัลเลย และปรากฏว่าผู้ที่ขอรับรางวัลเป็นผู้ที่ถูกรางวัลอันแท้จริง แม้ไม่มีสลากที่ถูกรางวัลมาขอรับ ข้อกำหนดที่ว่าจะจ่ายรางวัลให้แก่ผู้ที่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ น่าจะต้องตีความว่า ทางสำนักงานสลากกินแบ่งไม่มีเจตนาจะให้นำข้อกำหนดเช่นว่านั้นมาใช้บังคับแก่กรณีเช่นนี้ เพราะผู้นั้นเป็นผู้ถูกสลากที่แท้จริง และก็ยังไม่มีผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลผู้ใดมาขอรับรางวัลไปแล้วด้วย การตีความเช่นนี้เป็นการตีความไปในทางสุจริต และเป็นคุณแก่ฝ่ายผู้ซึ่งต้องเสียในมูลหนี้

เกี่ยวกับข้อกำหนดหรือข้อเงื่อนไขในคำเสนอแต่ฝ่ายเดียว จะถือว่าผูกมัดคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้เพียงใดนั้น ตามกฎหมายอังกฤาได้มีหลักวางไว้ในคดี Parker v. South Eastern Railway Co. (1877) 2 C.P.D. 416 ซึ่งข้อเท็จจริงมีดังนี้

โจทก์ได้ฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่แผนกรับฝากของของสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นของบริษัทจำเลย โจทก์ได้ชำระค่าฝากเป็นเงิน 2 เพนนี แก่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ออกตั๋วให้โจทก์ ด้านหนึ่งของตั๋วได้เขียนเลขที่ของตั๋วและวันที่ที่ออกตั๋ว กับมีข้อความเกี่ยวกับเวลาเปิดและปิดของที่ทำงาน พร้อมกับข้อความว่า “ดูด้านหลัง” พิมพ์ไว้ อีกด้านหนึ่งของตั๋วได้พิมพ์ข้อความไว้หลายข้อเกี่ยวกับสิ่งของที่รับฝาก และมีข้อความตอนหนึ่งว่า “บริษัทจะไม่รับผิดชอบในสิ่งของใด ๆ เกินกว่าจำนวนเงิน 10 ปอนด์” ในวันเดียวกันนั้นเอง โจทก์ได้นำตั๋วนี้มาขอรับกระเป๋าที่ฝาก ปรากฏว่ากระเป๋าหาย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าสิ่งของและราคากระเป๋าเป็นเงิน 24 ปอนด์ 10 ชิลลิง จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยได้รับฝากสิ่งของภายใต้ข้อเงื่อนไขว่าจะไม่รับผิดชอบเกินกว่า 10 ปอนด์ ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของตั๋ว และยังได้มีประกาศข้อความเช่นนั้นติดไว้ในห้องรับฝากของด้วย ในการพิจารณาคดี โจทก์ให้การว่าเขามิได้เห็นประกาศเช่นว่านั้น และมิได้อ่านข้อความในตั๋วนั้นเลย แต่ก็รับว่าเขาได้รับตั๋วเช่นนี้บ่อย ๆ และรู้ว่ามีข้อความพิมพ์ไว้บนตั๋วด้วย แต่ไม่รู้ว่าข้อความนั้นมีว่าอย่างไร โจทก์คิดว่าตั๋วนั้นคือใบรับเงินที่เขาได้ชำระค่าฝากไป

ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาได้เสนอแนะให้ลูกขุนพิจารณาในปัญหา 2 ข้อ คือ

  1. โจทก์ได้อ่านหรือทราบข้อความอันเป็นข้อเงื่อนไขพิเศษนี้หรือไม่ และ
  2. มีพฤติการณ์หรือหน้าที่ใด ๆ หรือไม่ที่โจทก์หากได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเช่นวิญญูชนแล้ว จะต้องอ่านหรือทราบข้อเงื่อนไขเช่นว่านั้น

ลูกขุนพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ได้อ่านและไม่ทราบข้อเงื่อนไขนั้น ทั้งไม่มีพฤติการณ์ หรือหน้าที่อันใดที่โจทก์จะต้องอ่านหรือทราบข้อเงื่อนไขนั้นด้วย ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์ขอให้พิจารณาคดีใหม่ เพราะเหตุว่าข้อเสนอแนะของผู้พิพากษาที่ให้ลูกขุนพิจารณาไม่ถูกต้อง

ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ท่านผู้พิพากษา Mellish ได้วินิจฉัยว่า

“ฯลฯ ปัญญาในคดีมีว่า โจทก์จะต้องผูกพันตามข้อเงื่อนไขในตั๋วนั้นหรือไม่ ตามปกติถ้าโจทก์ฟ้องตามสัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร และถ้าโจทก์ได้เซ็นชื่อในสัญญานั้นด้วย หากกรณีมิใช่เป็นเรื่องโจทก์ถูกลวงด้วยกลฉ้อฉลแล้ว การที่โจทก์มิได้อ่านและไม่รู้ข้อความในสัญญาก็หาเป็นข้อแก้ตัวของโจทก์ไม่ แต่ถ้าโจทก์มิได้เซ็นชื่อในสัญญานั้น และสัญญานั้นก็อาศัยแต่เพียงหนังสือสัญญาที่โจทก์มิได้เซ็นชื่อฉบับเดียว ไม่มีสัญญาอื่นอีกแล้ว คู่สัญญาอีกฝ่ายจะต้องมีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมกับข้อความในสัญญานั้นด้วย ถ้าพิสูจน์นำสืบได้เช่นนี้ และกรณีมิใช่เป็นกลฉ้อฉลแล้ว การที่โจทก์มิได้อ่านสัญญาและไม่รู้ข้อความในสัญญานั้นก็ไม่เป็นข้อแก้ตัวสำหรับโจทก์เช่นกัน ในกรณีที่สัญญานั้นเป็นเรื่องคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเพียงแต่มอบเอกสารที่มีข้อความพิมพ์ไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และคู่สัญญาฝ่ายซึ่งรับมอบเอกสารก็รู้ว่าเอกสารนั้นมีข้อความอันเป็นข้อเงื่อนไขที่คู่สัญญาฝ่ายที่มอบเอกสารประสงค์จะให้เป็นสัญญาผูกพัน ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าโดยการรับเอกสารและเก็บไว้นั้นย่อมถือว่าคู่สัญญาฝ่ายที่รับเอกสารนั้นได้ตกลงยินยอมตามข้อเงื่อนไขที่มีอยู่ในเอกสารนั้นแล้วด้วย แม้ว่าผู้นั้นจะมิได้อ่านข้อความหรือไม่ทราบว่าข้อความนั้นมีว่าอย่างไรก็ตาม ฉะนั้น ศาลจึงเห็นว่าคดี Harris v. Great Western Ry. Co. (1876) 1 Q. B. D. 515 ได้พิพากษาไว้ถูกต้องแล้ว เพราะในคดีนั้นโจทก์รับว่าโจทก์เชื่อว่ามีข้อเงื่อนไขอยู่บนตั๋วนั้น แต่คดี Henderson v. Stevenson (1875) L.R. 2 H.L. Sc. 470 ได้วินิจฉัยไว้ว่า ถ้าผู้ที่ได้รับตั๋วไม่รู้ว่า มีข้อความพิมพ์ไว้ด้านหลังตั๋ว ก็ไม่ผูกพันตามข้อเงื่อนไขที่พิมพ์ไว้ด้านหลังตั๋วนั้น แต่คดีที่พิจารราอยู่นี้ต่างกับคดีทั้งสองนั้น กล่าวคือคดีนี้แม้โจทก์จะรับว่าได้รู้ว่ามีข้อความพิมพ์ไว้ด้านหลังตั๋วก็ตาม แต่โจทก์นอกจากจะมิได้อ่านข้อความนั้นแล้ว ยังไม่รู้หรือคิดว่าข้อความที่พิมพ์ไว้นั้นจะมีข้อกำหนดเงื่อนไขอยู่ ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่าตามพฤติการณ์เช่นว่านี้ จะวางหลักข้อกฎหมายว่าโจทก์ย่อมผูกพันหรือไม่ผูกพันตามข้อเงื่อนไขที่มีอยู่ในตั๋วนั้นจะได้หรือไม่ หรือจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ลูกขุนจะได้วินิจฉัยต่อไปอีก

ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า เราไม่อาจจะวางหลักข้อกฎหมายลงไปได้ว่าโจทก์จะต้องผูกพันหรือไม่ต้องผูกพันตามข้อเงื่อนไขที่พิมพ์ไว้บนตั๋วโดยอาศัยเพียงแต่ข้อเท้จจริงที่ว่า โจทก์รู้ว่ามีข้อความพิมพ์ไว้บนตั๋วแต่ไม่รู้ว่าข้อความนั้นเป็นข้อเงื่อนไช บางคดีอาจเป็นได้ว่า ในการติดต่อธุรกิจ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้มอบเอกสารซึ่งมีข้อความปรากฏอยู่ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และฝ่ายที่ได้รับเอกสารนั้นอาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าข้อความในเอกสารนั้นมิใช่ข้อเงื่อนไข จึงเก็บเอกสารนั้นไว้ในกระเป๋าโดยมิได้อ่านเลย เช่นผู้ที่ขับรถผ่านด่านเก็บเงินค่าใช้ถนน เมื่อจ่ายเงินแล้วย่อมมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าตั๋วที่ได้รับไว้นั้น มีความประสงค์เพียงเพื่อเก็บไว้แสดงต่อด่านปลายทางเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าผ่านด่านอีกเท่านั้น จึงเก็บตั๋วใส่กระเป๋าไว้โดยมิได้อ่านข้อความในตั๋วเลย แต่ถ้าเป็นกรณีเรื่องผู้ส่งสินค้าทางเรือได้รับ บิลออฟเลดดิ้ง จากนายเรือ ผู้ส่งสินค้าย่อมผูกพันตามข้อความใน บิลออฟเลดดิ้ง นั้น แม้ว่าผู้นั้นจะปฏิเสธว่ามิได้อ่าน บิลออฟเลดดิ้ง และไม่รู้ว่าข้อความนั้นเป็นสัญญาเกี่ยวกับการขนส่ง และไม่รู้ว่าข้อความนั้น ทำให้เจ้าของเรือไม่ต้องรับผิดในการที่สินค้าของเขาสูญหายเลยก็ตาม เหตุผลที่ผู้ส่งสินค้าจำต้องผูกพันตาม บิลออฟเลดดิ้ง นั้น น่าจะเป็นว่าผู้ส่งสินค้าส่วนมากรู้ว่า บิลออฟเลดดิ้ง มีข้อความอันเป็นสัญญาขนส่ง และเจ้าของเรือหรือนายเรือที่มอบ บิลออฟเลดดิ้ง ให้ มีเหตุผลอันควรที่จะเชื่อว่าผู้ส่งสินค้าย่อมรู้เรื่องนี้ แม้ในกรรีที่ผู้ไม่เคยค้าหรือผู้ที่มิใช่ทนายได้ส่งสินค้าทางเรือและไม่รู้ว่า บิลออฟเลดดิ้ง คืออะไร ผู้นั้นก็น่าจะต้องผูกพันตามข้อความใน บิลออฟเลดดิ้งเพราะความไม่รู้ของตนนั้นเป็นเรื่องยกเว้นนอกเหนือจากหลักทั่ว ๆ ไป การประกอบธุรกิจย่อมดำเนินไปโดยสะดวกมิได้ ถ้าจะให้ผู้ที่มอบบิลออฟเลดดิ้ง ต้องคอยอธิบายว่า บิลออฟเลดดิ้ง คืออะไร

