Monthly Archives:' May 2012

ปัญหาและแนวทางการปรับปรุงการดำเนินคดีแรงงาน

รายงานการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง

“ปัญหาและแนวทางการปรับปรุงการดำเนินคดีแรงงาน”

ปิติกุล  จีระมงคลพาณิชย์* และ

ณรงค์  ใจหาญ**

 

ความนำ

รายงานฉบับนี้เป็นการสรุปการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ปัญหาและแนวทางการปรับปรุงการดำเนินคดีแรงงาน”  ในวันจันทร์ที่  26  พฤศจิกายน  2544  ณ  ห้องประชุมศาสตราจารย์ จิตติ   ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุคคลากรของคณะนิติศาสตร์ที่เข้ามาร่วมในการสัมมนาในวันนี้มี  รองศาสตราจารย์ ณรงค์  ใจหาญ   เป็นอาจารย์ที่สอนกฎหมายทางด้านกฎหมายอาญาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์  อีกท่านหนึ่งคือ   อาจารย์ ดร.พินัย  ณ นคร   เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และเป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์  ท่านสนิท  นิติธรรมมาส   ซึ่งเป็นอาจารย์พิเศษของคณะนิติศาสตร์ ผู้พิพากษาศาลแรงงาน  มีอาจารย์สุดาศิริ   จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถัดไปคือคุณชลิต   ซึ่งเป็นทนายความคดีแรงงาน และท่านศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ  ปัจจุบันนี้ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1     และผู้ดำเนินรายการคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มาลี   พฤกษพงศาวลี  เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

การดำเนินคดีแรงงานตามพระราชบัญญัติตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522   ที่ได้ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้   เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ได้มีการสัมมนาหลายครั้งเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขเพิ่มเติม

ระยะแรกของการดำเนินคดีของศาลแรงงานจะมีการดำเนินพิธีพิจารณาที่ค่อนข้างจะไม่เป็นแบบพิธีเหมือนกับศาลแพ่งโดยทั่วไป   โดยในปีแรกมีการฟ้องคดีด้วยวาจามากกว่าการฟ้องคดีเป็นหนังสือ      ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างนำคดีขึ้นสู่ศาล  เพื่อขอความยุติธรรม   ในปัจจุบันนี้เป็นการฟ้องด้วยหนังสือเป็นส่วนใหญ่   หลักการในปีแรก ๆ   ศาลแรงงานก็โดยผู้บริหารศาลรุ่นแรกเป็นผู้มีส่วนในการยกร่างกฎหมายนี้ด้วย คือ     ศาสตราจารย์จำรัส  เขมจารุ  และท่านวิศิษฐ์  ลิมมานนท์   ซึ่งเป็นรองอธิบดีในขณะนั้นพยายามที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย   เช่น การสืบพยานก็พยายามที่จะให้ศาลเป็นผู้ซักถามพยานเอง   ตามแบบของระบบไต่สวน   ไม่อนุญาตให้ทนายความซักถาม   แต่ว่าในขณะนี้ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว    ซึ่งไม่ค่อยสบายใจที่จะเห็นรูปแบบที่เปลี่ยนไป   จนกระทั่งอาจารย์ที่คณะนิติศาสตร์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า   “ศาลแรงงานก็คือศาลแพ่ง   สาขาแรงงาน”   ซึ่งคำนี้แสดงว่า   ศาลแรงงานเป็นศาลแพ่ง   สาขาแรงงาน   คือคดีความยาวมีการสืบพยานกันมากมายหลายปาก   แล้วก็ในขณะเดียวกันรูปแบบของการดำเนินคดีก็เปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก

เริ่มต้นจากการฟ้องคดีจะเข้าไปสู่ศาลก็ได้โดยระบบการฟ้อง   ของเรามีการฟ้องด้วยวาจาโดยตัวบทกฎหมาย   และก็ฟ้องเป็นหนังสือ   ฟ้องเป็นหนังสือก็ฟ้องได้ใน 2  รูปแบบ   ฟ้องโดยใช้แบบพิมพ์คำฟ้องคดีแรงงาน   และโดยคำร้องคดีแรงงาน   แบบ  รง.1, รง.2   ซึ่งอยู่ท้ายข้อกำหนดของศาลแรงงานก็ได้  หรือจะใช้แบบพิมพ์ในคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปที่ใช้ในศาลยุติธรรมอื่นใดก็ได้   เป็นคำฟ้องแล้วก็คำขอท้ายฟ้องคดีแพ่งก็ใช้แบบนั้นได้   อันนี้ก็เป็นการอำนวยความสะดวก  แต่ว่าในปัจจุบันการฟ้องคดีด้วยวาจานั้นไม่มีเลยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา   คงมีในระยะ 5 ปีแรกเท่านั้นเอง   ส่วนใหญ่ก็ฟ้องเป็นหนังสือ  เพราะการฟ้องด้วยวาจานั้น   ลูกจ้างหรือโจทก์ไม่มีคำฟ้องสำเนากลับไปด้วย   แต่จะขอถ่ายเอกสารที่ศาลเท่านั้น   แต่การฟ้องเป็นหนังสือนั้นก็อาจจะทำคำฟ้องอีกฉบับกลับไปด้วยก็ได้   การฟ้องด้วยหนังสือนั้น  คือการฟ้องด้วยแบบพิมพ์คำฟ้องคดีแรงงานของศาลแรงงาน   แล้วก็ใช้แบบพิมพ์คำฟ้องในคดีแพ่งทั่วไป

การฟ้องคดีแรงงานของฝ่ายลูกจ้างนั้นก็มักจะฟ้องคดีเลิกจ้างเป็นส่วนใหญ่  ที่ว่าไปฟ้องคดีเรื่องเลิกจ้างมากที่สุดเพราะเหตุที่ว่ากฎหมายแรงงานของประเทศไทยมีหลายฉบับ   เช่น     กฎหมายแพ่งและพาณิชย์   บรรพ 3  ลักษณะ 6  เรื่องสัญญาจ้างแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541   พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์  พ.ศ. 2518  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  พ.ศ. 2522  กฎหมายดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ได้ให้การคุ้มครองลูกจ้างในการเลิกจ้างไว้  เช่น  ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า   ต้องจ่ายค่าชดเชย   จะต้องไม่เลิกจ้างในระหว่างที่ใช้สิทธิตามกฎหมาย   จะต้องขออนุญาตศาลจะต้องเป็นธรรมต่อลูกจ้างซึ่งมีจำนวนมาก   แล้วก็นายจ้างส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะทำได้ถูกต้อง   เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเลิกจ้างเกิดขึ้นก็จะมีลูกจ้างมาฟ้อง   คดีเกี่ยวกับการเลิกจ้างจึงมีจำนวนมากในศาลแรงงาน   ซึ่งเป็นคดีส่วนใหญ่ของคดีแรงงานทั้งหมด   ประมาณร้อยละ 60 หรือ ร้อยละ 70 เพราะว่าการเลิกจ้างนำมาซึ่งการฟ้องร้องเรียกเงินหรือเรียกค่าเสียหายได้เป็นจำนวนมาก คดีเรื่องการเลิกจ้างนี้ก็ได้รับการพัฒนามาตลอด   เดิมเมื่อสมัยแรกที่เริ่มเปิดศาลแรงงานใหม่ ๆ  การฟ้องคดีเลิกจ้างนั้นก็ฟ้องอย่างเดียวคือฟ้องเรียกค่าชดเชย   ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป   ต่อมาก็มีการฟ้องคดีเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า   แล้วก็ขยายมาอีกว่า   ฟ้องข้อหาคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม   ถ้ามีการฟ้องเรื่องคดีเลิกจ้าง   1. เลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า    2. เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย   แล้วก็  3. เลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม   คำขอก็คือขอสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า   ขอค่าชดเชยตามอัตราที่ปรากฏและค่าเสียหาย   ระยะหลังนี้ลูกจ้างไม่ขอให้ศาลสั่งนายจ้างรับกลับเข้าทำงานมากนักเหมือนสมัยแรก ๆ   สมัยแรกนั้นมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลบังคับให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างที่ได้รับอยู่ในขณะที่เลิกจ้าง  คดีที่ลูกจ้างฟ้องรองลงมาอีกก็คือคดีที่ฟ้องเรื่องเกี่ยวกับเงินตอบแทนการทำงานต่าง  ๆ   ได้แก่   ค่าจ้าง   ค่าล่วงเวลา   ค่าทำงานในวันหยุด   แล้วก็ค่าล่วงเวลาในวันหยุด   เงินเหล่านี้เป็นเงินที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน   หากนายจ้างไม่จ่ายก็มีการฟ้องคดี   เป็นคดีประเภทที่รองลงมา   เงินประเภทที่สามเป็นเงินอื่น ๆ ตามสัญญาจ้าง  เช่น  เงินบำเหน็จ   หรือเงินที่เรียกชื่อต่าง ๆ ตามที่นายจ้างตั้งเอาไว้ในกรณีที่นายจ้างได้ให้สัญญาหรือมีระเบียบข้อบังคับหรือสภาพตกลงสภาพการจ้างได้กำหนดเอาไว้   เมื่อนายจ้างไม่จ่ายลูกจ้างก็จะมาฟ้อง   คดีสามประเภทนี้จะมีค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ก็จะมีคดีอื่น ๆ  คดีประเภทอื่น ๆ เช่น   เกี่ยวกับการฟ้องเรียกประโยชน์ตามข้อตกลงการจ้าง   การฟ้องเงินทดแทนตามกฎหมายเงินทดแทน   หรือการฟ้องเรียกเพื่อให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายประกันสังคม   กล่าวอย่างง่าย ๆ คือกฎหมายแรงงานทุกฉบับมีการฟ้องคดีในศาลแรงงานทั้งสิ้น

ส่วนที่เป็นนายจ้าง   นายจ้างก็เป็นคู่ความที่มากขึ้นตามลำดับ   เดิมจะเห็นได้ว่าประมาณร้อยละ 90 เมื่อเปิดศาลใหม่ ๆ ลูกจ้างฟ้องนายจ้าง   นายจ้างฟ้องลูกจ้างเพียงเล็กน้อย   แต่ในปัจจุบันนี้นายจ้างฟ้องลูกจ้างมากขึ้น   เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างและผู้ค้ำประกันการทำงานของลูกจ้าง   ซึ่งระยะหลังผู้ค้ำประกันการทำงานของลูกจ้างฟ้องที่ศาลแรงงานได้   เดิมฟ้องไม่ได้ต้องแยกกันฟ้องโดยฟ้องลูกจ้างเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำงานจากลูกจ้างที่ศาลแรงงาน   และก็ฟ้องผู้ค้ำประกันการทำงานของลูกจ้างที่ศาลแพ่งหรือศาลที่พิจารณาคดีแพ่ง   ปัจจุบันนั้นฟ้องได้ที่ศาลแรงงานที่เดียว   คดีประเภทนี้มีการฟ้องกันมาก

