Monthly Archives:' November 2001

การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตย

การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตย

                       

วรเจตน์  ภาคีรัตน์*

 

1.  ข้อความทั่วไป

                นับตั้งแต่เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมซึ่งมีการจัดการปกครองเป็นระบบระเบียบ  มนุษย์ได้พยายามสรรหาวิธีการต่าง ๆ  ในอันที่จะให้ได้มาซึ่งตัวผู้ปกครอง  เราพบรูปแบบและวิธีการสรรหาตัวผู้ปกครองหลายรูปแบบในประวัติศาสตร์  เช่น  การกำหนดตัวผู้ปกครองโดยการสืบราชสันตติวงศ์  หรือการใช้กระบวนการจับฉลากคัดเลือกตัวผู้ปกครอง  เป็นต้น

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสรรหาตัวผู้ปกครองกระบวนการหนึ่ง  ในรัฐเสรีประชาธิปไตย  การเลือกตั้งถือเป็นกระบวนการแต่งตั้งผู้ซึ่งจะเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง  โดยผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน  ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรผู้แต่งตั้งแสดงเจตนาออกเสียงลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง  คะแนนเสียงดังกล่าวจะได้รับการนับและนำมาคำนวณเพื่อให้ได้ผลว่าบุคคลใด  จะเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีการในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองเคียงคู่ไปกับวิธีการอื่นๆ  เช่น  การให้ประชาชนมาออกเสียงแสดงประชามติในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ  เป็นต้น

ในรัฐเสรีประชาธิปไตย  การเลือกตั้งนับว่าเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นฐานอันมิอาจขาดเสียได้  ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น  การเลือกตั้งมีผลทำให้อำนาจรัฐมีความชอบธรรม  อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ก็แต่โดยพื้นฐานความเชื่อมั่นของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ  ในสังคม  ซึ่งจะต้องยอมรับหลักเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ  ในสังคมการเมือง  กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นเสียงข้างน้อยจะต้องยอมรับการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากนั้น  ในขณะเดียวกันเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งนำไปสู่ความเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง  จะถูกตัดออกไปจากกระบวนการดังกล่าวไม่ได้

นอกจากการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างหลักเสียงข้างมากกับหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อยแล้ว  การเลือกตั้งยังเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนซึ่งเป็นการปกครองที่ได้รับความยินยอมจากประชาชนอีกด้วย  ที่ว่าเป็นการปกครองที่ได้รับความยินยอมจากประชาชน  ก็เนื่องจากประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจรัฐโดยตรง  แต่ประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจแห่งรัฐให้ความยินยอมผู้แทนของตนใช้อำนาจรัฐได้ตามระยะเวลา  หรือตามวาระที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ

โดยเหตุที่การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งการปกครองแบบมีผู้แทน  การเลือกตั้งจึงมีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่ง  การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจึงต้องตกอยู่ภายใต้หลักการสำคัญ  ๆ    อันแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในรัฐรูปแบบอื่น    เช่น  จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรี

 

*  Dr. jur.  (summa cum laude)  (Goettingen, Germany)   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง  ทั้งนี้  เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิ  “เลือกสรร”  ผู้สมัคร  หรือพรรคการเมืองที่ตนเห็นว่ามีแนวคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกับตนหรือมีนโยบายที่สามารถช่วยแก้ปัญหาของตนและของประเทศได้,  ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็น  เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลเพื่อให้ผู้มีสิทธิ

เลือกตั้งสามารถสร้างเจตจำนงทางการเมืองของตนได้  ในแง่ของผู้เลือกตั้งรัฐต้องกำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิอย่างทั่วถึงในประชาชนทุกกลุ่ม  ไม่เลือกศาสนา,  ฐานันดร,  เพศ,  ภาษา,  ถิ่นกำเนิด,  อาชีพ  หรือความเชื่อทางการเมือง  การใช้สิทธิต้องเป็นไปตามอย่างเสมอภาค  ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องมีคะแนนเสียงเท่ากัน  ไม่ใช่กำหนดให้ผู้มีรายได้สูง  ผู้เสียภาษีให้รัฐมากหรือผู้มีการศึกษาดีมีคะแนนเสียงมากกว่าบุคคลอื่น  รัฐจะต้องประกันให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี  กล่าวคือต้องไม่ยอมให้มีการใช้อิทธิพลข่มขู่  บังคับขู่เข็ญโดยผิดกฎหมาย  นอกจากนี้แล้ว  การใช้สิทธิเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะต้องเป็นไปโดยลับ  ซึ่งหมายความว่า  การตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียงต้องไม่สามารถูกตรวจสอบได้โดยบุคคลอื่น  หลักการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยลับนี้  ย่อมมีผลเป็นการสนับสนุนหลักการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยเสรีด้วย