ปัญหาที่เราจะต้องพิจารณามีว่า บริษัทรถไฟมีเหตุผลอันควรที่จะเชื่อได้หรือไม่ว่าผู้ที่ฝากหีบห่อสัมภาระ และได้รับตั๋วโดยวิธีซึ่งผู้นั้นน่าจะรู้ว่ามีข้อความพิมพ์อยู่บนตั๋ว จะเข้าใจว่าข้อความที่พิมพ์อยู่นั้นเป็นข้อเงื่อนไขของสัญญา ข้าพเจ้าคิดว่า ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่ว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปควรจะเข้าใจเช่นนั้นหรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าบริษัทรถไฟย่อมมีสิทธิจะเชื่อเช่นนั้น และเชื่อว่าผู้ที่ฝากหีบห่อสัมภาระย่อมอ่านหนังสือออกและเข้าใจภาษาอังกฤษ ทั้งควรจะสนใจในสิ่งซึ่งบุคคลผู้ติดต่อธุรกิจประเภทเช่นฝากสิ่งของที่สถานีรถไฟควรจะต้องสนใจด้วย บริษัทรถไฟชอบที่จะถือเอาบุคคลธรรมดาที่พบปะอยู่เสมอเป็นเกณฑ์ และถ้าบริษัทรถไฟได้ทำสิ่งใดอันถือได้ว่าเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบว่าตั๋วนั้นมีข้อเงื่อนไขพิมพ์อยู่ด้วยแล้ว โจทก์จะอาศัยความไม่รู้ ความโง่ หรือความประมาทเลินเล่อของตนมาทำให้โจทก์อยู่ในฐานะดีกว่าประชาชนคนอื่นหาได้ไม่ แต่ถ้าบริษัทรถไฟได้ทำสิ่งใดอันถือได้ว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปรู้ว่า ตั๋วนั้นมีข้อเงื่อนไขพิมพ์อยู่ ต้องถือว่าบริษัทรถไฟได้รับฝากสิ่งของโดยผู้ฝากมิได้ยินยอมในข้อเงื่อนไขที่จำกัดความรับผิดของบริษัทรถไฟนั้นด้วย ฉะนั้นจึงควรจะเสนอแนะลูกขุนในคดีนี้ให้เห็นว่า ถ้าบุคคลที่ได้รับตั๋วไม่เห็นหรือไม่รู้ว่ามีข้อความพิมพ์อยู่บนตั๋ว ผู้นั้นย่อมไม่ผูกพันในข้อเงื่อนไขนั้น ถ้าบุคคลผู้รับตั๋วรู้ว่ามีข้อความพิมพ์อยู่ และรู้หรือเชื่อว่าข้อความนั้นมีข้อเงื่อนไขอยู่ด้วย ผู้นั้นย่อมต้องผูกพันตามข้อเงื่อนไขในตั๋ว ถ้าบุคคลผู้รับตั๋วรู้ว่ามีข้อความพิมพ์อยู่บนตั๋ว แต่ไม่รู้หรือไม่คิดว่าข้อความนั้นจะเป็นข้อเงื่อนไข ผู้นั้นก็ยังคงต้องผูกพันตามข้อเงื่อนไขนั้นอยู่นั่นเอง ในเมื่อการมอบตั๋วนั้นตามความเห็นของลูกขุนได้กระทำโดยวิธีซึ่งผู้นั้นน่าจะเห็นข้อความบนตั๋ว และโดยวิธีที่ชัดแจ้งพอสมควรอันจะทำให้รู้ว่าข้อความนั้นมีข้อเงื่อนไขอยู่ด้วย

ดังนั้นข้อเสนอแนะของผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถูกต้องและอาจทำให้ลูกขุนเข้าใจผิดได้ ข้อเสนอแนะต่อลูกขุนจึงควรเสนอแนะให้พิจารณาปัญหาโดยตรง กล่าวคือบริษัทรถไฟได้ทำสิ่งใดเป็นการเพียงพออันควรที่จะให้โจทก์ได้รู้ถึงข้อความบนตั๋วนั้นหรือไม่ จึงเห็นว่า ต้องมีการพิจารณาคดีนี้ใหม่