ความก้าวหน้าในการนำคดีมาฟ้องนั้นเป็นอย่างไรเพื่อให้ท่านเห็นภาพตรงนี้ด้วย   ระยะหลังที่น่ากลัวน่าตกใจและไม่อยากให้เกิดขึ้นนั่นก็คือ   มักจะฟ้องเรียกดอกเบี้ย   ดอกเบี้ยตามกฎหมายแรงงาน   ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิแต่มักจะมักจะเรียกเพิ่มตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานด้วยคือร้อยละ 15  ซึ่งทำให้ศาลแรงงานผู้พิพากษารู้สึกอึดอัดพอสมควรเพราะจะต้องวินิจฉัยทุกครั้ง   เพราะกว่าฝ่ายลูกจ้างจะมาฟ้องก็เป็นปีแล้ว   คือเงินต้นหมื่นหนึ่งก็กลายเป็นแปดหมื่นเก้าหมื่น   แล้วก็ปัญหาที่ยกขึ้นมาฟ้องก็มีลักษณะที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นแล้วก็ตั้งข้อกฎหมายมาในคำฟ้องมากขึ้นกว่าเดิมมาก   แล้วความเข้าใจรูปแบบของการฟ้องก็มีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามวิธีการฟ้องก็มีหลายอย่างที่ลูกจ้างฟ้องเองก็โดยไปว่าจ้างทนายความฟ้อง   ศาลแรงงานมีนิติกรซึ่งทำหน้าช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้างในการฟ้องและการดำเนินคดีในศาลแรงงาน

เมื่อศาลปกครองเกิดขึ้น   อยู่ในช่วงในที่ผมเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง เมื่อสองปีที่แล้ว  ศาลปกครองเขารับฟ้องด้วยคดีทุกอย่างแม้ทางไปรษณีย์ก็รับฟ้อง   ศาลแรงงานจะรับฟ้องทางไปรษณีย์ด้วยจะแก้ไขกฎหมายนี้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าการรับฟ้องดังกล่าวมีปัญหายุ่งยากไม่น้อย   เพราะว่าจากประสบการณ์ของศาลปกครองปรากฏว่ามีแต่คำรำพึงรำพันถึงความทุกข์ที่ได้รับจากเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ตรงคำขอท้ายฟ้องขออะไรนั้นไม่บอกเลยระบุแต่เพียงขอความเป็นธรรม   ความเป็นธรรมคืออะไรยังนึกไม่ออกเลยตรงไหนคือความเป็นธรรม   ถ้ารับฟ้องทางไปรษณีย์ก็ต้องหมายเรียกมาสอบถาม   เพราะฉะนั้นก็คิด ๆ กันอยู่เหมือนกันว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันอย่างไร   ไม่ใช่ว่าเราต้องการจะไปแข่งขันกับศาลปกครองแต่เราอยากจะบริการประชาชนให้สะดวกที่สุด   เพราะว่าที่ศาลแรงงานเกิดขึ้นมาก็ด้วยเหตุนี้

คดีแรงงานถ้าฟ้องยังศาลยุติธรรมนั้นค่อนข้างยุ่งยากเพราะมีกระบวนการมากมาย   เราจะทำให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำให้ง่ายได้บริการให้ได้มากที่สุด   เป็นศาลที่บริการความยุติธรรมไม่ใช่ศาลที่เป็นรูปแบบของเจ้าขุนมูลนายเหมือนแต่เดิม   แต่อย่างไรก็ตามในกระบวนการยังขมวดความคิดที่อยากจะทำรูปแบบการดำเนินคดีในศาลแรงงานให้ง่ายเข้า   มาในช่วงระยะหนึ่งหลังจากที่เราพยายามทำทุกอย่างให้ง่ายเข้า   อย่างเช่นคำฟ้องก็เขียนง่าย ๆ   การสืบ   การอ้างในคำฟ้องก็ทำอะไรที่สะดวกแล้วก็รับง่าย ๆ แล้วก็ในขณะเดียวกันการสืบพยานก็ไม่เน้นถึงเรื่องการอ้างไว้ในคำฟ้องคำให้การ   แต่ว่าพอคดีขึ้นไปสู่ศาลฎีกา  ศาลฎีกาท่านก็ใช้บทบัญญัติมาตรา 31 ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522  คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม   โดยอนุโลมของศาลฎีกาท่านก็เลยให้มันตรง   เช่น ฟังข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องนอกคำให้การไม่ได้   แล้วก็คำฟ้องนั้นจะต้องถือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเคร่งครัด   จะต้องมีข้ออ้างแห่งข้อหา     หรือคำขอบังคับ   ต้องไม่เคลือบคลุมเป็นต้น   คำให้การก็จะต้องให้การประจักษ์ชัดแจ้ง   ลูกจ้างที่เป็นฝ่ายฟ้องนายจ้างซึ่งบางทีก็ดำเนินคดีด้วยตนเองในลักษณะของผู้จัดการฝ่ายบุคคลหรือว่าผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์   ท่านก็ไม่ได้จบกฎหมายมาแล้วท่านก็ไม่ได้เป็นทนายความแต่อย่างใด   ท่านก็อาจจะทำให้มีการฟ้องคำให้การตกหล่นไปบ้าง   ในการที่เราจะไปหาความจริงที่เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อช่วงเวลาก่อนหน้านี้ประมาณ 2-3 ปีขึ้นไป   ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีระยะเวลาการเปลี่ยนแปลง   ศาลฎีกาพยายามจะกลับคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่ไปเคร่งครัดกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานที่จะมุ่งที่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง   คือหมายความว่าในศาลแรงงานพิจารณาอย่างไรก็ได้ถ้าเอาความจริงมาเป็นตัวหลักในการตัดสินแทนที่จะมาเคร่งครัดในตัวกติกาที่กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีคำพิพากษาฎีกาออกมาในบางอย่างบางเรื่องแล้ว   แต่กระนั้นก็โดยหลักของการฟ้องและการให้การก็ยังยึดโยงอยู่กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มาลี พฤกษพงศาวลี

กรณีที่มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับคดีจำนวนมากเคยอ่านว่ามีกรณีที่ลูกจ้างมาจากโรงงานเดียวกันแล้วก็ได้รับความเดือดร้อนจากนายจ้างคนเดียวกันเดินทางมาเป็นร้อย ๆ คนจะทำอย่างไร  คดีในลักษณะนี้ทางศาลใช้วิธีการอย่างไรต้องสืบพยานทุกคนเลยหรือไม่

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

คดีที่มีลูกจ้างจำนวนมากเราก็ให้ฟ้องเป็นคดีเดียวกันแล้วก็แต่งตั้งผู้แทนโจทก์ คือตั้งผู้แทนโจทก์หนึ่งคนหรือสองคนเพื่อที่ว่าโจทก์ทั้งร้อยคนหรือสองร้อยคนหรือสามคนไม่ต้องมาที่ศาลพร้อม ๆ กันเพราะถ้าโจทก์ไม่มาจะเป็นเรื่องของการขาดนัด ถ้าผู้แทนโจทก์คนนั้นมาคนเดียวก็ถือว่าโจทก์ทุกคนมา แต่ว่าในรูปของแบบคดีนั้นก็จะฟ้องในคดีเดียวกันไม่ได้ก็เลยต้องให้แยกฟ้อง  เขาสามารถมาศาลได้ทุกครั้งเขาก็สามารถดำเนินคดีในศาลแรงงานแทนโจทก์ทั้งหมดได้ ถามว่าแล้วต้องสืบพยานกันทุกคนกันหรือเปล่าถ้าจะเอากันจริง ๆ แล้วโจทก์แต่ละคนเขามีผลประโยชน์ แตกต่างกันโจทก์นี้ได้ค่าจ้างวันละ 15 บาท  ตัวอย่าง ผิดกฎหมายโจทก์คนนี้ได้เงินเดือนเดือนละ 200 บาท อย่างนี้ก็จะต้องมาเบิกความทุกคนซึ่ง  เป็นอย่างนั้นก็ลำบากมากโจทก์ 200 คน มาสืบ 200 ปากก็จะวุ่นวายในกรณีเช่นว่านี้ผู้แทนโจทก์ อนุโลมเอาว่าถ้าโจทก์เบิกความได้ทั้งหมดซึ่งก็เบิกไม่ได้แน่ ๆ เพราะโจทก์ผู้แทนโจทก์จะจำค่าจ้างวันเข้าทำงาน ตำแหน่งงานของลูกจ้างคนอื่นด้วยทั้ง 200 คนเป็นไปไม่ได้แต่ก็ทำเป็นเอกสารท้ายฟ้องไว้โดยมีรายชื่อโจทก์มีอะไรก็เบิกความไปว่าปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้อง

ลูกจ้างจะได้รับการพิจารณาจากพนักงานตรวจแรงงานก่อน พนักงานตรวจแรงงานควรจะเข้ามาและพอเข้ามาแล้วทำงานเรียบร้อยแล้วและพนักงานตรวจแรงงานมาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวเท่านั้นเองว่าได้สอบสวนข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าลูกจ้างทั้งหมดมีวันเข้าทำงานอัตราค่าจ้างวันออกจากงานค่าชดเชยค่าจ้าง  ปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้อง ปากเดียวน่าจะมีน้ำหนักเพราะผ่านการดำเนินการของของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นมีบทบัญญัติอยู่ในกฏหมายแล้ว แต่ถ้าลูกจ้างไปฟ้องศาลแรงงานเลยแล้วก็หาผู้นำที่เก่งไม่ได้หรือไม่มีทนายความที่ช่วยเหลือก็จะลำบากแต่ถ้ามีทนายความช่วยเหลือก็พอได้ แต่อย่างไรก็ตามในแง่กฏหมายต้องมาเบิกความแล้วต้องการให้เบิกความเพียงคนเดียวโดยอาศัยพนักงานตรวจแรงงาน

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาลี  พฤกษพงศาวลี

ในเชิงทฤษฎีตามตำราที่สอนกันว่าที่จริงแล้วนายจ้างมีหน้าที่ในการที่จะต้องจัดทำทะเบียนลูกจ้าง นายจ้างมีหน้าที่ที่จะต้องทำทะเบียนเกี่ยวกับเรื่องของการจ่ายค่าจ้างซึ่งเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นหลักฐานเบื้องต้นในการที่จะชี้ให้เห็นว่าลูกจ้างแต่ละคนนี่มีค่าจ้างเริ่มทำงานตั้งแต่วันไหน แต่ว่าในทางปฏิบัติอาจจะไม่ได้สะดวกแบบนั้นแต่ว่าประเด็นที่ชี้ให้ ก็เห็นว่าจะต้องมีความร่วมมือกันกับฝ่ายกระทรวงแรงงาน ฯ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร

ฝ่ายตุลาการซึ่งในการออกแบบ พ.ร.บ.ในปี พ.ศ. 2522 ได้มีการเชื่อมตรงนี้ไว้พอสมควรว่าการส่งเสริมให้ประสานงานกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการว่าเรื่องอะไรที่จะต้องไปดำเนินการในฝ่ายบริหารก็ต้องทำให้เสร็จก่อนแล้วถึงจะไปฟ้องศาลได้แต่ในเรื่องของการเลิกจ้างรู้สึกว่าความนิยมของลูกจ้างจะนิยมไปที่ศาลมากกว่า

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

เมื่อลูกจ้างไม่ได้รับเงินต่าง ๆ ค่าจ้างค่าล่วงเวลาการทำงานในวันหยุดหรือค่าชดเชยหรือค่าช่วยพิเศษหรือเงินประกัน  สามารถทำได้สองทางคือทางหนึ่งไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน  อีกทางหนึ่งก็ไปศาล คำถามที่ว่าไปไหนดี แต่ถ้าเป็นลูกจ้างที่มีความรู้ตอบคำถามได้หมดและจำวันและทุกอย่างได้หมดไปศาลแรงงานดีกว่า  แต่ถ้าเป็นลูกจ้างที่ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่กระทั่งนายจ้างชื่ออะไรไม่รู้ชื่อบริษัทก็ยังเขียนชื่อผิดหลายต่อหลายครั้ง ฟ้องว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดเกษมสันต์แต่พอจะไปยื่นทรัพย์กับเป็นบริษัทเกษมสันต์จำกัด ยึดไม่ได้เพราะชื่อไม่เหมือนกันจึงเป็นคนละคน หลายต่อหลายครั้งลูกจ้างประเภทนี้ควรจะไปไปที่พนักงานตรวจแรงงาน เพราะพนักงานตรวจแรงงานนี้เขาจะเรียกนายจ้างเข้ามา แล้วก็ออกคำสั่งมาจะเป็นหลักการในการที่จะมาดำเนินคดีได้ง่ายขึ้น เขาเพียงแต่ฟ้องให้ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานแล้วพนักงานตรวจแรงงานสามารถออกไปยังสถานที่ที่ทำงาน สถานที่เกิดเหตุ สถานประกอบการ แต่ศาลออกไปอย่างนั้นไม่ได้แล้วก็ทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์มาในคำฟ้อง เพราะฉะนั้นหลักการง่าย ๆ ก็คือถ้าเป็นลูกจ้างระดับบนก็ควรจะไปศาล ถ้าเป็นลูกจ้างระดับล่างไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานตรวจแรงงานเพื่อที่จะไปร้องเรียนเขาแล้วจะไปตรวจแรงงาน ไปหาทะเบียนลูกจ้างเอกสารการจ่ายค่าจ้างหรือข้อระเบียบการทำงานมาก็ช่วยได้ เรื่องเอกสารต่าง ๆ ที่นายจ้างจะต้องทำในคดี   คดีบางคดีหรือเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างมีทั้งระบุไว้เกินกว่าจำนวนก็มี ต่ำกว่าจำนวนก็มี  เช่น ลูกจ้างนั้นเป็นชาวไต้หวันนายจ้างนำเข้ามา  จะต้องเป็นประเภทช่างฝีมือ   ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่ให้เข้ามา เพราะไม่ผ่านกองตรวจคนเข้าเมือง   กองตรวจคนเข้าเมืองเขาต้องกำหนดให้ช่างต้องเงินเดือนเท่าไร   สมมุติว่าสี่หมื่นเพราะฉะนั้นก็เลยต้องมีเงินเดือนสี่หมื่น  ใน ภ.ง.ด. 1 ก็มีเงินเดือนสี่หมื่น แต่รับจริง 9,000   ในการนำสืบคดี 9,000  ลูกจ้างก็เลยฟ้องขอค่าชดเชยสี่หมื่นซึ่งปรากฏอยู่ใน  รง. 1   ปรากฏอยู่ในเอกสารการจ่ายค่าจ้าง  ก็เพราะว่าการจ่ายค่าจ้างเขาจ่ายเป็นภาษาจีน   เขียนภาษาจีนเขามีรายได้แต่ละเดือนเขามีรายได้เป็นสลิปมา   ศาลจะตัดสินอย่างไร  เนื่องจากนายจ้างต้องการให้จ่ายน้อยลงเพราะลูกจ้างต้องการเสียภาษีน้อย   ต้องการเสียเงินที่เกี่ยวข้องกับประกันสังคม   นายจ้างก็ต้องการจ่ายเงินน้อย   เสียภาษีน้อยด้วยรายจ่ายประกันสังคมน้อยด้วยก็เลยน้อยกว่าปกติแต่จริง ๆ ค่าจ้างลูกจ้างน้อยกว่านั้นก็มี   เพราะฉะนั้นเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายค่าจ้างที่ยื่นมาก็ไม่ใช่ว่าจะฟังได้เลยไป

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาลี  พฤกษพงศาวลี

ในแง่ของกระบวนการพิจารณาประเด็นหลักก็คงจะเป็นแนวคิดในการดำเนินคดีแพ่งกับแนวคิดในการดำเนินคดีแรงงานที่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญค่อนข้างมาก   เพราะว่าคดีแพ่งถือว่าคู่ความมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลประโยชน์ของตนเองแล้วก็จะต้องดำเนินตามกระบวนพิจารณาโดยเคร่งครัด   แล้วเราก็พบว่าคดีแพ่งเป็นจำนวนมากการแพ้ชนะคดีเป็นเรื่องในทางวิธีพิจารณาคดีมากกว่าที่จะเป็นเนื้อหาสาระของคดี   แล้วเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ก็ให้นำวิแพ่ง ฯ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

แล้วที่อาจารย์ได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนก็คือในระดับของศาลชั้นต้นได้พยายามที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเต็มที่   แต่ว่าก็ไปติดอยู่ที่แนวศาลฎีกา ในที่สุดแล้วมันคือจุดอับของกฎหมายฉบับนี้  เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาที่แพ้ชนะกันด้วยวิธีพิจารณามากกว่าเนื้อหาของคดีแล้วก็เข้าไปในคดีแพ่งโดยทั่วไป   ซึ่งตรงนี้ดิฉันอยากจะให้อาจารย์ช่วยขยายความว่าเราจะทำอย่างไร   เพราะว่าเราคงต้องยอมรับกันว่า   การผลักดันในเรื่องศาลแรงงานเป็นความพยายามที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง   ถึงขนาดต้องเขียนไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าต้องมีศาลแรงงานนะถึงเกิดศาลแรงงานขึ้นมาในปี  2522

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

จุดสำคัญของเรื่องที่ว่าทำอย่างไรที่เราจะบริการประชาชนให้สมกับถ้อยคำที่เขียนไว้ในหลักการและเหตุผลท้ายพระราชบัญญัตินี้หรือในมาตรา 29 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว   คือประหยัด  สะดวก  สะดวกควรพิจารณาในแง่ที่เป็นรูปธรรม   นั่นก็คืออะไรง่าย ๆ เช่น มาฟ้องมาพูดให้ศาลฟังถึงความไม่ดีของฝ่ายโจทก์ถึงข้อเท็จจริง ศาลก็จะเป็นค้นหาข้อกฎหมายแล้วก็สรุปข้อเท็จจริงจากคำฟ้องนั้นได้   ศาลฎีกาท่านบอกว่าเป็นนอกฟ้องนอกคำให้การ   ให้ศาลแรงงานพิพากษาใหม่   เมื่อศาลฎีกาท่านเคร่งครัดในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง   นั่นก็หมายความว่าเขาบังคับให้คู่ความต้องมีทนายความ   ทำไมไม่ให้นายจ้างหรือลูกจ้างกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลมาสู้คดีในศาลแรงงานตรงนั้นด้วย   ทำไมจะต้องมีคนอื่น   แล้วก็สู้กันด้วยข้อเท็จจริงล้วนๆ  ข้อกฎหมายศาลเป็นคนพิจารณาเองไม่ได้หรือ   ศาลก็เป็นคนตัดสินความจริงแล้วก็เป็นความจริงจากปากผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ในโรงงานมาด้วยกัน   เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะต้องทำก็คือจะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ถ้าต้องการให้กระบวนพิจารณาง่าย คือว่าในตอนที่ลูกจ้างมาฟ้องก็ให้เอาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานมาแล้วก็มาหาศาล   ขณะนี้มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งพยายามที่จะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่  ในปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในกระทรวงยุติธรรมแล้วมาเป็นสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ได้มีคณะกรรมการขึ้นพิจารณาแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ตลอดมา   โดยผ่านการพิจารณาหลายขั้นตอน   เมื่อมีการประชุมยกร่างกันเราเชิญทุกฝ่ายมาร่วม ตั้งแต่อัยการ  ตำรวจ   สภาทนายความ   กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม   จากตัวแทนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาร่วมกัน   เป็นร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฉบับใหม่   มีการแก้ไขแต่ว่าการแก้ไข โดยเฉพาะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่มีข้อบกพร่องแล้วได้แก้ไขในเรื่องผู้พิพากษาสมทบด้วย   ซึ่งในระยะหลังนี้มีปัญหาในการเลือกตั้ง   ซึ่งทำให้กิตติศัพท์ของผู้พิพากษาสมทบโดยรวมต่ำลงไป   ก็เลยอยากจะเปลี่ยนรูปแบบเป็นรูปของแทนที่จะเป็นเลือกตั้งก็เป็นคัดสรรโดยคณะกรรมการที่เป็นกลางอย่างยิ่งโดยมีตัวแทนของทุกฝ่ายเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย   แต่ว่าสำหรับการแก้ไขในรูปแบบของกระบวนพิจารณาจริง ๆ มีไม่มากนัก

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาลี  พฤษพงศาวลี

ดิฉันอยากจะยกตัวอย่าง   อยู่คดีหนึ่งที่จะใช้สอนนักศึกษาเป็นประจำแล้วก็ชี้ให้เห็นถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการพิจารณาคดีแพ่งกล่าวคือเป็นเรื่องของการที่  ข.ส.ม.ก. บังคับโอนกิจการจากรถโดยสารประจำทางของพวกเอกชนไปเป็นของ ข.ส.ม.ก.  เสร็จแล้วปรากฏว่าต่อมาตอนหลังลูกจ้างซึ่งเดิมเป็นลูกจ้างเอกชนมาฟ้องนายจ้างคนเดิมว่าไม่ได้จ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างแล้ว   ก็มีการสืบกันในศาลว่าเขาไม่ได้เลิกจ้าง   เป็นเรื่องของการที่เขาถูกบังคับโอนกิจการแล้วในการบังคับโอนกิจการนั้นมีการทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างด้วย  ว่านายจ้างคนใหม่คือ ข.ส.ม.ก. จะรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่   แล้วก็ปรากฏว่า  ที่ยกตัวอย่างอันนี้เพื่อที่จะชี้ให้นักศึกษาเห็นว่าต่อไปเมื่อหน้าที่เป็นทนายคุณจะต้องรอบคอบ   มิฉะนั้นทำให้ลูกความของคุณเสียหาย