แม้ว่าหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะคล้ายคลึงกันก็ตาม  แต่กระบวนการและวิธีการในการเลือกตั้งกลับแตกต่างและหลากหลายอย่างยิ่ง  ทั้งนี้  เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นกฎหมายเทคนิค  แต่ละประเทศจะกำหนดเทคนิคดังกล่าวแตกต่างกันออกไป  จะอย่างไรก็ตาม  “เทคนิค” เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น   ดังนั้นก่อนที่เราจะพิจารณาระบบการเลือกตั้งต่างๆ   ซึ่งเป็นเทคนิคในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง   เราควรที่จะพิจารณาในชั้นต้นเสียก่อนว่า   การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมีวัตถุประสงค์หรือภารกิจอะไร

 

2.  วัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยมีขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ  เช่น  เพื่อให้มีการแข่งขันกันในทางนโยบายระหว่างกลุ่มหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ,  เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนทางการเมืองที่ดี,  เพื่อให้มีการโอนความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชนไปยังบุคคลผู้ได้รับเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่าง ๆ  ฯลฯ  อย่างไรก็ตาม  เราอาจสรุปหรือจัดกลุ่มวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นระบบและให้สะดวกแก่การวิเคราะห์ในเบื้องแรกนี้  ออกเป็น  4  กลุ่มด้วยกันคือ

1)       วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชน  สังคมการเมืองในสมัยใหม่  ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวนมากและมีลักษณะเป็นสังคมพหุลักษณ์  (คือ  สังคมซึ่งมีความหลากหลายในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์,  ความต้องการ,  ความเชื่อ,  แนวคิด  ฯลฯ)  ไม่อาจขาดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่แทนตนได้ดังนั้นกลุ่มของสังคมทุกกลุ่มต้องสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้  เพื่อที่ตนจะได้มีผู้แทน  อย่างไรก็ตามระบบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนนี้เรียกร้องการตัดสินใจโดยอาศัยเสียงข้างมาก

2)       วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการหล่อหลอมเจตจำนงและความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน  การเลือกตั้ง  คือ  การลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนซึ่งมีเจตจำนง  มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไป  การเลือกตั้งจะมีผลช่วยในการหล่อหลอมความเป็นพหุลักษณ์ของสังคมไม่ให้แตกต่างกันมากนักและจะมีส่วนในการสร้าง  “เจตจำนงร่วม”  ทางการเมืองขึ้น  การเลือกตั้งจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้หรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมาร่วมออกเสียงใช้สิทธิเลือกตั้งมากน้อยเท่าใด  และยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่  สำหรับการสร้างเจตจำนงร่วมทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งจะเป็นไปได้ดีเพียงใด  จะได้รัฐบาลที่มั่นคงหรือไม่  คงขึ้นอยู่กับระบบการเลือกตั้งที่จะกล่าวต่อไปด้วย (1)

3)       วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง  ในรัฐเสรีประชาธิปไตยถือว่าอำนาจรัฐมีที่มาจากประชาชน  ประชาชนแสดงออกซึ่งอำนาจดังกล่าวโดยการเลือกตั้ง  การเลือกตั้งจะสามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐหรือผู้ปกครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขพื้นฐานในการเลือกตั้ง  กล่าวคือประชาชนต้องมีโอกาส  “เลือกสรร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งแข่งขันกันอย่างเสรีโดยแท้จริง   ในรัฐที่ปกครองในระบบเผด็จการหรือในระบบที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว   แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง   แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกกำหนดโดยพรรคการเมืองที่คุมอำนาจรัฐเท่านั้น   ในทางพฤตินัยประชาชนถูก  “บังคับ” ให้ไปเลือกตั้ง   การเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้   ย่อมจะถือว่าเป็นการเลือกตั้งเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์แห่งความชอบธรรมของผู้ปกครองไม่ได้