นอกจากหลักที่ศาลอังกฤษได้วางไว้ในคดีนี้แล้ว ยังมีคดี Chapelton v. Barry Urban District Council (1940) 1 K.B. 532 วางหลักไว้ว่า ถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดประสงค์จะถือเอาเอกสารฉบับใดเป็นการแสดงหรือแจ้งให้ทราบถึงข้อความที่ตกลง คู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าเอกสารนั้นเป็นส่วนสำคัญแห่งข้อตกลง และเอกสารนั้นจะต้องตั้งใจให้เป็นข้อสัญญา โดยไม่เพียงแต่ตั้งใจจะให้เป็นเพียงใบรับ หรือเป็นการรับทราบการชำระเงินเท่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า นาย Chapelton ได้ไปเที่ยวชายหาดในท้องที่ของเทศบาลจำเลย ได้เช่าเก้าอี้ผ้าใบจากเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจำเลย 2 ตัว ตัวหนึ่งเพื่อเขาเอง อีกตัวหนึ่งสำหรับเพื่อนสาวของเขา ที่กองเก้าอี้ผ้าใบมีประกาศปิดไว้ ตอนแรกเป็นชื่อของเทศบาลจำเลย ถัดไปมีข้อความว่า “ค่าเช่าเก้าอี้ 2 เพนนีต่อเวลา 3 ชั่วโมง ผู้ใดประสงค์จะเช่าเก้าอี้ให้ซื้อตั๋วได้จากเจ้าหน้าที่ และจะต้องเก็บตั๋วไว้ให้ตรวจด้วย” เมื่อนาย Chapelton ได้รับตั๋วจากเจ้าหน้าที่ ก็มองดูแว่บเดียวแล้วเอาใส่กระเป๋าเสื้อโดยไม่คิดว่าจะมีข้อเงื่อนไขอยู่บนตั๋ว และไม่รู้ว่ามีข้อความอะไรอยู่ที่ด้านหลังของตั๋วด้วย เมื่อนำเก้าอี้ไปกาง พอนั่งลงผ้าใบเกิดขาด นาย Chapelton ก้นกระแทกพื้น เลยตกใจไม่สบายต้องไปหาหมอ แล้วนำคดีมาฟ้องเทศบาลจำเลยเรียกค่าเสียหาย ศาลพิพากษาว่าประกาศของเทศบาลจำเลยมีผลเพียงว่า คิดค่าเช่าเก้าอี้ 2 เพนนีต่อเวลา 3 ชั่วโมงเท่านั้น จึงถือว่าข้อความเพียงเท่านี้ที่เป็นคำเสนอ ส่วนโจทก์คือนาย Chapelton ก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่ประสงค์จะเช่าเก้าอี้ ย่อมจะคิดแต่เพียงว่า ถ้าจ่ายเงินเพียง 2 เพนนีแล้วจะได้ใช้เก้าอี้นั้น เมื่อไม่มีประกาศข้อจำกัดความรับผิดอยู่ใกล้ ๆ กับกองเก้าอี้ผ้าใบนั้นด้วย ตั๋วที่โจทก์ได้รับจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นเพียงใบรับเงิน ซึ่งไม่เหมือนกับตั๋วรถไฟที่มีข้อความว่า บริษัทรถไฟตกลงจะรับส่งผู้โดยสาร ดังนั้น แม้ตั๋วที่โจทก์ได้รับจะมีข้อความว่า เทศบาลจำเลยจะไม่รับผิดในอุบัติเหตุหรือความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการเช่าเก้าอี้ก็ตาม ก็ไม่ทำให้บริษัทจำเลยพ้นจากความรับผิดไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในกรณีดังกล่าว ถ้าคู่สัญญาฝ่ายที่กำหนดข้อเงื่อนไขได้กระทำสิ่งใดอันเป็นการเพียงพอที่จะให้บุคคลธรรมดาในฐานะเดียวกับคู่สัญญาอีกฝ่าย ได้รู้ถึงข้อความในตั๋วนั้นได้แล้ว คู่สัญญาฝ่ายหลังนี้ก็จำต้องผูกพันตามข้อความในตั๋วนั้น ไม่ว่าคู่สัญญาฝ่ายนั้นจะพูดอังกฤษได้หรือไม่ อ่านหนังสือออกหรือไม่ หรือตาจะบอดหรือไม่ก็ตาม ดังเช่นตัวอย่างในคดี Thompson v. L. M. & S. Railway Co. (1930) I K. B. 41 ซึ่งข้อเท็จจริงมีว่า โจทก์อ่านหนังสือไม่ออก หลานสาวของโจทก์ได้ซื้อตั๋วรถไฟสำหรับเดินทางราคาถูกให้ ด้านหน้าของตั๋วมีข้อความว่า โปรดดูเงื่อนไขด้านหลัง ด้านหลังของตั๋วมีข้อความว่า ตั๋วนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดเวลาเดินรถของบริษัทรถไฟ หนังสือกำหนดเวลาเดินรถ (ซึ่งขายเล่มละ 6 เพนนี) มีข้อความยกเว้นความรับผิดของบริษัทเกี่ยวกับอันตรายใด ๆ ที่ผู้โดยสารได้รับไม่ว่าด้วยประการใด ๆ โจทก์ได้รับบาดเจ็บในการเดินทางเนื่องจากความประมาทเลินเล่อของบริษัท ศาลวินิจฉัยว่าบริษัทจำเลยได้ทำการเพียงพอที่จะให้ผู้โดยสารในฐานะเดียวกับโจทก์ได้รู้ถึงข้อความ ยกเว้นความรับผิดนั้นแล้ว การที่โจทก์อ่านหนังสือไม่ออกไม่อาจยกเป็นข้ออ้างได้เพราะเป็นเรื่องของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทจำเลยได้