แม้ว่าจะมีแถลงการณ์เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างแนบติดไปด้วยในการฎีกาก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น   เพราะฉะนั้นเมื่อหยิบขึ้นมาพูดในศาลฎีกาจึงไม่ได้   ศาลฎีกาก็ตัดสินให้นายจ้างคนเดิมนั้นจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างไป   ซึ่งตรงนี้ดิฉันมองว่าเป็นตัวอย่างของคดีที่สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดในเรื่องของการดำเนินคดีแพ่งครอบงำอยู่ค่อนข้างมาก   จุดนี้คงเป็นจุดหนึ่งที่เราคงต้องคิดอ่านกันต่อไปว่า   คือศาลแรงงานเป็นศาลสองระดับเท่านั้นเอง   คือจากศาลชั้นต้นก็ไปศาลฎีกาเลย   ในระยะแรกดิฉันเคยไปสัมภาษณ์ท่านอาจารย์จำรัส  เขมาจะรุ   เราทำหนังสือนิติศาสตร์เล่มหนึ่งที่เป็นเรื่องแรงงานโดยเฉพาะ   แล้วจังหวะนั้นก็เป็นจังหวะเหมาะพอดีเพราะว่าเปิดศาลแรงงานพอดี    ก็ไปสัมภาษณ์ท่าน    ท่านก็บอกว่าทางกระทรวงยุติธรรมพยายามคัดคนที่จะมาทำงานในศาลแรงงาน   ซึ่งคงจะยอมรับกันโดยทั่วไปว่าคดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนกับคดีแพ่ง   เนื่องจากมีเรื่องของนโยบายของรัฐเกี่ยวข้องด้วย   เรื่องของความเป็นธรรมในสังคม  ดิฉันคิดว่าจำเป็นต้องใช้นักกฎหมายที่มีทัศนะกว้างขวาง   ซึ่งเราไม่สามารถที่จะหานักกฎหมายแบบนี้ได้ในมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน

 

คุณบัณฑิต

องค์กรที่เกี่ยวข้องที่มูลนิธิอารมณ์  พงษ์พงันได้ทำร่วมกับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน   แล้วก็ทำร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยต่างๆ   แต่ว่าก่อนหน้านี้เมื่อประมาณปี 2531 ก็ได้มีโครงการศึกษาระบบการบัญชีกับในเรื่องกระบวนการแรงงานทางมูลนิธิอารมณ์  พงษ์พงัน       ซึ่งการศึกษาในแง่ของกระบวนการแรงงานกับศาลแรงงานโดยตรง   คือผมจะเริ่มต้นจากการมองข้อเท็จจริงโดยเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนายจ้างลูกจ้างที่มีความสัมพันธ์กันว่าในระบบสังคมไทยนี้เป็นอย่างไร   เพราะความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับฝ่ายลูกจ้างที่เข้าสู่ศาลแรงงงานเป็นส่วนหนึ่ง โดยแยกไม่ออกจากการผูกพันธ์กันที่มีอยู่ในระบบสังคมการเงิน   ข้อได้เปรียบของฝ่ายนายจ้างพูดกันง่ายๆ ก็คือ

ประเด็นที่หนึ่ง คือมีอำนาจเหนือกว่าลูกจ้าง   ถ้ามองในแง่ของสภาพการจ้างงานจะพบว่านายจ้างจะมีอำนาจของผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะเลือกจ้างใครและมีอำนาจในการเลือกที่จะเลิกจ้างใคร   ถ้ายอมจ่ายสินจ้างโดยยอมจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างจำนวนมากก็ไม่เท่าไหร่ก็จบสิ้น   แล้วก็มีอำนาจในการควบคุมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับผลประกอบการ   กำไร   ขาดทุน   ซึ่งลูกจ้างจำนวนมากไม่มีโอกาสเท่าคนเหล่านี้

ประเด็นที่สองคือ มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะจ้างทนายความหรือว่าที่ปรึกษานักบัญชีมืออาชีพที่จะมาตกแต่งบัญชีหรือประกอบการต่าง ๆ   อาจจะมีการจ้างกันถูก ๆ การต่อรองของลูกจ้างได้โดยไม่สามารถให้สหภาพมาช่วยด้วย   อำนาจในการจ้างพรรคพวกของตัวเอง   ผมถึงสามารถเข้าถึงกลไกในช่องนี้ได้  เพื่อประโยชน์ต่อตัวเอง

ประเด็นที่สามคือ นายจ้างมีอิทธิพลในการจ้าง   ลูกจ้างจำนวนมากจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้าง  ซึ่งนายจ้างอาจจะทำขึ้นมาใหม่ก็ได้   หรือไม่ก็ให้พยานไปเบิกความซึ่งอาจจะเป็นโทษแก่ฝ่ายลูกจ้าง   ประเด็นนี้คือความสามัคคี   นายจ้างที่บังคับคดีจะมีความเข้มแข็งมาก   ส่วนฝ่ายลูกจ้างจะเป็นผู้ด้อยความรู้ ด้อยโอกาส  เพราะขาดการศึกษากฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง   เมื่อเขาเข้าสู่กระบวนการของศาลก็แน่นอนศาลมักจะเป็นผู้มีโอกาสผดุงคุณธรรมจากกระบวนการเหล่านี้

ประเด็นที่สามก็คือ ความด้อยโอกาสในทางเศรษฐกิจก็ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีจนถึงที่สุด   เลยต้องยอมประนีประนอมใด ๆ ในการรับเงินช่วยเหลือใด ๆ ที่นายจ้างจะจ่ายให้   ไม่สามารถจ้างทนายความมาช่วยเหลือตัวเองได้   หรือบางท่านอาจจะจ้างทนายความได้   แต่ก็อาจจะเป็นทนายความที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเท่ากับทนายความของฝ่ายนายจ้าง   ไม่กล้าเป็นพยานให้กับเพื่อนของตัวเองเพราะอาจจะถูกเลิกจ้างได้   แล้วในระยะหลังนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนายจ้างที่เลิกจ้างโดยไม่ยอมจ่ายค่าตอบแทนที่ควรจ่ายตามกฎหมาย   เพื่อผลักดันให้ลูกจ้างจำเป็นต้องไปฟ้องศาลแรงงาน  เมื่อไปถึงศาลแรงงานโอกาสที่จะไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความเพื่อจะจ่ายเท่าที่นายจ้างจะจ่าย   เพราะนายจ้างจ่ายต่ำกว่าที่จ่าย

ประเด็นที่สี่คือ  ปัญหาความแตกแยกในหมู่แกนนำลูกจ้างด้วยกันเองประกอบกับมีระบบอุปถัมภ์   หรือที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ

เราจะได้ผู้พิพากษาในระยะต่อมาเป็นคนที่สุภาพอ่อนน้อมสงบเสงี่ยมกันมาก   ซึ่งนายจ้างโต้แย้ง   ประเด็นสำคัญอาจจะเป็นเพราะว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง    รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งและกระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ ขาดความโปร่งใสขาดความชัดเจนและล้าหลัง

ข้อสังเกตที่ว่าหลักการสำคัญที่จัดตั้งศาลแรงงานขึ้นมาซึ่งแตกต่างจากศาลแพ่งและศาลโดยทั่วไป  ได้แก่อะไรบ้าง มีประเด็นที่สำคัญ   ซึ่งเราจะได้พิจารณาร่วมกัน

หลักการที่หนึ่งก็คือว่า   ต้องการให้กระบวนการดำเนินการของศาลแรงงานซึ่งก็รู้อยู่ในหลักที่ว่าสะดวก   รวดเร็ว   และเป็นธรรม   เหตุผลก็สลับซับซ้อนเพราะเป็นความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกันบ้างไม่เท่าเทียมกันบ้าง   ลูกจ้างส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ถูกเอาเปรียบมากกว่ายากจน   ด้อยโอกาสมากกว่า  และความรู้นี้ก็น้อยกว่า    จึงจำเป็นที่จะต้องจัดระบบศาลขึ้นมาใหม่   เพื่ออำนวยความสะดวกความรวดเร็ว  และความเป็นธรรมแก่ลูกจ้าง   แต่หลักการเหล่านี้ตอนหลังก็ถูกตั้งคำถามว่าไม่ประหยัดจริง ๆ   ที่ประหยัดแน่นอนในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการขึ้นศาล   ก็อาจจะเป็นค่าคำฟ้องคำร้องของศาล  เพราะส่วนใหญ่ลูกจ้างจะมาฟ้องศาลในต่างจังหวัด   นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยหรือไม่จ่ายค่าจ้าง   ความสะดวกก็อาจจะไม่ค่อยสะดวก

หลักการข้อที่สองก็คือ   เป้าหมายที่สำคัญของการจ้างงานก็คืออยู่ที่การประนีประนอมยอมความ   ไม่ใช่มุ่งการแพ้ชนะในทางคดีของคู่ความที่เกี่ยวข้อง   เพราะว่าต้องการให้ลูกจ้างซึ่งส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบได้มีโอกาสเข้าไปเป็นคู่ความร่วมกับนายจ้าง   ซึ่งลูกจ้างส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้องโดยไม่รู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน   อันนั้นก็เป็นประเด็นที่สำคัญ   เพราะว่าในกรณีที่พบในคำพิพากษาให้ลูกจ้างเป็นฝ่ายผู้ฟ้องมีโอกาสกลับเข้าไปสู่การทำงานร่วมกันกับนายจ้างยากมาก  เพราะนายจ้างก็มักจะอ้างว่าไม่รับเข้าทำงานหรือว่าไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้

ประเด็นสามก็คือ การพิจารณาคดีต้องกระทำโดยผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศาลแรงงานทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง   เพราะว่ากฎหมายแรงงานเราถือว่าเป็นกฎหมายพิเศษทางสังคม   มีขึ้นเพื่อที่จะคุ้มครองลูกจ้าง  และที่สำคัญเพื่อป้องกันผลประโยชน์ที่จะมีขึ้น   ให้กลไกของกระบวนการยุติธรรมนี้เป็นตัวยุติ   ก่อนที่จะเกิดปัญหาตามมามากขึ้น

ประเด็นที่สี่ก็คือ   การแสวงหาข้อเท็จจริงและเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามสมควร   ศาลเป็นผู้ซักถามพยาน   ตัวทนายความจะซักถามได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลที่ชัดเจน   ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าฝีมือของทนายความที่จะซักค้านกันเองเป็นอย่างใด   อันนี้คือในความเป็นจริงลูกจ้างจำนวนมากไม่สามารถจ้างทนายความได้   หรือว่าไม่อาจนำสืบพยานหลักฐานที่สมบูรณ์ให้สามารถได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนต่อสู้คดีได้เต็มที่