4)       วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อำนาจรัฐ  การควบคุมการใช้อำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งภายในระยะเวลาอันสมควรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า  เช่น  ภายใน  4  ปี  หรือ  5  ปี  ในกรณีนี้การเลือกตั้งย่อมเป็นเทคนิคประการหนึ่งในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ  เนื่องจากประชาชนได้รับโอกาสในการลงคะแนนเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวผู้แทน  ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่บริหารประเทศ  ถึงแม้ว่าคะแนนเสียงของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงคะแนนเดียวอาจไม่มีผลต่อการควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยตรง  แต่คะแนนเสียงของผู้ไปใช้สิทธิรวมกันย่อมเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

 

3.  ระบบการเลือกตั้ง

วัตถุประสงค์ดังกล่าว  4  ประการ  จะสามารถบรรลุได้  ก็แต่โดยการที่รัฐกำหนดระบบการเลือกตั้งและกระบวนการในการเลือกตั้งให้เหมาะสม  หากพิจารณากระบวนการ,  ขั้นตอน  และระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในประเทศต่าง ๆ  ในรายละเอียดแล้ว  เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้นับเป็นสิบหรือร้อยระบบ  แต่หากพิจารณาถึงพื้นฐานแนวความคิดร่วมกันของระบบการเลือกตั้งที่ใช้บังคับอยู่จริง  เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้เป็น  2  ระบบใหญ่ ๆ   คือ  การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก  และการเลือกตั้งระบบสัดส่วน

3.1     การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก

โดยหลักการแล้ว  รัฐใดใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก  รัฐนั้นจะมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตโดยแต่ละเขตการเลือกตั้งมีขนาดใกล้เคียงกัน  ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง  ได้แก่  ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตการเลือกตั้งที่ตนลงสมัคร  ในกรณีที่ในเขตการเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน  ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เช่นได้คะแนนเพียงร้อยละสามสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เป็นต้น  การเลือกตั้งในระบบนี้ที่เรียกกันว่าการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  มีผลในการสร้างระบบสองพรรคการเมืองขึ้นมา  ตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเลือกตั้งในระบบนี้  ได้แก่  สหราชอาณาจักร  ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่  2  พรรค  คือพรรคแรงงาน  (Labour)  และพรรคอนุรักษ์นิยม  (Conservative)

 

(1)  Rudolf Smend   นักกฎหมายรัฐธรรมนูญผู้มีชื่อเสียงของเยอรมัน   เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้ง คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งจะต้องมีผลก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองและหลังกจากนั้นก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นเสียงข้างมาก ไม่ใช่เพียงมีผลเป็นการสร้างผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นปัจเจกชนแต่ละคนขึ้นเท่านั้น ดู   Rudolf Smend, Verfassung and Verwaltungsrecht (1928) in : Smend Staatsrechtliche Abhandlungen, 2. Auft. (1968), S. 154 f.

 

นอกจากการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แล้ว  ยังมีการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเช่นกัน  ซึ่งได้แก่  การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด  ในการเลือกตั้งระบบนี้รัฐอาจใช้เทคนิคการเลือกตั้งได้  2  วิธีด้วยกัน  วิธีแรก  รัฐแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตขนาดใกล้เคียงกัน  แต่ละเขตมีผู้แทนได้หนึ่งคน  ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคะแนนเสียงคนละ  2  คะแนน  คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงแท้  ส่วนคะแนนเสียงที่สองเป็นคะแนนเสียงสำรองซึ่งจะนำมาใช้คำนวณในกรณีที่นับคะแนนเสียงที่หนึ่งแล้ว  ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด  ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด  คือ  เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  เราเรียกวิธีการนี้ว่า  “alternative vote system”   วิธีที่สอง  รัฐอาจกำหนดให้มีการเลือกตั้งรอบที่สอง  ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบแรก  การเลือกตั้งในรอบที่สองนี้  รัฐจะกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด  2  ลำดับแรกในการเลือกตั้งรอบแรก  เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบที่สอง  โดยเหตุดังกล่าวการเลือกตั้งในรอบที่สอง  จะนำไปสู่การแบ่งกลุ่มและการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง  2  คนเท่านั้น  ในกรณีนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะแข่งขันได้ในรอบที่สองอาจจะหันไปสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบที่สองคนใดคนหนึ่ง  และเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้  นอกจากที่กล่าวมานี้  รัฐอาจจะกำหนดให้การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 2 คนก็ได้  เช่น  กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดที่ได้คะแนนเสียงในรอบแรกเกินกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง  ย่อมมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง  ในการเลือกตั้งรอบที่สองได้  ในกรณีนี้การเลือกตั้งในรอบที่สอง  ย่อมใช้ระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สองถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง  การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเด็ดขาดได้รับการปฏิบัติโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส

การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก  มีผลเป็นการสร้างความเป็นตัวแทนหรือผู้แทนของท้องถิ่นยิ่งกว่าความเป็นผู้แทนในระดับประเทศ  ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง  ผู้สมัครรับเลือกตั้งย่อมมุ่งหาเสียงกับคนในพื้นที่ที่ตนลงสมัครเป็นสำคัญ  โดยเหตุดังกล่าวผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบนี้จะมุ่งพิจารณาผลประโยชน์ในระดับท้องถิ่นเป็นหลักยิ่งกว่าผลประโยชน์ในระดับประเทศ(2)  ผู้ได้รับเลือกตั้งย่อมผูกพันกับคนในพื้นที่ยิ่งกว่าผูกพันกับพรรคการเมืองที่ส่งตนลงสมัครรับเลือกตั้ง  ในระบบนี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่  ซึ่งไม่มีผู้ที่เคยเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสังกัดมีโอกาสไม่มากนักในการที่จะชนะการเลือกตั้ง  นอกจากนี้หากพิจารณาในแง่ของน้ำหนักคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งในที่สุดพ่ายแพ้การเลือกตั้งนั้น  จะพบว่าคะแนนเสียงดังกล่าวเป็นคะแนนเสียงที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาแม้แต่น้อย  เราอาจกล่าวได้ว่า  ในการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก  เฉพาะคะแนนเสียงที่ลงให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น  ถือว่าเป็นคะแนนเสียงแทนคะแนนอื่น ๆ  ในเขตการเลือกตั้งนั้นทั้งหมด  อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากมีผลทำให้วัตถุประสงค์ในการหล่อหลอมเจตจำนองและความเห็นทางการเมืองของประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นสำเร็จลงดียิ่งกว่าการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

(2)  ในประเทศไทย  ตัวอย่างนี้ปรากฏอย่างชัดเจน  รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพยายามที่จะดึงเอางบประมาณมาลงในพื้นที่ที่ตนเป็นผู้แทนอยู่  ยังผลให้ในบางท้องที่หรือบางจังหวัดมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยกว่าท้องที่อื่นเป็นอันมาก  ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดประสบความสำเร็จในการสร้างระบบสาธารณูปโภค  หรือสร้างประโยชน์ให้แก่ท้องที่ที่ตนลงสมัครรับเลือกตั้งได้มาก  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นก็จะเป็น  “ผู้แทนผูกขาด” ของพื้นที่นั้น

 

3.2     การเลือกตั้งระบบสัดส่วน

โดยหลักการแล้ว  ในการเลือกตั้งระบบสัดส่วน  พรรคการเมืองต้องทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเรียงตามลำดับเสนอแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  เพื่อให้ประชาชนพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองนั้น  เมื่อมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว  จะมีการคำนวณจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รับ  ทั้งนี้  ตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้น ๆ  โดยกระบวนการนี้สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเสมือน  “กระจก”  สะท้อนภาพของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ  ในสังคม  ในการจัดการเลือกตั้งระบบสัดส่วนนี้รัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อเพียงบัญชีเดียว  ทั้งนี้  โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง   หรืออาจกำหนดให้มีเขตการเลือกตั้งหลายเขต  และให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่กำหนดก็ได้

การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนนี้  อาจมีผลนำไปสู่การมีพรรคการเมืองหลายพรรคในสภา  และอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือเสถียรภาพของรัฐบาลได้  แม้กระนั้นก็ตามก็มีผู้เห็นว่าการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนนี้ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยโดยแท้จริง  ทั้งนี้เพราะนอกจากคะแนนเสียงทุกคะแนนที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่พรรคการเมืองจะได้รับการนำมาคำนวณแล้ว  สภาผู้แทนราษฎรยังสะท้อนภาพความคิดทางการเมืองของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างตรงต่อความจริงที่สุดอีกด้วย  อย่างไรก็ดีหากพิจารณาในแง่วัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งแล้ว  การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะยังไม่มีผลต่อการหล่อหลอมเจตจำนงและความเห็นทางการเมืองของประชาชน  แต่จะสร้างความหลากหลายทางความคิดของเจตจำนงทางการเมือง  อันเนื่องมาจากการที่จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการเลือกตั้ง  การหล่อหลอมเจตจำนงทางการเมืองจะปรากฏเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมกลุ่มพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายคล้ายกันในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นฝ่ายค้านหรือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

หากการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเป็นการเลือกตั้งที่มีผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องผูกพันตนอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนยิ่งกว่าพรรคการเมืองแล้ว  การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะมีผลต่อเรื่องดังกล่าวในทางตรงกันข้าม  กล่าวคือ  การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง  นอกจากนี้ผู้แทนราษฎรจะคำนึงถึงผลประโยชน์ในระดับประเทศยิ่งกว่าผลประโยชน์ท้องถิ่น  อย่างไรก็ดีการที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากนั้น  อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบการเมืองได้อย่างน้อย  2  ประการ  ประการแรกเนื่องจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะทำให้พรรคการเมืองเล็กมีโอกาสเข้าสู่สภาได้มาก  หากพรรคการเมืองเล็กซึ่งมีความเข้มแข็งโดยระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มหัวรุนแรง  (ในทางศาสนา,  เศรษฐกิจ  ฯลฯ)  เน้นการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน  พรรคการเมืองดังกล่าวอาจส่งอิทธิพลในทางที่ไม่ดีนักต่อการบัญญัติกฎหมายหรือการตัดสินใจแก้ปัญหาของรัฐบาลได้  ประการที่สอง  การที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดี  หากการจัดตั้ง  การดำเนินงานของพรรคการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักธุรกิจการเมือง  ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง  ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถที่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในพรรคการเมืองไม่อาจเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนได้  แม้จะมีข้อเสียดังกล่าวมานี้  แต่ข้อเสียดังกล่าวอาจแก้ไขได้โดยเทคนิคของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นเอง  เช่น  กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำที่พรรคการเมืองจะต้องได้รับเอาไว้  เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองเล็ก ๆ  เข้สู่สภามากเกินไป  หรือกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้โปร่งใสเป็นประชาธิปไตย  เพื่อไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกุมอำนาจในพรรคการเมืองแต่เพียงผู้เดียว  เป็นต้น

 

4.  การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540

นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ  พ.ศ.2475  เป็นต้นมา  ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์มาโดยตลอด  จะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งก็เพียงการกำหนดจำนวนเขตเลือกตั้ง  หรือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้งเท่านั้น

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540  รัฐธรรมนูญฯ  ได้กำหนดระบบการเลือกตั้งไว้ในมาตรา  98  วรรคหนึ่ง  ดังนี้

“สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีราชชื่อตามมาตรา 99   จำนวนหนึ่งร้อยคน   และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 102   จำนวนสี่ร้อยคน”

เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรานี้  ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา  99  วรรคหนึ่ง(3)  และมาตรา  102  วรรคหนึ่ง(4)  จะเห็นได้ว่า  รัฐธรรมนูญได้นำเอาการเลือกตั้งระบบสัดส่วนมาผสมกับการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก  ทั้งนี้โดยกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น  2  ส่วน  คือ  ส่วนที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองและส่วนที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น  แต่ละคนจะ-ได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  2  คะแนนเสียง  คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตน  อีกคะแนนเสียงหนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น  ในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนั้น  รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้คะแนนเสียงทั้งสองต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด  กล่าวคือ  ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้สิทธิเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมือง  ก  ในเขตเลือกตั้งของตน  ขณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง  ข  ก็ได้  นอกจากนี้ในการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองนั้น  รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์ของคะแนนทั้งสองประเภทไว้แต่อย่างใด  แต่กำหนดโยปริยายให้แยกคำนวณอย่างเด็ดขาด