แม้คู่สัญญาจะต้องผูกพันตามข้อความที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาแล้วก็ตาม ถ้าข้อความนั้นกำกวมหรือมีความหมายไม่ชัดแจ้ง ศาลย่อมตีความให้เป็นโทษแก่คู่สัญญาฝ่ายที่กำหนดข้อความซึ่งจำกัดความรับผิดชอบของตนนั้น (คดี Alderslade v. Hendon Laundry, Ltd. (1945 K. B. 189) และถ้าข้อความ หรือข้อเงื่อนไขในสัญญานั้นเป็นข้อความหรือข้อเงื่อนไขที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล หรือขัดต่อความยุติธรรมตามธรรมชาติจนไม่มีผู้ใดจะคิดว่า ข้อความหรือข้อเงื่อนไขเช่นนั้นจะมีอยู่แล้ว ข้อความหรือข้อเงื่อนไขนั้นย่อมไม่มีผล และไม่ผูกพันคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

เกี่ยวกับข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดอันเป็นข้อกำหนดในสัญญาแต่ฝ่ายเดียวนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ในเรื่องการรับขนของหรือคนโดยสาร เจ้าสำนักโรงแรม และเก็บของในคลังสินค้าดังนี้

มาตรา 625 ใบรับ ใบตราส่ง หรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดี ซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใด ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น

มาตรา 639 ตั๋วใบรับ หรือเอกสารอื่นทำนองเช่นว่านี้ อันผู้ขนส่งได้ส่งมอบแก่คนโดยสารนั้น หากมีข้อความยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งอย่างใด ๆ ท่านว่าข้อความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนโดยสารจะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นนั้น

มาตรา 677 ถ้ามีคำแจ้งความปิดไว้ในโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานอื่นทำนองเช่นว่านี้ เป็นข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของเจ้าสำนักไซร้ ท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่คนเดินทางหรือแขกอาศัยจะได้ตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดดังว่านั้น

และมาตรา 772 บัญญัติให้นำบทบัญญัติมาตรา 625 ว่าด้วยการรับขนมาใช้บังคับแก่การเก็บของในคลังสินค้าอนุโลมตามควรแก่บท

ทั้งนี้แสดงว่าข้อความยกเว้น หรือจำกัดความรับผิดที่กำหนดฝ่ายเดียวในเรื่องต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วนั้น ไม่มีผลแต่ประการใด เว้นแต่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้ตกลงด้วยโดยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้น เหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนี้ เพราะตามปกติผู้ขนส่งของจะต้องรับผิดในความสูญหายบุบสลาย หรือส่งมอบล่าช้าอยู่แล้วตามมาตรา 616, 617, 618, 620, 621 และ 623 ส่วนผู้ขนส่งคนโดยสารก็ต้องรับผิดตามมาตรา 634 และ 638 เจ้าสำนักโรงแรมต้องรับผิดตามมาตรา 674 และ 675 นายคลังสินค้าก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้รับฝากทรัพย์อยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าผู้ขนส่ง เจ้าสำนักโรงแรม หรือนายคลังสินค้ายกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของตนนอกเหนือไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ ก็ต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตกลงโดยแจ้งชัดด้วย

ในกรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติห้ามไว้โดยเฉพาะมิให้กำหนดข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดดังกล่าวมาข้างต้น ก็น่าจะต้องใช้หลักทั่วไปของสัญญามาบังคับดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น และหากจะนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอังกฤษมาใช้พิจารณาประกอบด้วยแล้วก็ไม่น่าจะมีอะไรขัดข้อง

http://www.ops.go.th/legal/index.php/article-laws