หลักการข้อที่ 5 ก็คือว่า   ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอได้   และผู้พิพากษาสามารถสั่งให้มีผลผูกพันกับคู่ความได้  ผมขออนุญาตไม่พูดถึงมาตราในกฎหมาย เหตุผลอันนี้ก็คือว่าเพื่อต้องการคุ้มครองลูกจ้างจำนวนมากซึ่งอาจจะไม่กล้ามาฟ้องศาลแรงงาน   และเป็นการป้องกันไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างที่ทำงานให้กับนายจ้างในสถานประกอบการ      แล้วก็ไม่พร้อมที่จะเข้ามาเป็นคู่ความ   ซึ่งหลักการนี้ผมก็คิดว่าค่อนข้างเป็นหมันเหมือนกัน    ท่านผู้พิพากษากลางอาจจะมีความคิดว่าต้องการรักษาความเป็นกลาง   ก็ต้องพิพากษาตามคำร้องหรือคำฟ้องที่ลูกจ้างเป็นผู้ฟ้องมา   ซึ่งในหลายกรณีลูกจ้างไม่รู้ประเด็นทางกฎหมายที่เขาจะมีสิทธิฟ้องร้องได้มีอะไรบ้าง   เขาก็ฟ้องมาในสิ่งที่เขาอยากจะได้หรือคิดว่าควรจะได้

ประเด็นสุดท้ายก็คือ ห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง   ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น  หลักการเช่นนี้ก็คือเพื่อให้สอดคล้องกับการให้ข้อเท็จจริงยุติเพื่อให้กระบวนการพิจารณาโดยเฉพาะกระบวนการพิจารณาของศาลเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว   แล้วก็มีข้อวิจารณ์กับทนายความนักกฎหมายบางท่านว่า   การให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดยุติที่ศาลชั้นต้นโดยห้ามสิทธิการอุทธรณ์ในแง่ข้อเท็จจริงของทนายความหรือคู่ความอาจจะมีผลกระทบต่อคู่ความได้   ศาลฎีกาก็จะวินิจฉัยตัดสินพิพากษาไปตามเอกสารกระดาษที่ลูกจ้างส่งหรือข้อมูลที่ศาลชั้นต้นส่งเข้ามา   เพราะว่าไม่มีโอกาสพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตัวเองมากกว่าศาลชั้นต้น

ต่อไปจะเข้าสู่ข้อเสนอรวมถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษาสมทบ   ซึ่งเป็นผลมาจากการระดมความคิดเมื่อปลายปีก่อน   และเมื่อต้นปีนี้

ประเด็นที่หนึ่งคือ สิ่งที่เราเห็นว่าควรจะปรับปรุงคือในเรื่องของอายุ   ข้อเสนอก็คือว่าให้เปลี่ยนเป็นอย่างน้อย 25  ปีบริบูรณ์   เพราะว่าลูกจ้างส่วนใหญ่อายุน้อย   แล้วในเรื่องของกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ก็กำหนดให้ผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงานของสหภาพแรงงานมีอายุอย่างน้อย 20 ปี   ตรงนี้คิดว่าน่าจะอยู่ที่อายุ 25 ปีบริบูรณ์

ประเด็นที่สองคือ เรื่องของสถานภาพการเป็นกรรมการสหภาพแรงงานภายใต้กฎหมายแรงงาน   เพราะว่าองค์ประกอบของคุณสมบัติของกฎหมายแรงงานจริงๆ ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้   มีผู้เสนอว่าน่าจะเป็นหรือเคยเป็นกรรมการสหภาพแรงงานมาก่อนจริง ๆ   หมายถึงให้มีโอกาสบริหารงานในสหภาพแรงงาน  เรียนรู้ปัญหาแรงงานในสถานประกอบการของตนเอง    ไม่ใช่ตั้งปีนี้   ปีหน้าก็จะเป็นผู้พิพากษาสมทบ   คือเป็นทางเลือกทางหนึ่ง   หรือเป็นผู้มีความรู้เป็นผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในด้านกฎหมายแรงงาน  แล้วก็คุณสมบัติในสหภาพในตัวสภาพบุคคลเราก็มีข้อเสนอที่ชัดเจนขึ้น

ประเด็นที่สามคือ เราจะห้ามคือเป็นปัญหาสำคัญก็คือการดำรงตำแหน่งคราวระ 2 ปี แล้วสามารถรับการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งต่อไปได้ เราก็เสนอให้ขยายเป็นสามปีก็อาจจะใช้กับผู้ สอบตกในที่นี้เพื่อให้มีโอกาสทำงานต่อเนื่องหรือหาประสบการณ์พอสมควร

ประเด็นที่สี่คือ เป็นเรื่องของคุณสมบัติของสหภาพแรงงาน  เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคลในการกำหนดองค์กรกำหนดสหภาพแรงงานที่มีผู้ส่งคุณสมบัติ หรือผู้ลงสมัครด้วย เพื่อไม่ให้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานอย่างมักง่าย  โดยเสนอว่าสหภาพแรงงานหรือที่จะมีสิทธิเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบต้องได้รับการจัดตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี  สหภาพแรงงานในแต่ละจังหวัดก็มีข้อเสนอว่าก็ควรจะมีสิทธิส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งและเลือกตั้งสมทบด้วยเพราะในปัจจุบันหรือในอดีตหรือปัจจุบันจนถึงปัจจุบันนี่จะต้องเป็นสหภาพแรงงานที่มีถิ่นที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานกลางเห็นว่าศาลแรงงานกลางก็จะมีอยู่หลายจังหวัดมี กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรปราการ  นนทบุรี  นครปฐม ปทุมธานี

ประเด็นที่หกคือ ไม่มีการกำหนดระยะเวลาของการแจ้งให้สหภาพแรงงานจ้างให้รู้วันเลือกตั้งของพวกเรารู้ล่วงหน้าซึ่งพวกเราก็เสนอว่าควรจะให้กระทรวงแรงงานซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่ว่าให้มีการแจ้งกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้าที่ชัดเจนเพราะว่าให้ทุกสหภาพแรงงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันเลือกตั้งเพื่อให้ สหภาพแรงงานมีโอกาสที่จะคัดเลือกผู้อื่นหรือเตรียมการที่จะส่งบุคคลที่เหมาะสม ไปลงสมัคร

ประเด็นที่เจ็ดคือก็เป็นประเด็นเกี่ยวกับการออกเสียงจากแบบที่ผ่านมาถึงปัจจุบันกระทรวงแรงงานใช้หลักของหนึ่งสหภาพแรงงานเข้ามามีเสียงโวต ซึ่งผมเข้าใจว่าประเทศไทยอาจจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่ผู้แทนเป็นผู้จ้างในแต่ละปีใช้หลักสหภาพแรงงานหนึ่งองค์กรหนึ่งโวตส่วนใหญ่ให้องค์กรแรงงานโดยเฉพาะระดับชาติที่มีสมาชิกมากที่สุดเป็นผู้มีสิทธิในการส่งผู้แทนลูกจ้างฝ่ายเข้าขบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารแรงงานหรือสวัสดิการสังคมแล้ว หรือไม่ก็อีกทางเลือกหนึ่งก็คือว่าเสียงโวตจะต้องสัมพันธ์กับจำนวนสมาชิกขององค์กรในแรงงานสหภาพ การใช้เสียงโวตแบบหนึ่งสหภาพแรงงานหนึ่งเสียง ไม่ว่าลูกจ้างจะมีจำนวนเท่าไหร่แล้วก็จะตั้งมาเมื่อไหร่นานเพียงใดนำไปสู่การจัดตั้งสหภาพแรงงานขนาดเล็กจำนวนมากซึ่งใช้อำนาจการต่อรอง หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนเท่านั้นเองไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งสหภาพแรงงานได้หรืออาจจะไม่มีโอกาสที่จะสามารถจัดประชุมใหญ่สมาชิกปลายปีได้  ข้อเสนอก็คือว่าให้หนึ่งสหภาพหนึ่งแรงงานนี้มีมาตรการส่งผู้แทนมาเลือกตั้งก็ให้ หนึ่งสหภาพส่งมาหนึ่งคนในจำนวนเสียงไม่ใช่หนึ่งเสียงแต่ให้สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกของสหภาพแรงงาน เช่น มีสมาชิก 500 คน ได้หนึ่งเสียง แล้วก็มากกว่า 500 จนถึง 1000 อาจเป็นสองเสียง ต่ำกว่า 500 อาจจะเข้าเสียงหนึ่งอันนี้เป็นตัวอย่าง แต่ว่าเราเสนอเรื่องของการตรวจสอบด้วย ไม่ใช่สหภาพพอจดทะเบียนก็มีสิทธิ ระบบการตรวจสอบฐานของสมาชิกเราเสนอว่าให้พิจารณาที่ใบเสร็จรับเงินค่าบำรุง  ค่าบำรุงของสหภาพแรงงานที่มีผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองงบดุลในที่ประชุมใหญ่สมาชิกอาจจะปีล่าสุดแล้วก็อาจใช้สิทธิในทางมิชอบก็จะมีโทษทางอาญาด้วย  อันนี้ก็เป็นข้อเสนอระบบการตรวจสอบ ข้อนี้มีอีกประเด็นก็คือว่าจะทำให้สหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นมาถ้าเขาต้องการผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเขาอาจจะต้องมีหลายสหภาพไปร่วมมือกัน หรืออาจจะต้องมารวมหัวให้เป็นสหภาพเดียวกัน เพื่อจะใช้สิทธิในการลงคะแนนให้ได้จำนวนมาก เพราะที่สำคัญก็คือว่าป้องกันการจัดตั้งสหภาพแรงงานเพื่อต้องการคะแนนเสียงไปโหวต

ประเด็นที่แปดคือ การกำหนดเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก่อนเลือกตั้ง เพราะในระยะหลังนี้ก็จะมีข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยผู้พิพากษา บุคคลที่ถูกส่งจากสหภาพซึ่งมาจากฝ่ายลูกจ้างมีคุณสมบัติตามกฏหมายจริงหรือไม่ เพราะว่าในกระบวนการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบที่พบเห็นเขาจะไม่มีการส่งข้อมูลของผู้ลงสมัครให้กับผู้มาเลือกตั้งรู้ล่วงหน้าก่อน  หมายความว่าการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบที่ผ่านมาก็คือว่าจะมีเป็นระบบโพยหรือระบบชี้แนะอุปถัมป์บางอย่างให้เลือกกันตั้งแต่เบอร์หนึ่งถึงเบอร์ร้อยห้าสิบแปดเลยคนเป็นจำนวนมากไม่รู้จักคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราคำนึงว่าน่าจะมีกระบวนการที่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงคะแนนได้ก่อนวันเลือกตั้งขึ้นมา อันนี้ก็คิดไว้ก่อนเลยว่าให้มีการส่งประวัติผู้สมัครรับเลือกตั้งให้สหภาพต่าง ๆ ทราบล่วงหน้าก่อนเลือกไม่น้อยกว่า 7 วัน   ศาลแรงงานหรือสำนักงานอื่นหรือแรงงานจังหวัด   มิฉะนั้นหมดสิทธิมา ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีสิทธิตรวจสอบรายชื่อตนเองแล้วก็รายชื่อของผู้ลงสมัครแล้วแก้ไขเพิ่มเติมก่อนวันเลือกตั้ง อันนี้คือการคัดค้านการเลือกตั้ง เราก็คิดไปถึงการเลือกตั้งขึ้นมาให้มีระบบผู้สมัครเลือกตั้งและผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือสหภาพแรงงาน หรือสมาคมนายจ้างมีสิทธิพร้อมคัดค้านยื่นคำร้องต่อในปีภายใน 15 วันตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งในประเด็นหนึ่งที่กฎหมายไม่กำหนดบทลงโทษผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมทุจริตหรือตำแหน่งการโดยมิชอบเวลามีการเลือกตั้งเรามีข้อเสนอขึ้นมาเรามีระบบการตรวจสอบและร้องขอให้มีการลงโทษอันนี้ก็แล้วแต่จะกำหนดให้บรรจุต่อไปก็ได้