การที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  และประเภทบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด  และกำหนดการคำนวณแบ่งสรรจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแยกออกโดยไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนนเสียงที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตนนั้น  แสดงให้เห็นว่า  การเลือก

 

 

(3)  มาตรา  99  วรรคหนึ่ง  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540  บัญญัติว่า  “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยให้เลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง”

(4)  มาตรา  102  วรรคหนึ่ง  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540  บัญญัติว่า  “การเลือกตั้งสมาชิกาสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละหนึ่งคน”

 

ตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540  เป็นการเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้ (5)  (ผสมระหว่างการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนและการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก)  แต่เนื่องจากสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองประเภทแตกต่างกันมาก  (ประเภทบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง  100  คน,  ประเภทแบ่งเขตเลือกตั้ง  400  คน)  การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมที่เน้นระบบเสียงข้างมากสัมพันธ์

 

5.  บทส่งท้าย :  ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

                เป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่า  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน  (พ.ศ.2540)  ถือกำเนิดขึ้นในบริบทของความพยายามปฏิรูปการเมืองไทยให้โปร่งใส  บริสุทธิ์  มีประสิทธิภาพ  โดยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการนำเอาระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเข้ามาผสมกับระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก  โดยมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีโอกาสเลือกผู้แทนที่ดีมีคุณภาพ  และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่ต้องการหรือไม่สันทัดในการหาเสียงหรือลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้ง  สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้  นอกจากนี้การแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น  500  เขต  ก็มีขึ้นเพื่อให้เขตการเลือกตั้งเล็กลง  ผู้แทนราษฎรจะใกล้ชิดกับประชาชนในเขตเลือกตั้งมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสมอภาคในหมู่ประชาชน เพราะแต่ละเขตมีสมาชิก

 

(5)  การจัดการเลือกตั้งโดยผสมผสานการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากและการเลือกตั้งระบบสัดส่วนเข้าด้วยกัน  อาจจะไม่ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมเสมอไป  หากว่าการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เป็นการคำนวณโดยไม่ได้แยกคะแนนที่ประชาชนออกเสียงให้แก่พรรคการเมือง  และคะแนนที่ประชาชนออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งออกจากกันอย่างเด็ดขาด  แต่คงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนทั้งสองประเภทไว้  เช่น  การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน  (Bundestag) แม้ว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีที่มาทั้งจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน   แต่ก็ไม่ถือว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเป็นระบบผสม   ทั้งนี้   เนื่องจากคะแนนซึ่งกำหนดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ของพรรคการเมือง ได้แก่   คะแนนที่ประชาชนออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเท่านั้น เมื่อคำนวณได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งพึงได้รับแล้ว จึงนำเอาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงหักออกจากจำนวนดังกล่าว จำนวนที่นั่งที่เหลือจะเป็นจำนวนที่นำไปจัดสรรให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามลำดับ  ตัวอย่าง  สมมติว่า จำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา ฯ  มีทั้งสิ้น  100  ที่นั่ง  พรรคการเมือง  A  ได้รับคะแนนเสียงประเภทบัญชีรายชื่อคิดเป็นร้อยละ 35  ของคะแนนเสียงทั้งหมดที่มีผู้มาลงคะแนนประเภทบัญชีรายชื่อ  เมื่อคำนวณแล้ว  พรรคการเมือง  A  จะได้ที่นั่งในสภา ฯ  ทั้งหมด  35  ที่นั่ง  หากผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งสังกัดพรรคการเมือง  A  ชนะการเลือกตั้งประเภทแบ่งเขตเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งโดยตรงทั้งสิ้น  20  คน  จะต้องเอาจำนวน  20  มาหักอกจากจำนวน  35  ซึ่งหมายความว่าพรรคการเมือง  A  จะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ  ประเภทบัญชีรายชื่ออีกจำนวน  15  ที่นั่ง  (ตามลำดับในบัญชีรายชื่อ)  การผสมผสานในลักษณะนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้  แต่เป็นการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนที่แปลงรูปไป  นอกจากการผสมผสานในแบบของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันแล้ว  ยังอาจมีรูปแบบของการผสมผสานอย่างอื่นอีก  เช่น  กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีคะแนนเสียงเดียว  แต่กำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น  2  ประเภท  คือ  ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและประเภทที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง  ตัวอย่าง  สมมติว่าจำนวนที่นั่งสภาผู้แทนราษฎรในสภาฯ  มีทั้งสิ้น  500  ที่นั่ง  รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเขตเลือกตั้ง 400 เขต แต่ละเขตมีผู้แทนซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์  เขตละ 1 คน รวมจำนวนสมาชิกประเภทนี้  400  คน  ส่วนอีก  100  คน  ให้มาจากบัญชีรายชื่อตามที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น  ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนมีคะแนนเสียงคนละ  1  คะแนน  การที่ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมืองใดในเขตของตน  ย่อมมีผลเป็นการเลือกพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นสังกัดในส่วนของบัญชีรายชื่อไปโดยอัตโนมัติ  คะแนนดังกล่าวจะถูกนำมาคำนวณหาสัดส่วนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองอีก  100  ที่นั่งด้วยในที่สุด  การเลือกตั้งในระบบนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้  แต่ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แบบพ่วงบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง

 

สภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคนเท่ากัน  การควบคุมดูแลการเลือกตั้งอาจเป็นไปได้โดยง่าย  และอาจมีผลลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอันเป็นปัญหาใหญ่ลงด้วย

อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่พึงตั้งไว้เป็นข้อพิจารณาว่า  การผสมผสานการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนและการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเป็นไปอย่างได้ดุลยภาพหรือไม่  การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง  500  คน  อาจมีผลทำให้สภาฯ  มีขนาดใหญ่เกินไป  นอกจากนี้การที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวนถึง  400  คน  อาจส่งผลให้พรรคการเมืองเล็กๆ  เข้าสู่สภาฯ  ได้มาก  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย  สำหรับการที่รัฐธรรมนูญกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากบัญชีรายชื่อให้มีเพียง  100  คน  ย่อมจะทำให้โอกาสที่จะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ  ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อนเข้ามาสู่วงการการเมืองน้อยลงไปด้วย

การกำหนดให้เขตการเลือกตั้งมีขนาดเล็กลง  แม้ว่าอาจจะทำให้การควบคุมดูแลการเลือกตั้งเป็นไปได้ง่ายขึ้น  แต่ก็อาจทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกันเพราะขนาดพื้นที่เล็กลง  สำหรับประเด็นอื่น ๆ  ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งได้แก่  การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่  และประเด็นที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้น  ประเด็นแรกคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ารัฐมีสิทธิมากน้อยแค่ไหนในการ  “บังคับ” ให้ประชาชนต้องไปแสดงเจตจำนงทางการเมือง ส่วนประเด็นหลังคงเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาถึงหลักความเสมอภาคว่า รัฐเอามาตรฐานอะไรมากำหนดว่าคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี   ทั้งๆ ที่การศึกษาภาคบังคับของรัฐกำหนดเอาไว้เพียง 12  ปี   การที่รัฐกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าต้องจบปริญญาตรีตรงกับเหตุผลของเรื่องหรือไม่   และแสดงความขัดแย้งกันอยู่ในตัวใช่หรือไม่ว่ารัฐไม่เชื่อมั่นว่าคนที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับของรัฐมีคุณภาพพอที่จะเสนอตัวเป็นผู้แทนของประชาชนได้

แม้ว่าการกำหนดระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้  อาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ในบางแง่มุมก็ตาม  แต่การที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ริเริ่มเอาระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ระดับหนึ่ง  น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบการเลือกตั้งต่อไป  กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นกฎหมายเทคนิค  “เทคนิค” เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้วัตถุประสงค์หรือภารกิจบรรลุผล   ระบบการเลือกตั้งจึงอาจได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นมีเหตุผล   และช่วยให้วัตถุประสงค์ที่ยังไม่บรรลุโดยสมบูรณ์นั้น   สำเร็จลุล่วงไปได้