ประเด็นสุดท้ายก็คือ บทคุ้มครองผู้พิพากษาสมทบ ควรจะเป็นแบบคุ้มครองการเลิกจ้างให้มีการคุ้มครองลูกจ้างด้วยที่จะต้องไปขออนุญาตศาลแรงงานก่อนเลิกจ้างรวมถึงนายจ้างต้องจ้างให้มีการลาออกไปทำงานที่ไหน

 

คุณอุทิศ

ประเด็นตรงนี้นะเท่าที่เสนอมาดูแล้วผมฟังหลังจากที่เข้ามาแล้วผมคิดว่าเป็นปัญหาการแก่งแย่งกันจะเป็นผู้พิพากษาสมทบ

ประเด็นแรกคือ น่าจะมีออกกฎหมายว่าในศาลสมทบจะต้องมีทนายความของฝ่ายลูกจ้าง เพราะทุกคนก็ทราบดีคือลูกจ้างที่โดนไล่ออก  ปัญหาเรื่องเงินที่มาจ้างทนายความ กรณีที่ลูกจ้างไม่มีทนายความศาลสมทบจะต้องจัดเลย จะต้องจัดแบบในคดีอาญาบางคดี ตรงนี้น่าจะเป็นข้อที่กำหนดจัดให้เลย เพราะเขาไม่มีเงินจ้าง

ประเด็นสองคือ ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุม ผมเชื่อว่าระบบการทางศาล อำนาจผู้พิพากษาหรือ การไต่สวนตรงนั้นที่ไม่เป็นธรรมเรามีสิทธิที่จะร้องเรียนอันนี้ คือ จะต้องจัดอบรมให้หน่วยงานของเอกชนจะต้องเผยแพร่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิตามกฎหมายแรงงานเพื่อเขาจะได้รู้ว่ามีเขาสิทธิอะไรบ้าง

 

คุณอณุวัฒน์   ปิยะศิรินันท์

มาจากองค์กรสภานายจ้างแห่งประเทศไทย ประเด็นแรกก็คือว่า ปัจจุบันสภานายจ้างกับสภาลูกจ้างมีมากมายขนาดนี้ ถามว่าเกิดขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไร ในการพูดคุยกับต่างประเทศเขาจะยึดถือสภาไหนเป็นหลัก

ประเด็นที่ 2 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เรื่องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อยึดถืออย่างไรเป็นหลัก เพราะว่าจากการตั้งข้อสังเกต สมาคมนายจ้างที่ผ่านมา 1 ท่านสามารถเข้าไปรับบัตรในการเลือกตั้งคะแนนเสียงได้ 4-5 ใบ เพื่อการลงคะแนนเสียง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงเพราะว่า 1 ท่าน สามารถที่จะไปจดสมาคมนายจ้างโดยใช้วิธีไขว้กัน ไขว้กันก็คือตัวอย่างคือว่า 3 ธุรกิจ 3 ประกอบการ ซึ่งเป็นอาชีพเดียวกันสามารถจดได้ 1 สมาคม แต่ถ้าเพิ่มไปอีก 1 สถานประกอบการก็เป็น 4 เมื่อ 4 สถานประกอบการชนิดเดียวกันก็สามารถไขว้ไปไขว้มาสามารถจดเป็น 4 สมาคมได้ นั้นคือเหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้ 1 บุคคลสามารถที่จะใช้สิทธิใน 4 สมาคมนั้น เพื่อที่จะไปยื่นขอบัตรไปลงคะแนนเลือกตั้งด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ แต่ว่าเท่าที่ฟังมีการจดสมาคมมากเพื่อที่จะไปเรียกในการที่จะตอบแทนเงินทอง เพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้ง ตรงนี้จากเหตุผลหนึ่งที่ว่า สมาคมนายจ้างที่มันเกิดขึ้นมามากมายขนาดนี้จากประสบการณ์ที่เป็นผู้พิพากษาสมทบมา 2 สมัย สมัยแรก 70 กว่าสมาคม  สมัยที่ 2  200 กว่าสมาคม แต่ถามว่าสมาคมนายจ้างบางสมาคมบางครั้งจดขึ้นมาเป็นนายจ้างจริงหรือไม่ มีการทำธุรกิจจริงหรือไม่ หรือว่าเลิกจากกิจการไปแล้ว หรือว่ามีการเสียภาษีถูกต้องหรือเปล่า อันนี้ไม่มีการตรวจสอบ ตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้สมาคมนายจ้างเกิดขึ้นมามากมายขนาดขณะนี้

อีกประเด็นหนึ่งคือ การเลือกตั้งถามว่า นายจ้างสมัครเข้ามาเป็นฝ่ายลูกจ้าง  ทำได้อย่างไร มีการตรวจสอบหรือไม่ นายจ้างไปอยู่ฝ่ายลูกจ้าง เมื่อได้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้พิพากษาสมทบแล้ว ขึ้นไปนั่งพิจารณาคดีถามบอกว่า ผู้พิพากษาท่านกลางที่นั่งอยู่กึ่งกลางแต่ซ้ายขวาเป็นนายจ้างกับลูกจ้างจริงหรือไม่  เมื่อนายจ้างไปสมัครเป็นฝ่ายลูกจ้างแล้ว ขึ้นไปนั่งพิจารณาพร้อมๆ กัน ก็จะเป็นฝ่ายนายจ้างทั้งคู่ คือจุดอ่อนอันหนึ่งที่ทำให้ในระบบการเลือกตั้งเป็นปัญหาอันนี้อยากให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตแล้วก็ระบบการเลือกตั้งในลักษณะที่ผ่าน ๆ มา ถ้าเป็นระบบของการที่มีการเรียกเงินค่าตอบแทนหลาย ๆ แสน ควรที่จะเปลี่ยนแปลงในระบบของการเลือกตั้งเพื่อที่จะให้ผ่านขบวนการเลือกตั้งเช่นเดียวกับผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลทรัพย์สินทางปัญญา

 

คุณบังอร  แสงงาน

จากสภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแห่งประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาในคดีของศาลแรงงานเพราะเป็นผู้พิพากษาสมทบมา 3 สมัย  คิดว่าเป็นปากเป็นเสียงได้ แต่จริงแล้วคนข้างนอกมองแล้วคิดว่า นายจ้างลูกจ้างคงจะเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงซึ่งกันแล้วกัน แต่รูปแบบของการพิจารณาคดี แล้วตรงนั้นจะเป็นลักษณะที่ว่า คือถ้าเรานั่งอยู่บนบัลลังก์เราจะไม่สามารถที่จะไปถกเถียงกันตรงนั้นได้ใน 3 ท่านนี้ แต่ทีนี้คือว่าหลังจากที่เราลงบัลลังก์แล้ว ในห้องพิจารณาคดีที่ห้องสมทบ เราคิดว่าคงจะไปนั่งพิจารณาคดีตรงนั้นกันอีกคิดแล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าจบจากลงบัลลังก์นั้น ต่างคนต่างเข้าห้องของตัวเอง ไม่ได้ไปมีการพิจารณาคดีตรงนั้นร่วม จะมาพิจารณาอีกทีก็ต่อเมื่อท่านกลางพิจารณาแล้ว ๆ เราก็ไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นตรงนั้น ลูกจ้างส่วนใหญ่จะถูกเลิกจ้างเพราะในข้อกฎหมายศาลก็จะไกล่เกลี่ยก็ส่วนใหญ่ลูกจ้างจะได้เงินนั้นส่วนใหญ่ลูกจ้างจะได้ พอได้ตรงนี้ก็จบกันไปแต่รูปแบบที่เป็นคำครหาจากคนจากสายตาข้างนอกมองว่าศาลสมทบ เข้าไปเรานั่งเป็นพระประดับทำไมไม่พูดเถียงแทนนายจ้างลูกจ้าง ถามลูกจ้างบางทีบอกไม่รู้ ๆ เรานั่งเป็นผู้พิพากษาสมบทฝ่ายลูกจ้างบางครั้งทำไมตอบแบบอย่างนั้นทำไม่ตอบใจอยากจะเถียงแทนแต่ทำไม่ได้ อันนี้คือจุดอ่อนของลูกจ้างอันนี้ก็ซึ่งเป็นปัญหาตอนนี้ ข้อเสนอก็คือเมื่อการพิจารณาคดีของลูกจ้างถ้าผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างลูกจ้างลงมาหลังบัลลังก์แล้วน่าจะมีการพูดคุยกัน ฐานะที่บังอรเป็นสมทบฝ่ายลูกจ้างด้วยแล้วก็ตัวเองก็ทำงานอยู่ในระดับล่างด้วย เพราะจากการคลุกคลีมาจากการทำงานตรงนี้การเจ็บปวดของลูกจ้างเป็นอย่างไรเหมือนกันหมด

2. ถ้าลูกจ้างมาแล้วนายจ้างขอเลื่อน 3 เดือนไปแล้วนะไม่ได้สืบเลยพอมาครั้งนี้แทนที่จะได้สืบไม่ได้สืบนายจ้างขอเลื่อน เลื่อนไปอีกตานี้ 4 เดือนเพราะว่าวันทนายไม่ตรงกันศาลไม่ตรงกันเลื่อนไปอีก 3 – 4 เดือน คดีเป็นปี

แล้วก็ส่วนเรื่องที่เราจะถูกเลิกจ้างกระทรวงแรงงานหรือสำนักงานสวัสดิการน่าจะเข้ามามีส่วนตรงนี้ด้วย จริง ๆ แล้วขั้นตอนของการเลิกจ้างทางสภาองค์กรลูกจ้างเองเพิ่งจะพยามให้ลูกจ้างคุยกับนายจ้าง พอคุยกับนายจ้าง ๆ ไม่ยอมก็ร้องเจ้าหน้าที่กองตรวจ พอร้องเจ้าหน้าที่กองตรวจเจ้าหน้าที่กองตรวจมานายจ้างบอกไม่เอาเลิกจ้างสถานเดียวเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าเขาไม่มีอำนาจมาจะบังคับนายจ้างเจ้าหน้าที่เขาจะบอกให้ไปศาลให้ลูกจ้างไปศาลเพราะเจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการตรงนี้ให้นี่คือปัญหาน่าจะให้เจ้าหน้าที่นำสู่ศาลตรงนี้คือระเบียบข้อบังคับของกฎหมายบังคับแล้วก็ไม่มีอำนาจไม่มีหน้าที่ตรงนั้นด้วยก็คงจะเสนอส่วนตรงนี้เข้าไป

 

คุณสุกันตา  สุขไผ่ตา

จากกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง นโยบายของศาลชัดเจนว่าจะต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้แรงงานและก็ลักษณะการพิจารณาคดีจะเป็นลักษณะที่ประนีประนอมกันที่จะใช้อยู่ร่วมกันได้ แต่สภาพปัญหาที่ผู้ใช้แรงงานได้พบและประสบอยู่ทุกวันเป็นอย่างนี้จริง ๆ และดิฉันเห็นด้วยกับแนวความคิดของท่านอาจารย์เกษมสันต์ ที่บอกว่าการที่แนวคดีของศาลแรงงานจะให้นายจ้าง ลูกจ้าง   อธิบายความทุกข์ให้ฟัง  เพื่อที่จะได้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดี เพราะลูกจ้างเองส่วนใหญ่อาจจะไร้การศึกษาแต่เขาพูดด้วยความเป็นจริงถ้าให้ท่านผู้พิพากษาจะฟังข้อเท็จจริงจากเขาจะได้ข้อเท็จจริงถ้าอนุญาตให้เขาพูด และจากแนวความคิดอีกเรื่องผู้พิพากษาสมทบทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างที่มีจำนวนมากมายในปัจจุบันนี้ ฝ่ายละ 150 คน จากเดิม เมื่อวาระที่ผ่านมาก็แค่ 75 คน แต่วาระนี้ขยายเป็น 150 คน โดยอ้างว่าคดีแรงงานมีมาก ซึ่งผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างเพราะดิฉันอยู่ฝ่ายลูกจ้างบางคนไม่เคยนั่งบัลลังก์เลย แต่ไม่ทราบว่าศาลแรงงานมีคดีมากเป็นเพราะเขาต้องไปต่อสู้ในฐานะที่เป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงานหรือผู้นำแรงงานหรือเปล่าพอเห็นเขาลงในหน้าหนังสือพิม์ก็สั่งแขวนแล้ว แขวนชื่อไว้เลยว่าห้ามนั่งบัลลังก์เด็ดขาดถือว่าไม่เป็นกลาง เป็นธรรมสำหรับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างไหม แล้วอีกอย่างหนึ่งคณะกรรมการตรวจสอบแรงงานเพราะว่าการเลือกตั้ง ส.ส.หรือว่า ส.ว. มี ก.ก.ต. ตรวจสอบแต่การเลือกตั้งของผู้พิพากษาสมทบไม่ว่าจะฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีการตรวจสอบว่าคุณสมบัติที่กำหนดไว้ตรงตามนั้น

 

คุณอุทิศ

ปัญหาที่เล่ามาผมคิดว่าขาดวิธีพิจารณาความในศาลแรงงาน ควรจะกำหนดสิทธิหน้าที่หรืออะไรให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างน้อยที่สุดอย่าไปควบคุมท่านกลาง  การคัดค้านตัวผู้พิพากษา การดำเนินการไม่เป็นกลางก็ร้องเรียนขึ้นไป เพราะฉะนันผมคิดว่าสมควรที่จะมีวิธีพิจารณาในศาลแรงงานประกอบกับกฎหมายตรงนี้ เพราะจะได้กำหนดสิทธิหน้าที่ จะต้องมีการนำตัวผู้ที่จะไปสมทบตรงนี้ผู้พิพากษาสมทบไปฝึกงาน

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจมี 2 เรื่องคือ การทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากผู้พิพากษา    ซึ่งเป็นผู้พิจารณา พิพากษาคดีในศาลมาก่อน   และจากนั้นก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่โจทก์หรือจำเลยที่จะนำเรื่องข้อเท็จจริงเข้าไปสู่การพิจารณาของผู้พิพากษาทั้ง  3 ท่าน    ท่านกลางก่อน สิ่งที่เป็นปัญหาที่หนักใจที่สุดคือการร้องเรียนของคู่ความ ไม่ว่าลูกจ้าง นายจ้าง ทนายความใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเต็มที่ มีการตรวจสอบผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเต็มที่ ดังนั้นท่านจะถูกร้องเรียนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้คือเรื่องปัญหาการไกล่เกลี่ย ถ้ายกเลิกการไกล่เกลี่ยของศาลแรงงานได้ก็หมดปัญหาไปได้ แต่ว่าการไกล่เกลี่ยนั้นดูจะเป็นหลักการของศาลโดยตรง การไกล่เกลี่ย ลูกจ้างไม่ชอบใจ เพราะลูกจ้างอยากได้เต็มฟ้อง นายจ้างก็อยากชนะฟ้อง คือยกฟ้องอาจจะไม่เสียเงิน เพราะฉะนั้นการไกล่เกลี่ยเกิดขึ้นเมื่อไรก็คือการที่เกิดการไม่พอใจ และคำพูดการไกล่เกลี่ยแต่ละคนพูดไม่เหมือนกัน การรับรู้การนำมาใช้ก็ไม่เหมือนกัน

ผู้พิพากษาสมทบ   กระบวนการของผู้พิพากษาสมทบเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น   เป็นเรื่องที่ว่านายจ้างไปอยู่กับลูกจ้างด้วยก็จริง  ซึ่งนายจ้างก็ยอมรับตรงนี้  การไปเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างไปเข้าถึงนายจ้างไม่ได้เพราะว่าค่าใช้จ่ายสูง   ส่วนลูกจ้างอาจจะไม่เสียหรือเสียน้อย   เพราะฉะนั้นในเรื่องที่มาของผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างลูกจ้างอยากได้ตัวนายจ้างจริง ๆ และตัวลูกจ้างจริงๆ เราต้องเปลี่ยนระบบ การเลือกตั้งไม่ใช่ว่าใครมาก็ได้  การกำหนดคุณสมบัติให้เข้มข้นขึ้น  ผู้ที่เขามีประโยชน์ผู้ที่เขามีส่วนได้เสียไม่พอใจ  แล้วกระบวนการควรจะมีการเลือกตั้งอย่างเดิมหรือไม่หรือจะเปลี่ยนแปลงเป็นระบบคัดสรรหรือควรจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องกระบวนพิจารณาคดี   ก็อยากจะให้มีการพิจารณาคดีโดยรวดเร็วแต่ก็ต้องประกอบด้วยอุปกรณ์ทุกอย่างด้วยกัน  แล้วก็คิดว่าระบบประสานความยุติธรรมก็คือว่าจะเป็นระบบการจู่โจมไม่ได้  ต้องให้โอกาสแก่ทั้งสองฝ่ายเขาต่อสู้คดี   ลูกจ้างอาจจะถูกเลิกจ้างมาแล้ว 3 ปีก็ได้  วันหนึ่งก็นึกขึ้นมาได้ก็ไปฟ้อง   ต้องต่อสู้คดีภายใน 7 วันต้องสืบพยานภายใน 7 วัน  กระบวนการที่พิจารณาพิพากษาคดีจะต้องรวดเร็ว

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

ตามกฎหมายว่าต้องสืบพยานติดต่อกันไป    ถ้าจะเลื่อนได้ก็เลื่อนได้ไม่เกิน 7  วัน     แต่ว่าจริงๆ แล้วทำไม่ได้อย่างนั้น  การสืบพยานบุคคลก็เริ่มตั้งแต่การสาบานตัว  แล้วก็ซักถามกันไป  ซึ่งบางปาก็ยาวบางปากก็สั้นเมื่อสืบพยานไปสมมุติว่าสืบเช้าพอเที่ยงก็ต้องหยุด   พอตอนบ่ายก็เป็นนัดใหม่แล้ว    จะนัดเลยไปก็ไม่ได้   เว้นแต่ว่าผู้พิพากษาจะมีคดีในมือน้อยแล้วก็เปิดว่างให้ทั้งวัน     เช้าแล้วก็ทะลุไปถึงบ่ายจนจบเวลาทำงาน    แล้ววันรุ่งขึ้นก็ว่างอีกก็สืบต่อได้เลย   คดีอย่างนั้นก็เป็นคดีที่สืบต่อเนื่องอย่างหนักเหมือนกับคดีในบางประเทศที่เขาสืบกันจนจบก็จะทำให้คดีเสร็จไปได้เร็ว   ทีนี้ถ้ามีการเลื่อนมันก็อาจจะเลื่อนได้   การเลื่อนก็ขึ้นอยู่กับความว่างของผู้พิพากษา   ที่จริงคดีแรงงานไม่ค่อยยากเท่าไหร่   โดยเฉลี่ยแล้วปาก 2 ปากเท่านั้นต่อ 1 ฝ่ายต่างจากคดีประเภทอื่นซึ่งยาวความเหลือเกิน  ถึงกระนั้นก็ยังยาวอยู่

 

คุณสุธาสินี

คือขออนุญาตเรียนถาม    เพราะว่าดิฉันประสบด้วยตนเองก็คือว่า    พออยู่บนโต๊ะไกล่เกลี่ยท่านก็จะบอกว่า   จะเอาอย่างไรในเมื่อนายจ้างไม่บังคับ  ดิฉันก็ยืนยัน   คือนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาในเรื่องโบนัสอะไรอย่างนี้  ก็คือ  ก็ยืนยันตามสัญญาข้อตกลงที่นายจ้างทำไว้กับลูกจ้าง  ท่านก็บอกว่า  ได้เลย  ถ้ามันจบกันไม่ลงถ้าไกล่เกลี่ยกันไม่ลง   จะทำอย่างไร

 

ศาสตราจารย์เกษมสันต์  วิลาวรรณ

จริง ๆ  แล้วไม่ทราบว่าทำไมกฎหมายถึงบังคับให้ศาลต้องทำการไกล่เกลี่ย    แล้วถ้าไม่ไกล่เกลี่ยพอขึ้นไปสู่ศาลฎีกา  ศาลฎีกาท่านถือว่าเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย    ทีนี้การไกลี่เกลี่ย  ถ้อยคำในการไกล่เกลี่ยเป็นอย่างไร   แต่ละคนมีวิธีการไกล่เกลี่ยมีคำพูดไม่เหมือนกัน  วิธีการในการไกล่เกลี่ยที่จะยอมให้คู่ความตกลงกันมันก็มีวิธีการในการไกล่เกลี่ย    1. พูดให้กำลังใจ  เหตุผลดี   2. พูดให้เกิดความท้อใจ   ถ้าทำไม่ถึงพอพิจารณาคดีต่อไปจะทำให้เสียเวลาเปล่าๆ      ทำให้เห็นผลประโยชน์ว่าถ้าตกลงได้เร็วก็จะได้เงินเร็ว  คดีจบไปโดยไม่มีการแพ้ชนะ  อีกอย่างก็คือว่าการไกล่เกลี่ยทุ่นทุกฝ่าย  ก็คือว่ามีการสืบพยานน้อย ไม่ต้องมีการสืบพยานเลย

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาลี  พฤษพงศาวลี

เรื่องของการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร เพราะว่าจริง ๆ แล้วนี่ฝ่ายบริหารก็ทำหน้าที่ในเรื่องของการไกล่เกลี่ยนี้อยู่เหมือนกันคือว่าต้องเอากำลังคนมาเชื่อมกันอันนี้ก็เป็นเรื่องต้องคิดแล้วก็อันนี้ดิฉันคิดว่าไม่ได้เป็นตามเจตนารมณ์ของกฏหมายว่าไม่ได้รวดเร็ว  เมื่อไม่รวดเร็วก็ไม่ประหยัดด้วยก็นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมเพราะฉะนั้นหลาย ๆ เรื่องเหมือนกับจะล้มเหลวทั้งหมด แต่ว่าก็มีเหตุและปัจจัยที่ทำให้ไม่ล้มเหลวทั้งหมด

 

คุณชลิต

ผมเป็นทนายความด้านแรงงาน คดีแรงงานส่วนใหญ่ก็ทำในนามขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านแรงงาน ขอตั้งข้อสังเกตุในคนวงการอาชีพเดียวกันก็คือว่าเราหมกมุ่นและจมอยู่กับปัญหาเทคนิคทางกฏหมายมาก เราไม่ได้ทำบทบาทในเรื่องของเจตนารมณ์ของกฏหมายและแก่นแท้ของวิชาชีพทางกฏหมายเท่าที่ควรท่านไปดูได้ คดีที่ขึ้นสู่ศาลฏีกาหลายประเด็นเป็นเรื่องกระบวนพิจารณาเป็นเรื่องเทคนิคเป็นเรื่องของการสืบพยานหลักฐาน เราไม่เคยเห็นคำวินิจฉัยของศาลที่จะบอกถึงทิศทางการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร คดีแรงงานผมถือว่าเป็นคดีที่กระทบกระเทือนการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างยิ่ง ศาลแรงงานไม่ควรจะอยู่ในชั้นที่ต่ำ ศาลแรงงานควรเป็นศาลที่เชิดหน้าชูตาของสังคมไทย

ประเด็นแรกที่ 2 คือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตัวอย่างมีคดีที่ขึ้นไปสู่ศาลเรื่องเลิกจ้างผู้หญิงมีครรภ์เราก็พยายามจะบังคับตามเจตนารมณ์ของกฏหมายที่คุ้มครองคุ้มครองหญิงที่มีครรภ์ไม่ให้ถูกเลิกจ้างบริษัทบอกว่าขาดทุนลดกำลังผลิตยิ่งช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จะเห็นว่าเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะแยกแยะในแต่ละหน่วยย่อยของธุรกิจที่ได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างที่ว่านั้นหรือเปล่า จะไปเลิกจ้างหญิงมีครรภ์ควรหรือไม่

ในแง่ทิศทางของศาลก็ต้องดูเหมือนกันว่าจะสร้างกลไกที่จะไกล่เกลี่ยหรือระงับข้อพิพาทที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายได้อย่างไร เมื่อท่านพูดถึงกลไกบริหารกึ่งตุลาการหรือกลไกอื่น ๆ ก่อนที่จะมาถึงศาล อันนี้ก็เคยตั้งข้อสังเกตุว่าทางศาลเองก็น่าจะได้มีรูปแบบหรือมีกิจกรรมที่จะทำข้อตกลงอะไรร่วมกัน เพราะว่าจะได้ไม่ต้องสืบซ้ำซ้อนหรือว่าจะได้ทำให้กลไกบริหารตรงนั้นได้ทำหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้อย่างเต็มที่ เมื่อคดีมาสู่ศาลแล้วก็จะได้กระชับและรวดเร็วดังเจตนารมณ์ของกฏหมาย

กลไกทางบริหารก็ไต่สวนก่อนมาถึงศาล ศาลเองก็น่าจะมีแนวข้อกำหนดอะไรที่จะเป็นประโยชน์ แต่เรื่องที่ยิ่งใหญ่คุ้มครององค์กรหรือคุ้มครองพิเศษในเรื่องของเจรจาต่อรองหรือองค์กรต่าง ๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนคุณจะมาที่ศาลเลยไม่ได้ ฉะนั้นในขั้นการรายงานสำคัญจะต้องมี เขาก็จะมีข้อกำหนดในการพิจารณาหรือไต่สวนหรือรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานอีกว่าการสอบสวนการทำงานของรูปการแรงงานสัมพันธ์ตรงนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ชอบด้วยข้อกำหนดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือไม่ แล้วก็กลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องขึ้นไปถึงศาลฏีกา ถ้าไม่เป็นการหนักเกินไปสำหรับศาลก็อยากให้เป็นหน้าที่ของศาลไปหาหลักฐานว่าศาลเป็นผู้มีหน้าที่ในการไต่สวนเพื่อให้ความจริงทั้งหมด ทนายความไม่ว่าฝ่ายโจทย์ฝ่ายจำเลยฝ่ายลูกจ้างต้องช่วยศาลในการนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเหล่านั้นเข้ามาสู่การวินิจฉัยเพราะว่าผลของคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลมันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติคือความสงบสุขที่แรงงานประชาสัมพันธ์อยู่ได้มันไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว

 

คุณบัณฑิต

ระหว่างกระบวนการบังคับใช้กฎหมายแรงงานของฝ่ายบริหารหรือผู้ใช้ก็คือกระทรวงแรงงานกับกระบวนการพิจารณาของศาลแรงงานที่ผ่านมาสะท้อนชัดเจนว่ามันเกิดความล้มเหลวอาจจะคิดว่าสิ้นเชิงเฉพาะในยุคภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อดูจากสถิติของคดีแรงงานที่เข้ากระบวนของศาลแรงงานและผมรู้สึกมีปัญหามากเมื่อเกิดปัญหาข้อขัดแย้งด้านแรงงาน เพราะเวลาเจ้าพนักงานตรวจแรงงานมักจะแนะนำไปทำนองว่าถ้าคุณไม่พอใจให้ไปฟ้องศาลแรงงานคือไม่แสดงฝีมือในการบริหารซึ่งเหมือนกับว่าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานตรวจแรงงาน ถ้าตรวจแรงงานในลักษณะที่ว่าข้อชี้แนะชี้นำให้คนลูกจ้างไม่พอใจให้ไปฟ้องศาลแรงงานนายจ้างก็ไปฟ้องศาลแรงงานอันนี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ระบบของการบริหารกลไก แล้วภาระหลายอย่างที่มาตกที่ศาลในแง่ของจำนวนคดีความซับซ้อนในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งผมคิดว่าเรื่องอาจจะต้องหาทางออกในระบบเชิงบริหารก่อนที่จะมาถึงศาล

ประเด็นที่ 2 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการผลักดันหรือว่าทำอะไรก็ตามให้มีมาตรการหรือนโยบายของกระทรวงยุติธรรมหรือของสำนักงานศาลยุติธรรมที่เกี่ยวข้องให้เห็นความสำคัญของคดีแรงงานเทียบเท่าคดีอื่น ๆ และจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณหรือว่ามีการปรับปรุงกระบวนการศึกษากระบวนการอบรม  ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้พิพากษาเกิดความสำนึกหรือเกิดความเข้าใจว่าคดีแรงงานหรือปัญหาแรงงานที่มีอยู่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการยุติธรรม

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของผู้พิพากษาศาลสมทบที่พูดกันมานี้ผมสรุปง่าย ๆ ก็คือ ว่าประเด็นที่ 1 ก็คืออยู่ที่คุณสมบัติของกฎหมายที่กำหนดไว้แคบซึ่งในกฎหมายประเด็นคือว่ากระบวนการตรวจสอบและก็กระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เป็นตัวก่อปัญหาซึ่งแน่นอนว่ากระบวนการเลือกตั้ง และกระบวนการตรวจสอบปัจจุบันมีอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ประเด็นสุดท้ายก็คืออันนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับกฎหมายใด ๆ กล่าวคือว่าขึ้นอยู่กับสำนึกของชนชั้นแรงงานด้วยกันเองว่าจะมีความสามารถที่จะสามัคคีแล้วก็รวมตัวกันเพื่อจะคัดเลือกผู้พิพากษาศาลสมทบที่จะมีคุณภาพพึ่งพากันได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าไม่ว่าจะมีกฎหมายหรือหลักเกณฑ์อะไรออกมาจะเห็นว่าในแง่หรือความคิดหรือว่าสำนึกมันไม่สามารถที่จะร่วมมือกันได้หากไม่มีความสามัคคีกัน

 

บทสรุป

จากการเสนอความเห็นของวิทยากรและการอภิปรายของผู้เข้าร่วมการสัมมนา ซึ่งเป็นผู้แทนมาจากศาลแรงงาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ที่ประชุมมีความเห็นโดยสรุปดังต่อไปนี้

  1. ปัจจุบันคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง

แรงงาน พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 อันเป็นการคุ้มครองลูกจ้างในการเลิกจ้าง มักจะมีการฟ้องร้องกันในศาลแรงงาน

  1. จุดสำคัญของการดำเนินคดีแรงงานคือเป็นเรื่องที่ว่าทำอย่างไรที่จะบริการ

ประชาชนให้สมกับถ้อยคำที่ขียนไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 คือประหยัดและสะดวก เนื่องจากคดีแรงงานเป็นคดีระหว่างผู้ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจกับผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจกล่าวคือ นายจ้างกับลูกจ้าง การดำเนินคดีของศาลแรงงานต้องสะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม

  1. การกำหนดคุณสมบัติและการได้มาซึ่งผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน จาก

เดิมกระบวนการควรจะเป็นการเลือกตั้งหรือคัดสรร โดยจะมาจากองค์กรสภานายจ้าง หรือสมาชิกของสหภาพแรงงาน เพื่อที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการพิพากษาตัดสินคดี

คดีแรงงานจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร เพราะฝ่ายบริหารหรือพนักงานตรวจแรงงานจะทำหน้าที่ในเรื่องของการไกล่เกลี่ย และยังทำหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนที่จะมาถึงศาล



* น.บ. (ธรรมศาสตร์), น.บ.ท., MLI (University of Wisconsin-Madison) อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

** น.บ. (ธรรมศาสตร์), น.บ.ท., น.ม. (กฎหมายอาญา) (ธรรมศาสตร์), LL.M. (U. of Kent at Canterbury, U.K.), รองศาสตราจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์